ชงครม.เคาะแผนอีอีซี "ขนส่ง-แก้แล้ง"แสนล.

สกพอ.เสนอ พัฒนารอบอู่ตะเภา
          กรุงเทพธุรกิจ   กระทรวงท่องเที่ยวฯ ชง ครม.สัญจร ระยอง ปรับมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน เปิดทางบริษัทเอกชนร่วมใช้สิทธิ ยื้อเสนอแผนจ้างเด็กจบใหม่ ชงแผนพัฒนาอีอีซี แสนล้าน "พุทธิพงษ์" เสนอความคืบหน้าควบ ทีโอที-กสท
          แหล่งข่าวจากศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 (ศบศ.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ จ.ระยอง วันนี้ (25ส.ค.) จะเสนอผลการประชุม ศบศ.ครั้งที่ 1 คือ การปรับปรุงมาตรเราเที่ยวไปด้วยกัน
          ทั้งนี้ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาจะเสนอให้ ครม.เพิ่มวันเข้าพักสำหรับนักท่องเที่ยว ในประเทศ โดยรัฐอุดหนุนค่าที่พักให้ 40% และเพิ่มวันเข้าพักต่อคนจากเดิม 5 วันเป็น 10 วันและช่วยเหลือค่าตั๋วเครื่องบินจากเดิมไม่เกินคนละ 1,000 บาทเป็นไม่เกินคนละ 2,000 บาท รวมทั้งผ่อนเงื่อนไขให้บริษัทเอกชนใช้สิทธิ์ส่วนนี้พาพนักงานไป ท่องเที่ยวสัมมนาได้ โดยใช้วงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติ 20,000 ล้านบาท
          สำหรับมาตรการการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 4-5 แสนคน จะเสนอ ครม.อีกครั้ง โดยจะรวมข้อเสนอเอกชนที่ให้รัฐอุดหนุน การจ้างแรงงานเด็กจบใหม่ 50% ของค่าจ้าง 1 ปี ซึ่งจะฟังความเห็นใน ครม.ครั้งนี้ก่อนหารือใน ศบศ.อีกครั้ง เช่น การช่วยเหลือทางการเงิน มาตรการภาษี ซึ่งจะใช้เงินกู้จากกรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาทในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
          นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะรายงานความคืบหน้าโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้นายกรัฐมนตรีรับทราบรวมทั้งแผนขยายพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมือง โดยรอบสนามบินอู่ตะเภารัศมี 30 กิโลเมตรให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงอีอีซีกับ 3 จังหวัด ภาคตะวันออก ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจกับกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการขยายตัว ของเมืองในอนาคต รวมทั้งรายงานความคืบหน้า โครงสร้างพื้นฐานอีอีซี
          นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย เปิดเผยว่า การประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาน้ำ 2.โครงสร้างพื้นฐาน 3.การท่องเที่ยว 4.ภาคเกษตร
          เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของ ภาคตะวันออกขยายตัวยั่งยืนทุกมิติ ไม่เฉพาะภาคอุตสาหกรรม โดยงบและจำนวนโครงการต้องประชุมร่วมกันอีกครั้งระหว่างภาคเอกชน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
          สำหรับเรื่องของน้ำเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรภาคอุตสาหกรรมและภาคบริโภค โดยเฉพาะปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งจึงต้องหามาตรการรองรับไม่ให้มีปัญหาแย่งน้ำ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานเน้นการเชื่อมอีอีซีกับเส้นทางคมนาคมหลัก รวมถึงการเชื่อมมอเตอร์เวย์และสนามบิน
          ขณะที่การพัฒนาท่องเที่ยวเน้นการเชื่อมโยงเส้นทาง เช่น การก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ นักท่องเที่ยว
          รายงานข่าวระบุว่า หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 (ระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทรา) เตรียมเสนอ ครม.พิจารณา 73 โครงการ วงเงิน 1 แสนล้านบาท เป็นโครงการเกี่ยวกับการลงทุนคมนาคมขนส่ง และการแก้ภัยแล้ง เพราะปีนี้ภาคตะวันออกประสบปัญหาแล้งจนขาดแคลนน้ำรุนแรง โดยโครงการทั้งหมดจะเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณากลั่นกรองก่อนนำเสนอ ครม.สัญจร
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ จะรายงานความคืบหน้าการควบรวมรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้จ้างที่ปรึกษาทางการเงิน มาทำหน้าที่ประเมินทรัพย์สิน-หนี้สินตาม ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ ครม.ให้ดำเนินการ โดยจะควบรวมเสร็จใน 6 เดือน
          "ผมจะกำกับการควบรวมกิจการด้วยตนเองให้คืบหน้าทุกเดือน เพื่อให้ทันกับภารกิจของบริษัทใหม่ที่จะรองรับการทำธุรกิจจากคลื่นความถี่ 5จี ที่จะเป็นรายได้หลักของบริษัท"
          ทั้งนี้ ได้หารือกับพนักงาน 2 องค์กร ยอมรับการควบรวม เพราะรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนไม่อย่างนั้นอาจต้องฟื้นฟูกิจการแบบการบินไทย ซึ่งพนักงานเข้าใจตรงกันว่า เมื่อรวมเป็นองค์กรใหม่มีการเตรียม ความพร้อมมีธุรกิจ 5จี และมีแผนที่ จะให้บริการหน่วยงานภาครัฐที่ต้องใช้  5จี ทั้งการสื่อสารและการให้บริการ ประชาชนองค์กรจะมีรายได้และแข่งขันได้ในระยะยาว