TRUEลุ้นQ2มีกำไร 1,031ล้าน บันทึกพิเศษ1,852ล้านขายDIF

“ทรู” ลุ้นไตรมาส 2/63 พลิกมีกำไรสุทธิ 1,031 ล้านบาท จากไตรมาสแรกขาดทุน เหตุบุ๊กกำไรขาย DIF ประมาณ 1,852 ล้านบาท แต่โบรกฯ คาดไตรมาส 3/63 ไม่สดใส ปรับประมาณการปีนี้ขาดทุนปกติ 1,520 ล้านบาท
          บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในช่วงไตรมาส 2/2563 จะมีกำไรสุทธิ 1,031 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,060 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 161 ล้านบาท เนื่องจากคาดจะมีบันทึกกำไรจากการขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ประมาณ 1,852 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปกติในไตรมาส 2/2563 คาดว่าจะขาดทุนปกติอยู่ที่ 821 ล้านบาท จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรปกติอยู่ที่ 1,210 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ที่ขาดทุนปกติอยู่ที่ 822 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ที่เติบโตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยแม้คาดว่ารายได้ให้บริการมือถือยังคงเติบโต แต่คาดว่าจะไม่สามารถชดเชยกับต้นทุนหลายรายการยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ทั้งการรับรู้ค่าเช่า DIF ส่วนเพิ่มที่ขายในระหว่างไตรมาส 3/2562 เฉลี่ยประมาณ 250 ล้านบาท/ไตรมาส รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางการเงินมากขึ้นตามมลูหนี้และการใช้มาตรฐานบัญชี TFRS 16 นอกจากนี้คาดว่าไม่มีผลบวกจากภาษีรับเหมือนไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่ 818 ล้าน
          ทั้งนี้ รายได้รวมในไตรมาส 2/2563 คาดว่าจะอยู่ที่ 34,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 33,573 ล้านบาท แต่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้รวม 34,844 ล้านบาท ผันผวนตามธุรกิจมือถือ
          โดยกล่มุมือถือในไตรมาส 2/2563 คาดว่ารายได้บริการอยู่ที่ 20,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน ตามฐานลูกค้าที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 30.63 ล้านราย เนื่องจากมีอานิสงส์จากการมีช่องทางการจำหน่ายจากร้าน 7-11 ที่ TRUE ร่วมเปิด shop in shop ประมาณ 800 แห่ง และสาขาของ Makro ส่วนค่าบริการจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 212 บาท/คน/เดือน จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 213 บาท/คน/เดือน ตามกำลังซื้อ
          สำหรับทรูออนไลน์ในไตรมาส 2/2563 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน ตามจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.9 ล้านราย ส่วนค่าบริการลดลงเหลือ 520 บาท/คน/เดือน เพราะออกโปรโมชั่นสำหรับ Work from Home มากขึ้น
          ทั้งนี้ แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2563 คาดว่ายังไม่สดใส โดยจะขาดทนุต่อแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนทางการเงินที่จะสูงขึ้น ในขณะที่แผนการเปิด 5G เบื้องต้นจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 แต่คาดว่าจะยังจำกัดเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น
          ขณะเดียวกัน ปรับประมาณการผลการดำเนินงาน (ไม่รวม TFRS 16) ปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นขาดทุนปกติ 1,520 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าขาดทุนปกติ 553 ล้านบาท และปี 2564 เป็นขาดทุนปกติ 467 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรปกติ 311 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ จึงปรับลดรายได้บริการลงจากเดิมประมาณ 1% ต่อปี โดยคาดรายได้บริการปี 2563 จะเติบโตเหลือ 2% จากปีก่อน และปี 2564 เติบโต 5% จากปีก่อน
          ดังนั้น คงคำแนะนำ “ถือ” โดยปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 3.80 บาท จากเดิม 4.30 บาท สะท้อนแนวโน้มผลการดำเนินงานทั้งปี 2563 (ก่อนรวม TFRS 16) จะขาดทุนมากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงกังวลต่อฐานะการเงินยังดูตึงตัว อัตรา NetD/E (ไม่ร่วมหนี้สัญญาเช่า) อยู่ที่ 2.4 เท่า จาก 1.3 เท่า ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ต้องคืนหุ้นกู้อีก 9,100 ล้านบาท ทำให้มีแนวโน้มต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยจะสูงขึ้น