"ดีอีเอส"เดินหน้า"คลาวด์"หน่วยงานรัฐตั้งเป้าปี2565รวมฐานข้อมูลได้ครบถ้วน

 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCC (Government Data Center and Cloud Service) ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทมาก โดยเฉพาะจากเหตุการณ์โรคระบาดโควิด-19 เทคโนโลยีได้เข้ามาช่วย ขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ประจำวันมากขึ้น
          "ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เตรียมพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก้าวสู่สังคมดิจิทัล ทำให้มีความพร้อมมากขึ้นโดยเฉพาะด้านคลาวด์ โครงการ GDCC เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดมานานแล้ว และจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีฐานข้อมูลกลางของเราเอง วันนี้ เข้าใกล้สิ่งที่ตั้งเป้าไว้แล้วเป็นก้าวแรก ที่พูดได้เป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เกิดได้ แต่มีความต้องการใช้สูงกว่างบประมาณที่ตั้ง ไว้เดิม โดยเฉพาะช่วงโควิดทำให้ต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น" นายพุทธิพงษ์ กล่าว
          สำหรับโครงการพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCC เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 พ.ค. 2562 มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลฯ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Cloud Infrastructure) โดยภาครัฐจะเป็น ผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อให้มีระบบกลางในการให้บริการ Cloud สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีมาตรฐานและปลอดภัย
          เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล (Government Transformation) รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายเพื่อใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ศูนย์ข้อมูลภาครัฐ (Government Data Center) และ คลาวด์คอมพิ้วติ้ง (Cloud Computing) โดยระบบคลาวด์กลางภาครัฐจะทำให้สามารถประหยัดงบประมาณในส่วนของการที่แต่ละหน่วยงานจะนำไปใช้ในการเช่าระบบ Cloud และบริหารจัดการศูนย์ข้อมูล (Data Center)
          อีกทั้งยังทำให้ระบบสารสนเทศของประเทศมีความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลและระบบงานของหน่วยงานภาครัฐจะถูกจัดเก็บอยู่ในระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงปลอดภัยและตั้งอยู่ภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สดช.) ร่วมดำเนินการ โดยปัจจุบัน โครงการ GDCC มีหน่วยงานส่งคำขอใช้บริการเข้ามาแล้ว 472 หน่วยงาน 1,570 ระบบ (ประมาณ 24,118 VM)
          ทั้งนี้ ตามแผนปี 2563 กำหนดให้บริการหน่วยประมวลผลรวม 32,000 vCPU จะช่วยประหยัด งบประมาณทางด้านไอทีของภาครัฐได้ร้อยละ 30-70 ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่สำคัญของประเทศ จะถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็น Big Data ภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนหรือภาคธุรกิจได้รับทราบข้อมูลที่มี มาตรฐานเป็นระบบ และมีความต่อเนื่อง ในการให้บริการยิ่งขึ้น การรวมข้อมูลทั้งหมดมาไว้ในฐานข้อมูลภาครัฐจะต้องเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565 ส่วนปี 2564 จะมีการโอนถ่ายข้อมูลมา ในคลาวด์กลางประมาณร้อยละ 40-50