ทีวีดิจิทัลลุย ถกเดือดกสทช.

ย้ำต้องเลขช่องเดิม หวั่นชาวบ้านสับสน
          ผู้บริหารทีวีดิจิทัลยกทัพร่วมเวที รับฟังความเห็นปรับปรุงจัดเรียง ช่องทีวีดิจิทัล ย้ำต้องอยู่หมายเลข เดิมที่ประมูลไว้ 11-36 เพื่อมิให้เกิดความสับสน พร้อมเสนอทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี สามารถนำช่อง 1-10 ไปบริหารจัดการ รับ โฆษณาได้ 5 นาที แต่ห้ามนำช่องทีวีดิจิทัลมาออกอากาศ รวมถึงช่องที่คืนใบอนุญาตไปแล้ว
          ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พหลโยธินซอย 8 กทม. เมื่อวันที่ 4ส.ค. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมด้วย พล.ท.พีระพงษ์มานะกิจ กรรมการ กสทช. และนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์กรรมการ กสทช. ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิล เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการจัดเรียงลำดับหมายเลขช่องทีวีดิจิทัล หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งชี้ขาดว่าประกาศการจัดลำดับหมายเลขช่องทีวีดิจิทัล หรือการเรียงช่องทีวีดิจิทัลไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง กสทช.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้วว่า การจัดเรียงช่องดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของประชาชน มิให้เกิดสับสนในการรับชมทีวีดิจิทัล
          ในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เห็นชอบให้คงหมายเลขช่องทีวีดิจิทัลไว้ดังเดิมตามที่ประมูลไว้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ขณะที่ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมและเคเบิล สามารถนำหมายเลขช่อง 1-10 ไปให้บริการทีวีแบบบอกรับสมาชิกได้ ภายใต้เงื่อนไข โฆษณาได้ 5 นาทีต่อชั่วโมง และห้ามนำช่องทีวีดิจิทัล และรายการในทีวีดิจิทัลมาออกอากาศซ้ำ รวมถึงห้ามนำช่องของทีวีดิจิทัล ที่คืนใบอนุญาตมาออกอากาศด้วย
          สำหรับการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เพื่อนำไปสู่การร่างประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดหมวดหมู่และการจัดลำดับบริการโทรทัศน์ หรือการจัดเรียงหมายเลขช่องทีวีดิจิทัล ได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอย่างมาก อาทิ นายวัชร วัชรพล ประธานกรรมการ บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด หรือไทยรัฐทีวีช่อง 32 นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด เจ้าของช่องจีเอ็มเอ็ม25 นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารทีวีช่อง 31นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจทีวี ช่อง 33 นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เป็นต้น
          สำหรับการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่องทีวีดิจิทัลมีความกังวลว่าการปรับปรุงประกาศเพื่อจัดลำดับเรียงหมายเลขช่องทีวีใหม่นั้น จะทำให้ประชาชนสับสนและเกรงว่าผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลจะฉวยโอกาสนำหมายเลขช่อง 1-10 ไปจำหน่ายให้กับทีวีดิจิทัลช่องธุรกิจ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจได้ โดยบรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปอย่างดุเดือด เนื่องจากมีการแสดงความคิดเห็นให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ประชาชน ไม่ควรจะสับสนในการจดจำหมายเลขช่อง
          ทั้งนี้ การปรับปรุงประกาศจัดเรียงหมายเลขช่องทีวีดิจิทัลใหม่นั้น เพื่อเตรียมความพร้อมไว้รองรับกรณีศาลปกครองสูงสุด ตัดสินคดีกรณีที่ผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล ยื่นฟ้อง กสทช.ว่าประกาศการจัดเรียงช่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งขณะนี้กสทช.ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว หลังจากศาลปกครองกลางตัดสินว่า ประกาศจัดเรียงช่องดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
          ดังนั้นในระหว่างการรอการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด กสทช.จึงได้ปรับปรุงประกาศจัดเรียงช่องทีวีดิจิทัลใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยหมายเลขช่อง 1-10 ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียม เคเบิลทีวี และอินเตอร์เน็ต สามารถนำไปจัดเรียงช่องเองได้ แต่รายการที่นำมาออกอากาศจะต้องไม่ใช่รายการที่ออกในช่องทีวีดิจิทัล 13-36 สำหรับทีวีดิจิทัลช่องธุรกิจ ที่ปัจจุบันให้บริการอยู่ 15 ช่องนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ทุกช่องยังคงอยู่หมายเลขเดิม ไม่ว่าจะดูทีวีผ่านโครงข่ายใด ส่วนหมายเลขช่องที่ว่างจำนวน 7 ช่อง จากการคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลนั้น อาจนำมาเป็นหมายเลขช่องทีวีสาธารณะหรือชุมชน ต้องพิจารณาในอนาคต
