TOTเปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง เร่งปั๊มรายได้-ลดค่าใช้จ่าย15%

 “ทีโอที” เปิดแผนธุรกิจครึ่งหลังของปี 63 เร่งสร้างรายได้ ชูจุดแข็งสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน พร้อมลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 15% ยุติข้อพิพาท เปลี่ยนคู่แข่งเป็นพันธมิตร คาดงบปี 63 ต่ำกว่าเป้าเดิมที่วางไว้มีกำไรหลักพันล้านบาท
          นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์หลังจากเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมาว่า บริษัทยังคงต้องรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจหลัก และสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต โดยมุ่งหวังที่จะให้บริษัทเป็นผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคม ยุคดิจิทัลให้เข้มแข็ง นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล มายกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยได้อย่างยั่งยืน
          ดังนั้น แผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 เร่งสร้างรายได้ ด้วยการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทางด้านบริการ ไม่ว่าจะเป็น TOT Fixed Line, TOT Mobile, TOT Fiber 2U และการเพิ่มรายได้จากท่อร้อยสาย โดยเร่งรัดให้ผู้ประกอบการนำสายเคเบิลลงดินตามนโยบายรัฐ ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายนำสายสื่อสารลงท่อร้อยสายใต้ดินจำนวน 12 เส้นทางในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 2563
          ทั้งนี้ การเร่งสร้างรายได้ดังกล่าว ทำควบคู่ไปกับการลดต้นทุนด้วยการลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลง 15% และพยายามลดหรือหาข้อยุติคดีและข้อพิพาท ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งกับเอกชนได้ ให้เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นพันธมิตร และอาสาเป็นตัวกลางในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลางเพื่อให้มีการใช้งานร่วมกัน ลดการลงทุนซ้ำซ้อน
          รวมทั้งการพัฒนาองค์กร ในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งต้องผลักดันให้สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ภายในเดือน ม.ค. 2564 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยการสร้างความสามัคคี ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเสมอภาค และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
          นอกจากนี้ ต้องเร่งพัฒนาบริการ เช่น การให้บริการ 5G โดยเริ่มให้บริการ Fixed Wireless Broadband ในพื้นที่ทดสอบ เช่น อาคารสูง ในพื้นที่ห่างไกลที่มีต้นทุนการวางสายสูง และการพัฒนาบริการดิจิทัลด้วยการเพิ่มความสามารถ และการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ร่วมลงทุนกับพันธมิตรให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO)
          ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานของบริษัทเองอยู่ที่ 10,159 ล้านบาท ลดลง 1,500 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน และรายได้จากพันธมิตรอยู่ที่ 16,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน
          “บริษัทคาดว่ากำไรปี 2563 จะเหลือหลักร้อยล้านบาท หรือหากจะขาดทุนก็ไม่เกินหลักร้อยล้านบาทเช่นกัน จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรหลักพันล้านบาท จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ผลกระทบโควิด-19 เริ่มแสดงผลกระทบต่อลูกค้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดองค์กร การลดต้นทุน ทำให้บริษัทต้องดำเนินการช่วยเหลือลูกค้า เช่น การให้ส่วนลดหรือมีโปรโมชั่นช่วยลูกค้า” นายมรกต กล่าว