สัมภาษณ์พิเศษ: "มรกต"นำทัพ"ทีโอที"เปลี่ยน"คู่แข่ง"เป็น"คู่ค้า"

 ปานฉัตร สินสุข
          วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน เป็นปัจจัยลบต่อสภาพเศรษฐกิจส่งผล ต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการบริษัท เอกชนน้อยใหญ่ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
          เจาะลงลึกไปในรายเซคเตอร์ แม้ว่า "โทรคมนาคม" อาจจะดูเหมือนได้รับผลกระทบน้อย แต่หากเมื่อคู่ค้าหรือพันธมิตรที่ต้องพึ่งพาไอทีและดิจิทัล ต่างต้องรัดเข็มขัดกันมากขึ้น หนทางที่ทุกคนจะอยู่รอดได้คือ "ปรับตัว"
          บมจ.ทีโอที ถือเป็นเสาหลักในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แม้ที่ผ่านมา จะโดนค่อนขอดว่าเป็นเสือนอนกิน อยู่ไม่ได้หากไม่มีค่าต๋งจากเอกชนที่หยิบยื่นให้ปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่เมื่อภาพการแข่งขันเป็นไปสู่ระบบใบอนุญาตอย่างเต็มตัว ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป และในไม่อีกกี่เดือนองค์กรก็ต้องกลายสภาพไปเป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (เอ็นที) โดยการผนึกกันของทีโอทีและอีกรัฐวิสาหกิจคือ บมจ.กสท โทรคมนาคม
          ปรับแผนธุรกิจรับโควิด-19
          มรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที  เผย วิสัยทัศน์ หลังจากเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าทีโอที ยังคง ต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต โดยมุ่งหวัง ที่จะให้ทีโอทีเป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่ง ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคม ยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
          โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหารายได้เพื่อเข้ามาทดแทนส่วนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่แม้ว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการครึ่งปีแรกมากนัก ซึ่ง ผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2563 ทีโอที มีรายได้จากการดำเนินงาน 10,159 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อน 1,500 ล้านบาท และ รายได้จากพันธมิตร 16,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อน 1,500 ล้านบาท
          จากโควิด-19 เริ่มแสดงผลกระทบต่อลูกค้าของทีโอทีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดองค์กร การลดต้นทุน ทำให้ทีโอที ต้องดำเนินการช่วยเหลือลูกค้าด้วย เช่น การยกเว้นค่าเช่าร้านในทีโอที การให้ส่วนลดหรือมีโปรโมชันช่วยลูกค้า ดังนั้นทีโอทีต้องยอมรับความจริงและมีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ใหม่จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท เหลือกำไรหลัก 100 ล้านบาท หรือหากจะขาดทุนก็ไม่เกินหลัก 100 ล้านบาท เช่นกัน
          เปลี่ยน'คู่แข่ง'เป็น'คู่ค้า'
          เมื่อมองเห็นว่าผลกระทบจากโควิด-19 น่าจะยังไม่จบเพราะไม่รู้ว่าจะมีวัคซีนเมื่อไร ทีโอทีก็ต้องยอมรับว่ารายได้ที่คาดว่า จะได้ต้องหายไปอย่างแน่นอนจากการที่ลูกค้าเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว ดังนั้นจึงต้องหาทางสร้างรายได้ใหม่ที่คาดว่าจะทำได้ ควบคู่กับการลดต้นทุนด้วยการลดค่าใช้จ่าย การดำเนินงานที่จำเป็นน้อยที่สุด 15% และพยายามลดหรือหาข้อยุติคดีและ ข้อพิพาทด้วยการจับมือกับคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งกับเอกชนได้ ก็เปลี่ยนเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรและอาสาเป็นตัวกลางในการสร้างโครงสร้าง พื้นฐานกลางเพื่อให้มีการใช้งานร่วมกัน ลดการลงทุนซ้ำซ้อน
          ทีโอที มีนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ คือการสร้างรายได้ ด้วยการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทางด้านบริการ ไม่ว่าจะเป็น TOT Fixed Line, TOT Mobile, TOT Fiber 2U และการเพิ่มรายได้จากท่อร้อยสาย โดยเร่งรัดให้ผู้ประกอบการนำสายเคเบิลลงดินตามนโยบายรัฐ ซึ่ง ทีโอที มีเป้าหมายที่จะนำสายสื่อสารลงท่อร้อยสายใต้ดินจำนวน 12 เส้นทางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค. 2563
          ลดไซส์องค์กรก่อนควบรวม
          มรกต กล่าวอีกว่า แผนการบริหารของทีโอที นอกจากนี้คือ การพัฒนาองค์กร ในการควบรวมกิจการกับกสทฯเป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ เอ็นที ซึ่งต้องผลักดันให้สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอ็นทีได้ภายใน ม.ค.2564 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยการสร้างความสามัคคี ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเสมอภาค และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ให้กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของพนักงาน และคงสิทธิประโยชน์ขององค์กรตามกฎหมายให้มากที่สุด
          นอกจากนี้ ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาบริการ เช่น การให้บริการ 5จี โดยเริ่มให้บริการ Fixed Wireless Broadband ในพื้นที่ทดสอบ เช่น อาคารสูง ในพื้นที่ห่างไกลที่มีต้นทุน
          การวางสายสูง และการพัฒนาบริการ ดิจิทัลด้วยการเพิ่มความสามารถ และการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยี 5จี ทำงานเต็มประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น และด้วยศักยภาพของทีโอที ที่มีความพร้อมในการก้าวเป็นผู้นำเทคโนโลยีอวกาศ
          "ได้เตรียมพร้อมพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศและการเจรจากับพันธมิตรธุรกิจระบบดาวเทียม เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเครือข่ายระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยทั้งประเทศในการปรับตัว ก้าวทันเทคโนโลยีที่ ทันสมัยและสอดคล้องกับวิถีใหม่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ"
          "ธุรกิจที่ทีโอทีไม่สามารถแข่งกับเอกชนได้  ก็เปลี่ยนเป็นการจับมือเป็นพันธมิตร"
          มรกต เธียรมนตรี