"อสมท"วิกฤตซ้ำบินไทย ขาดสภาพคล่อง-คลังบีบฟื้นฟู

คลังกุมขมับ "อสมท" วิกฤตสภาพคล่องเดินตามรอยการบินไทย มีเงินจ่ายพนักงานถึงแค่ ต.ค.นี้ ธุรกิจขาลง-ขาดทุนต่อเนื่อง 5 ปี สื่อทีวีถูกดิสรัปต์รุนแรง แนวโน้มรายได้ลดทุกกลุ่ม สคร.ถกบอร์ดให้เร่งทำแผนฟื้นฟูด่วน วงในชี้โอกาสริบหรี่-แถมเจอการเมือง ภายใน "เขมทัตต์" ยอมรับปัญหารุมเร้า ชี้ทางรอดต้อง "ผ่าตัด" ลดขนาดองค์กร-หาพันธมิตรขยายไลน์ธุรกิจกระจายเสี่ยง ลุ้นพัฒนาที่ดินกลางเมือง 50 ไร่
          อสมท วิกฤตสภาพคล่อง
          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้มีการส่งสัญญาณถึงปัญหาของรัฐวิสาหกิจ นอกเหนือจาก บมจ.การบินไทย ที่ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟี้นฟูภายใต้กฎหมายล้มละลาย และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่อยู่ ระหว่างจัดทำแผนฟี้นฟูภายใต้การดูแลของ กระทรวงคมนาคม ยังมีรัฐวิสาหกิจที่มีสถานะน่าเป็นห่วงคือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่จำเป็นจะต้องเร่งทำแผนฟี้นฟูกิจการ เนื่องจากการบริหารจัดการ ธุรกิจมีการขาดทุนอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สภาพคล่องของบริษัทมีอยู่อย่างจำกัด และลดลงเรื่อย ๆ น่าจะอยู่ได้ไม่เกินเดือน ต.ค. นี้  ซึ่งอาจจะกระทบกับการจ่ายเงินเดือนพนักงานได้
          "ปัจจัยสำคัญคืออุตสาหกรรมสื่อถูก ดิสรัปต์อย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นข้อกังวล ต่ออนาคต อสมท จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ หากยังดำเนินธุรกิจสื่อรูปแบบเดิมอยู่ในภาวะเช่นนี้"
          อย่างไรก็ดี ได้รับรายงานว่า สคร.ได้มีการหารือร่วมกับบอร์ด อสมท อย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยได้ขอให้บอร์ดและผู้บริหาร อสมท ไปพิจารณาว่าจะเดินหน้าธุรกิจต่ออย่างไร โดยให้เสนอแผนการฟี้นฟูกิจการผ่านสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นเจ้าสังกัด เพื่อเสนอเข้าสู่ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ตามขั้นตอนต่อไป
          "เท่าที่ดูจากสภาพคล่องของ อสมท บริษัทจะต้องเร่งทำแผนให้เสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้ได้เสนอเข้าคณะกรรมการ คนร. โดยเร็ว" แหล่งข่าวกล่าว
          2 ทางเลือกตามรอย "บินไทย"
          แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับแนวทางฟี้นฟู กิจการก็มี 2 ทางเลือก คือ 1) เดินตามรอย บมจ.การบินไทย เข้าสู่กระบวนการฟี้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย หรือ 2) ใช้กระบวนการฟี้นฟูกิจการภายใต้ กรอบ คนร. หาก อสมท ยังมีธุรกิจอื่นที่ยัง สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก็อาจไม่จำเป็น ต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมายล้มละลาย โดยสามารถใช้แนวทางการเติมสภาพคล่อง เช่น การเพิ่มทุน หรือการกู้ยืม เป็นต้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ อสมท จะต้องไปพิจารณา
          "กรณีของ อสมท ถือเป็นโจทย์ยาก เพราะธุรกิจโดนดิสรัปต์ ดังนั้นการที่ อสมท จะทำแผนฟี้นฟูเพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแรง ยากกว่าการบินไทย เพราะเทรนด์ธุรกิจสื่อปัจจุบันมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ทำให้อาจจะกลับมาไม่ได้เหมือนธุรกิจสายการบิน และที่สำคัญคือปัญหาการเมืองภายใน อสมท ก็มีความวุ่นวายกันอยู่ ทั้งเรื่องบอร์ดและอื่น ๆ ในกรณีเลวร้ายที่สุดสำหรับการฟี้นฟูกิจการของ อสมท คือ รัฐบาลอาจจะ ปล่อยให้กิจการล้มละลาย ซึ่งต้องพิจารณาประกอบกับนโยบายของ คนร.ด้วย" แหล่งข่าวกล่าว
          ในกรณี อสมท ยังมีข้อกังวลในการทำแผนฟี้นฟูจะสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากทิศทางของธุรกิจที่มีอยู่มองไม่เห็นอนาคต แต่ อสมท ยังมีสินทรัพย์อื่นอย่างเช่น ที่ดิน ซึ่งถ้ามีการบริหารจัดการทำให้เพิ่มมูลค่าขึ้นมา สามารถทำให้เห็นว่าธุรกิจสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ ก็จะมีความหวังในการฟี้นฟูกิจการได้
          ทั้งนี้ หาก อสมท เลือกฟี้นฟูกิจการตามรอย บมจ.การบินไทย โดยหลักการ กระทรวงการคลังก็จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นของ อสมท ลงเพื่อให้พ้นจากสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 65.80% และธนาคารออมสินอีก 11.48%
          ขอกู้เติมสภาพคล่อง 1 พันล้าน
          รายงานข่าวแจ้งว่า ในแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2563 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติปรับแผน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2563 ทาง อสมท ได้ขอกู้เงินเข้ามา 1,000 ล้านบาท โดยเป็นการกู้เงินระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องในรูป credit line โดยระบุเหตุผลว่า เป็นการสำรองสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้น
