ไอซีทีถก ทีโอที-กสท ค่าสัมปทานค้างส่งรายได้แผ่นดิน 3 พันล้าน

ไอซีทีเตรียมหารือทีโอที - กสท หน่วยงาน ในสังกัด หาข้อสรุปรายละเอียดเงินรายได้ส่งคืนแผ่นดินจากค่าสัมปทานตาม พ.ร.บ.กสทช. หลังครบกำหนด 3 ปี เงินยังค้างในองค์กร 3,000 ล้านบาท อ้างยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดค่าใช้จ่าย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เตรียมจะหารือบมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม เกี่ยวกับรายละเอียดของการนำเงินจากรายได้ สัญญาสัมปทานที่ทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจเคยได้รับจากผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด ตามมาตรา 84 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ซึ่งครบกำหนด 3 ปี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2556

          แต่ทั้งทีโอทีและ กสท ยังไม่ได้นำเงินรายได้กว่า 3 พันล้านบาทส่งสำนักงาน กสทช. เพื่อนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เนื่องจากยังไม่มีกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน

          อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้ กสทช. เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากสัญญาสัมปทาน ก่อนนำเงินรายได้ดังกล่าวส่งกระทรวงการคลัง

          ขณะที่ กสทช. ก็จะทำหนังสือแจ้งกลับกระทรวงการคลังว่า เรื่องดังกล่าวเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงการคลังตามกฎหมายระบุ ส่วน ทีโอทีและ กสท ยังดำเนินการใดๆ ไม่ได้ ต้องรอคำตอบกระทรวงไอซีที กระทรวงการคลัง และกสทช.

          ทั้งนี้ มาตรา 84 พ.ร.บ.กสทช. วรรคสาม กำหนดไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่พ.ร.บ.กสทช.มีผลบังคับใช้ ให้รัฐวิสาหกิจนำรายได้จากผลประกอบการในส่วนที่ได้รับจากสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ดำเนินการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ  (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ไม่ว่าจะดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วน ให้หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเท่าใดให้ส่ง กสทช.

          จากนั้นให้ กสทช.นำส่งเงินจำนวน ดังกล่าวเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ประกอบด้วย 1.โดยค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ เฉพาะส่วนที่คิดจากฐานรายได้ที่เกิดจากสัญญาสัมปทาน 2.ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดให้มีบริการพื้นฐานทั่วถึง และบริหารเพื่อสังคมตามนโยบายของรัฐ และมาตรา 50 เฉพาะส่วนที่คิดจากฐานรายได้ที่เกิดขึ้นจากการสัญญาสัมปทาน และ 3.ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน ตามที่กระทรวงกำหนด

          นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวต้องรอหนังสือตอบกลับจากไอซีทีก่อน เพื่อความชัดเจน แต่ขณะนี้ ทีโอทีไม่มีเงินสด หรือสภาพคล่องมากเพียงพอเหมือนอดีต เพราะทีโอที ประเมินผลประกอบการปี 2557 จะขาดทุนราว 5,000 ล้านบาท และมีรายได้ราว 31,000 ล้านบาทเท่านั้น

          รายงานข่าวกล่าวว่า รายได้ทีโอทีไม่เป็น ไปตามเป้าหมาย เพราะความล้มเหลวของโครงการ 3จีบนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ดังนั้น ทีโอที หาทางออก 2 แนวทางเพื่อให้มีรายได้จากการดำเนินการ 3จีกลับคืนมา

          คือ 1. ให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือเอไอเอส เช่าใช้โครงข่าย บนคลื่นความถี่ 1900-2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ และร่วมกันใช้สถานีฐานทีโอทีจำนวน 5,320 สถานีฐาน รวมถึงสถานีฐาน ของเอไอเอสที่ภายในสิ้นปีนี้จะมีอีก 15,000 สถานีฐาน ซึ่งจะทำให้มีรายได้ 4 พันล้านบาทต่อปี เป็นโมเดลเดียวกับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ทำกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม แต่ติดขั้นตอนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

          2. หลังแนวทางแรกติดปัญหา จึงเสนอแบ่งแบนด์วิธบนคลื่นความถี่ดังกล่าวที่ ปัจจุบันทีโอทีใช้งานไปแล้ว 10 เมกะเฮิรตซ์ ให้ เอไอเอสเช่าใช้ 5 เมกะเฮิรตซ์ และจะโรมมิ่งบริการ ด้านเสียง และข้อมูลระหว่างกัน คาดจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ราว 800 ล้านบาทต่อปี