INTUCHปันผล1.15บ. กำไรQ2พุ่ง2,980ล้าน

 “อินทัช” ดีกว่าคาด! ประกาศงบไตรมาส 2/2563 มีกำไรสุทธิ 2,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เหตุบุ๊กส่วนแบ่งกำไรจาก THCOM เพิ่มขึ้น ส่งผลครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 5,721 ล้านบาท จ่ายปันผลครึ่งปีแรกหุ้นละ 1.15 บาท ขึ้น XD วันที่ 20 ส.ค. 63
          นายเอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH เปิดเผยว่า กลุ่มอินทัชประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2563 ในอัตรา 1.15 บาท/หุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 20 ส.ค. 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 4 ก.ย. 2563
          ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 กลุ่มอินทัชมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,940 ล้านบาท เนื่องจากส่วนแบ่งผลกำไรจากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายภายในประเทศที่ดำเนินงานโดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ลดลง ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายและค่าใช้จ่ายสัญญา บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT ลดลง รวมถึงต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง
          ขณะเดียวกันกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,740 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งผลกำไรจากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เนื่องจากในไตรมาส 2/2563 มีการรับรู้รายได้จากเงินชดเชยเป็นรายได้อื่น จำนวนรวม 621 ล้านบาท รวมถึงส่วนแบ่งผลกำไรจาก ADVANC ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เนื่องจากในไตรมาสนี้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ไตรมาสก่อน มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
          โดยส่วนแบ่งผลกำไรจาก ADVANC ในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 2,832 ล้านบาท ลดลง 8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีส่วนแบ่งผลกำไรอยู่ที่ 3,088 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน ที่มีส่วนแบ่งผลกำไรอยู่ที่ 2,744 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรจาก THCOM อยู่ที่ 205 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีส่วนแบ่งผลขาดทุนอยู่ที่ 56 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 150% จากไตรมาสก่อน ที่มีส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 82 ล้านบาท
          ส่วนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 กลุ่มอินทัชมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,721 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,845 ล้านบาท ตามการรับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจาก ADVANC ที่ลดลง 8% มาอยู่ที่ 5,576 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน อยู่ที่ 6,084 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของรายได้เป็นหลัก ขณะที่ THCOM มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยพลิกจากการรับรู้ส่วนแบ่งผลขาดทุนอยู่ที่ 69 ล้านบาท มาเป็นส่วนแบ่งผลกำไรอยู่ที่ 286 ล้านบาท เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากเงินชดเชยในไตรมาส 2/2563 หากไม่รวมรายการพิเศษ THCOM ยังคงมีผลกำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้น
          ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้า ได้แก่ แอลทีซี เป็นการร่วมค้าทางอ้อมที่ลงทุนโดย THCOM ซึ่งสิ้นไตรมาส 2/2563 แอลทีซี และทีพลัส (บริษัท ทีพลัส ดิจิทัล จำกัด โดยแอลทีซี เข้าถือหุ้น 100% ในไตรมาส 4/2562) ยังสามารถครองการเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 61.1%
          รวมถึงไฮ ช็อปปิ้ง มีรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 อยู่ที่ 397 ล้านบาท หรือมียอดขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 2.2 ล้านบาท โดยรายได้และยอดขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 1/2563 และไตรมาส 2/2563 อยู่ในระดับเดียวกัน แม้ว่าลูกค้าจะมีความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่การประกาศพระราชกำหนดฉุกเฉินทำให้ประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น และมียอดสั่งซื้อสินค้าสูงขึ้น ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ไฮ ช็อปปิ้ง ยังคงเดินกลยุทธ์ในการขยายช่องทางการขายสินค้า และปรับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
          ส่วนโครงการอินเว้นท์ในช่วงไตรมาส 2/2563 ได้ลงทุนเพิ่ม 1 บริษัท คือ บริษัท พาโรนีม (Paronym) และเมื่อรวมกับบริษัทที่ลงทุนในไตรมาส 1/2563 คือ บริษัท แอกซินัน พีทีอี ลิมิเต็ด บริษัท ดาต้าฟาร์ม จำกัด และบริษัท เพียร์ พาวเวอร์ พีทีอี ลิมิเต็ด จึงทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 โครงการอินเว้นท์ลงทุนไปแล้ว 202 ล้านบาท นอกจากนี้ อินทัชได้ออกจากการลงทุนใน บริษัท โซเซียลเนชั่น ทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนภายใต้โครงการอินเว้นท์ (ที่รวมมูลค่าบริษัทที่ได้ขายออกไป) สิ้นเดือน มิ.ย. 2563 อยู่ที่ 1,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,051 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 และมีบริษัทที่อยู่ภายใต้การลงทุนของโครงการอินเว้นท์ในปัจจุบันทั้งสิ้น 17 บริษัท