จัสมิน ยันกำไรโต-คาดอนุมัติกองทุน มิ.ย.

"พิชญ์ โพธารามิก" ซีอีโอจัสมิน ยืนยันกำไร ปีนี้โตกว่าปีก่อนแน่นอน อานิสงส์การรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งคาดว่าก.ล.ต.จะอนุมัติไม่เกินครึ่งแรกปีนี้พร้อมขายทันที ขณะที่ราคาหุ้น 4 เดือนแรกปีนี้ราคาวิ่งเกือบ 30%

          นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตมากกว่าปีก่อน หลังจากที่จะสามารถรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ซึ่งจะสามารถรับรู้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท แต่ขณะเดียวกันจะทยอยรับรู้กำไรดังกล่าวในปีนี้ส่วนหนึ่ง และปีถัดไป   

          ทั้งนี้ คาดว่าก.ล.ต. จะอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม มูลค่า 70,000 ล้านบาททันภายในครึ่งปีแรกปีนี้ ภายหลังจากที่บริษัทยื่นไฟลิ่งไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้น 33.33% หาก ก.ล.ต. อนุมัติก็มีความพร้อมที่จะจัดตั้งและเสนอขายหน่วยลงทุนได้ทันที 

            "ตอนนี้พร้อมแล้ว หาก ก.ล.ต. อนุมัติก็สามารถจัดตั้งได้ทันที บริษัทได้คุยกับหลายๆ กองทุนต่างประเทศแล้ว ซึ่งก็ให้ความสนใจ และพร้อมที่จะเข้าลงทุน โดยบริษัท พยายามจะขายหน่วยลงทุนให้หมด เพื่อที่จะนำจำนวนเงินที่ได้มาไปขยายโครงข่าย เพื่อให้บริการลูกค้าเพิ่มมากขึ้นและคาดจะได้กำไรพิเศษ ดังกล่าว 2-3 หมื่นล้านบาท และจะใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนที่เหลือบริษัทจะนำไปจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ที่ถือหน่วยลงทุน"

          บริษัทคาดว่าสิ้นปีนี้ จะมีลูกค้าที่ใช้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต 1.7 ล้านราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านบาท หลังจากที่มีแผนขยายโครงข่ายเพิ่มขึ้นอีก ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญในประเทศ โดยบริษัทได้ตั้งงบลงทุน 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายโครงข่ายให้เพียงพอต่อความต้องการและรองรับฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น  หากบริษัทได้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น ก็จะนำจำนวนเงินนี้มาใช้ลงทุนในการขยายโครงข่ายเพิ่มขึ้นอีก  สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.63% จากราคา 6.70 บาทเป็น 8.35 บาท และราคาเคยปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 8.60 บาท ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

           บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า การจัดตั้งกองทุน IFF จะเกิดขึ้นได้ จากการแก้ไขแบบไฟลิ่ง ให้ตรงตามข้อกำหนด แต่หากล่าช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าบ้าง จากต้น เม.ย.ที่ผ่านมา อาจเป็นไตรมาส 2-3 ของปีนี้ ซึ่งก็ไม่ถึงกับเสียหาย จึงคำแนะนำให้ซื้อลงทุนได้ เพราะธุรกิจหลักคือ บอร์ดแบรนด์ยังแข็งแกร่ง มีความต้องการใช้บริการ ADSL และ WIFI อีกมาก จากกระแสความนิยมใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่มีมากในปัจจุบันและอนาคต คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตเป็น 23% จากงวดเดียวกันปีก่อน

           "ฝ่ายวิจัยเห็นว่าการจัดตั้งกองทุน IFF จะเป็นประโยชน์กับบริษัทในระยะยาว ที่จะนำเงินที่ได้รับไปลงทุนใน Fiber Optic เพราะเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียรในการรับส่งข้อมูล ขณะที่มีรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสื่อสารหลายราย ต้องการลงทุนเทคโนโลยีนี้เช่นกัน"