          ขณะที่ทีวีสาธารณะจากเดิมจัดเรียงช่องอยู่ในหมายเลข 1-10 ก็ต้องย้ายไปอยู่ในช่วงหมายเลข 11-36 โดยสถานีโทรทัศน์กองทัพบก หมายเลข11 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือกรมประชาสัมพันธ์ หมายเลข 12 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หมายเลข 13 และสถานีโทรทัศน์รัฐสภา หมายเลข14
          การออกประกาศหมายเลขหมายฉบับเดิมนั้น เพื่อมิให้ประชาชนสับสน กสทช.จึงกำหนดให้หมาย เลขช่องทีวีดิจิทัลเรียงลำดับตั้งแต่หมายเลข 1-36 จะต้องเหมือนกันทุกโครงข่าย ไม่ว่าจะดูผ่านกล่องดิจิทัล กล่องดาวเทียม กล่องเคเบิลทีวี ไอพีทีวี หรือทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อมิให้ประชาชนสับสน แต่เนื่องจากผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล ได้ยื่นฟ้อง กสทช.ให้จัดเรียงช่องใหม่บนกล่องดาวเทียมและเคเบิล เพื่อให้ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล สามารถนำหมายเลข 1-10 ไปจัดเรียงหมายเลขช่องเองได้ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ประกาศจัดเรียงหมายเลขช่องฉบับเก่า ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ กสทช.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้วว่า การออกประกาศเพื่อจัดเรียงช่องทีวีดิจิทัลนั้น เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความสับสน
          นายสุภาพ คลี่ขจาย เปิดเผยว่า การมาร่วมฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เพื่อแสดงพลังว่า ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไม่เห็นด้วยที่จะไม่มีประกาศการจัดเรียงหมายเลขช่องทีวีดิจิทัลอีก หลังศาลปกครองกลาง มีคำสั่งชี้ขาดว่า ประกาศจัดเรียงช่องของ กสทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างรับฟังความเห็น เพื่อนำไปร่างประกาศการจัดเรียงช่องฉบับใหม่ โดยช่องทีวีดิจิทัลยังอยู่คงเดิม 11-36 ส่วน 1-10 ผู้ประกอบการดาวเทียมสามารถนำไปจัดเรียงช่องเองได้แบบทีวีแบบบอกรับสมาชิก สามารถโฆษณาได้ 5 นาที และห้ามนำทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาตและไม่คืนใบอนุญาต มาออกอากาศในหมายเลข 1-10 เพราะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ
          “กสทช.แพ้ แต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเจ็บ ดังนั้นผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในฐานะที่ประมูลช่องมาในราคากว่า 50,000 ล้านบาท จึงต้องการเรียกร้องในช่องทีวีตามที่ประมูลไว้ ซึ่งทุกฝ่ายที่หารือกันวันนี้ ต่างเห็นด้วย จึงได้เร่งให้ กสทช.ออกประกาศจัดเรียงช่องฉบับใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหมายเลขช่องทีวีดิจิทัล ไม่เปลี่ยนแปลง” นายสุภาพกล่าว
          ขณะที่นายวัชร วัชรพล กล่าวเสริมว่า ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เห็นด้วยที่จะมีประกาศฉบับใหม่ แต่ช่องทีวีดิจิทัลต้องเหมือนเดิมเพื่อมิให้ประชาชนสับสน ขณะเดียวกันช่อง 1-10 ของทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ก็สามารถนำไปประกอบธุรกิจเองได้แต่ต้องไม่ซ้ำกับทีวีดิจิทัล
          ส่วนนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กล่าวยืนยันว่า ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ต้องการให้หมายเลขช่องคงเดิม ตามที่ได้ประมูลไว้ ไม่ว่าจะดูผ่านโครงข่ายใด เพื่อมิให้ประชาชนสับสน
          ทางด้าน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. กล่าวว่า การรับฟังความเห็นครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลไปจัดทำร่างประกาศฉบับใหม่ คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนในการจัดทำร่างประกาศ เพื่อเสนอบอร์ด กสทช.พิจารณา เมื่อบอร์ดพิจารณาแล้ว ต้องนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้งและต้องนำเสนอบอร์ดพิจารณาอนุมัติ เพื่อนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมาย คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน โดยในระหว่างที่ กสทช.จัดทำร่างประกาศฉบับใหม่และรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียม เคเบิล ต้องจัดเรียงช่องทีวีดิจิทัลเหมือนเดิม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