ADVANCปันผล3.24บาท จับตาINTUCHแจ้งงบวันนี้

ADVANC ดีกว่าคาด! แจ้งงบ Q2 มีกำไรสุทธิ 7,001 ล้านบาท ลดแค่ 9.7% ส่งผลครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 13,757 ล้านบาท จ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 3.24 บาท ขึ้น XD วันที่ 19 ส.ค.นี้ คาดรายได้บริการ-อีบิทด้าปีนี้ลดลง หั่นงบลงทุนทั้งปีเหลือ 35,000 ล้านบาท ขณะที่ INTUCH แจ้งงบวันนี้คาดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 5,190 ล้านบาท ลดลง 11% ลุ้นจ่ายปันผลหุ้นละ 1.10 บาท
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า บริษัทประกาศจ่ายปันผลเป็นเงินสดจากงวดผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2563 ในอัตรา 3.24 บาท/หุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 19 ส.ค. 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 3 ก.ย. 2563
          สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 (รวมผลจาก TFRS 16) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,001 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,754 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 3.6% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,756 ล้านบาท
          ขณะที่ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 (ไม่รวมผลจาก TFRS 16) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,235 ล้านบาท ลดลง 6.7% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,754 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,004 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกิจกรรมทางการตลาดที่น้อยลงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้
          ส่วนกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 19,139 ล้านบาท คงที่จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 19,169 ล้านบาท แต่ลดลง 2.2% จากไตรมาสก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 19,576 ล้านบาท เป็นผลจากสภาพการแข่งขันที่สูงและผลกระทบจากโควิด-19 ด้านอัตรากำไร EBITDA อยู่ที่ 45.3% ในไตรมาส 2/2563 จาก 43.5% ในไตรมาสเดียวกันปีก่อน และ 45.7% ในไตรมาสก่อน
          ทั้งนี้ รายได้รวมในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 42,256 ล้านบาท ลดลง 4.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 44,081 ล้านบาท และลดลง 1.4% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 42,845 ล้านบาท โดยรายได้หลักจากการให้บริการ (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT) อยู่ที่ 32,285 ล้านบาท ลดลง 6.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และลดลง 2.4% จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และรายได้จากลูกค้าองค์กรที่ไม่ใช่บริการโทรศัพท์ที่ลดลง ในขณะที่รายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังคงเติบโตได้ดี
          สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 29,536 ล้านบาท ลดลง 7.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 32,042 ล้านบาท และลดลง 2.6% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 30,334 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงมีจำนวนลูกค้าโทรศัพท์มือถือสูงที่สุดในตลาดที่ 41 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าระบบรายเดือน 9.5 ล้านราย เพิ่มขึ้น 395,600 ราย จากไตรมาสก่อน และมีลูกค้าระบบเติมเงินอยู่ที่ 31.4 ล้านราย ลดลง 531,900 ราย จากไตรมาสก่อน มีสาเหตุหลักจากยอดขาย Sim2Fly ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดของการเดินทางระหว่างประเทศ และรายได้ต่อเลขหมายเฉลี่ย (ARPU) เท่ากับ 239 บาท/เลขหมาย/เดือน จากสภาพการแข่งขันในตลาดที่ยังคงสูงจากแพ็กเกจประเภท Fixed Speed Unlimited ซึ่งยังมีให้บริการในทุกโอเปอเรเตอร์
          ขณะที่ โควิด-19 ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทั้งการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และเรียนที่บ้าน (Learn from Home) ส่งผลให้การใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน อยู่ที่เฉลี่ย 17 กิกะไบต์/เดือน และสัดส่วนลูกค้าที่ใช้ 4G ยังเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง 75%
          ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีรายได้อยู่ที่ 1,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,380 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 1,640 ล้านบาท โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ จากความต้องการติดเน็ตบ้านในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้มีลูกค้ารวม 1.2 ล้านราย สำหรับธุรกิจลูกค้าองค์กร ก็ยังคงเติบโตจากความต้องการใช้บริการโซลูชั่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Cloud และ ICT solution เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
          ด้านผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 (รวมผลจาก TFRS 16) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13,757 ล้านบาท ลดลง 10.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 15,324 ล้านบาท ในขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 (ไม่รวมผลจาก TFRS 16) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 14,239 ล้านบาท ลดลง 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 15,324 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน บริษัทมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการลงทุนขยายโครงข่ายทั้งบริการ 5G และ 4G เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในครึ่งปีแรกรวม 42,328 ล้านบาท
          ส่วนด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2563 (ไม่รวมผลจาก TFRS 16) คาดว่ารายได้หลักในการให้บริการ และ EBITDA จะลดลงในอัตราเลขตัวเดียวระดับต่ำ
          อย่างไรก็ตาม บริษัทปรับลดงบลงทุนโครงข่าย 4G, 5G และอินเทอร์เน็ตบ้านทั้งปี 2563 ลงเหลือประมาณ 35,000 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 35,000-40,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่การบริโภคยังคงอ่อนตัว แต่ยังเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป้าหมายการขยายพื้นที่ให้บริการ 5G ให้ครอบคลุม 13% ของประชากร และ 50% ของประชากรในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายในปี 2563
          * INTUCH แจ้ง Q2 วันนี้
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ส.ค. 2563) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH จะประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2563 โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า INTUCH จะมีกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 2,450 ล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,940 ล้านบาท และลดลง 11% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,740 ล้านบาท เนื่องจากถูกกดดันจากผลการดำเนินงานของกิจการลูกทั้งส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และธุรกิจดาวเทียม ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM
          โดยหากกำไรไตรมาส 2/2563 เป็นตามคาด จะทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 อยู่ที่ 5,190 ล้านบาท ลดลง 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,845 ล้านบาท ซึ่งกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกคิดเป็น 46% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 และคาดว่า INTUCH จะจ่ายปันผลในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.1 บาท/หุ้น
          ดังนั้น คาดว่ากำไรของ INTUCH ครึ่งปีหลังฟื้นจากครึ่งปีแรก ก่อนที่ในช่วงไตรมาส 4/2563 จะเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน จึงคงกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 11,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,083 ล้านบาท แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 65 บาท