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ในข้อเท็จจริง บมจ.อสมท มีปัญหาสภาพคล่อง และจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟี้นฟูตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ที่มีการจัดกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่ต้องจัดทำแผนฟี้นฟูกิจการ แต่ที่สุดก็ไม่มีชื่อ อสมท จึงมีแค่ 7 รัฐวิสาหกิจ ที่เข้าข่ายต้องฟี้นฟู ประกอบด้วย 1) องค์การ ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 3) บมจ.การบินไทย 4) บมจ.ทีโอที 5) บมจ.กสท โทรคมนาคม 6) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) และ 7) ธนาคาร อิสลามแห่งประเทศไทย (iBank)
          เงินสัมปทานก้อนสุดท้าย
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.อสมท ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2559 สำหรับผลประกอบการล่าสุด ไตรมาส 1/2563 มีรายได้ 467 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 877 ล้านบาท โดยปัจจัยหลัก มาจากการลดลงของรายได้ในธุรกิจหลักและการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,388 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา อสมท ยังมีรายได้สัมปทานจากบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ช่อง 3) จำนวน 101 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้ก้อนสุดท้าย เพราะสัญญาสัมปทานได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งก็จะยิ่งทำให้โอกาสการสร้างรายได้ของ อสมท ในอนาคตลดลงมากขึ้น
          ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของ บมจ.อสมท มาจากธุรกิจวิทยุ 29% ธุรกิจโทรทัศน์ 24% ธุรกิจร่วมดำเนินการ (สัมปทาน) 22% ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (BNO) และธุรกิจเช่าช่องสัญญาณ โทรทัศน์ดาวเทียม 19% ธุรกิจใหม่ (สื่อออนไลน์) 1% และรายได้อื่น ๆ 5% โดยรายได้ของทุกกลุ่มธุรกิจหดตัวทั้งหมด
          อย่างไรก็ตาม บมจ.อสมท ยังมีสินทรัพย์เป็นที่ดินกลางเมือง 2 แปลง จำนวน 50 ไร่ และ 20 ไร่ ที่อยู่ระหว่างเปิด คัดเลือกผู้ลงทุนและเสนอผลประโยชน์ตอบแทนในการลงทุน โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายใต้ปี 2563 โดยมูลค่าที่ดินที่แสดงไว้ในงบการเงิน มูลค่า 1,164.51 ล้านบาท
          ขณะที่เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อสมท ยังเจอกับปัญหาภายใน โดยสหภาพแรงงาน อสมท ที่ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบกรณีการจ่ายเงินเยียวยาคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จาก กสทช. มูลค่า 3,235.836 ล้านบาท เนื่องจากเงินเยียวยา ดังกล่าวมีการแบ่งให้กับบริษัทคู่สัญญา (บริษัทเพลย์เวิร์ค) เท่า ๆ กัน
          "เขมทัตต์" ยอมรับปัญหาหนัก
          นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ยอมรับว่า ธุรกิจสื่อในวันนี้ถูกดิสรัปชั่น อย่างหนัก โดยเม็ดเงินโฆษณาในตลาด ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังถูกแบ่งไปยังนิวมีเดียอย่างชัดเจน ดังนั้นหาก อสมท  ยังยึดติดกับกรอบการทำงานแบบเดิม และอาศัยรายได้จากสื่อโทรทัศน์ช่องทางเดียวก็ยากที่จะอยู่รอด เนื่องจากธุรกิจสื่อในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
          อสมท ประสบกับภาวะขาดทุนมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2557, 2558 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและประมูลทีวีดิจิทัล โดยครั้งนั้น อสมท ประมูล 2 ช่อง ต้องใช้เงินกว่า 3,000 ล้าน และลงทุนสร้างโครงข่าย อีกราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนั้นผู้บริหาร เลือกใช้เงินสดที่มีอยู่ไปจ่าย ขณะที่ต้นทุน ดำเนินงานก็ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก ต้องลงทุนคอนเทนต์เพิ่มขึ้น ขณะที่ อุตสาหกรรมโฆษณาเริ่มหดตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอดในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา
          "เดิม อสมท ลงทุนผลิตรายการเองประมาณ 40% ส่วนใหญ่เป็นรายการข่าว ที่เหลืออีก 60% เป็นระบบไทม์แชริ่ง คือให้เอกชนลงทุนผลิตรายการ และแบ่งรายได้ค่าโฆษณา แต่เมื่อผู้ผลิตรายการไปประมูลช่องของตัวเอง ก็ยกรายการที่มีอยู่ไปลงในสถานีของตัวเอง ทำให้สถานีต้องลงทุนผลิตคอนเทนต์เพิ่มขึ้น บวกกับพนักงานที่มีอยู่กว่า 1,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสถานีทีวีทั่วไป ที่ใช้ประมาณ 500-700 คน ทำให้ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น สวนทางกับรายได้โฆษณาที่ลดลง ตัวเลขจึงขาดทุนมาตลอด" นายเขมทัตต์กล่าว
          ต้องกู้เงินต่อลมหายใจ
          นายเขมทัตต์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่สัญญาสัมปทานที่มีอยู่กับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หมดจบลงพอดี ขณะที่รายได้จากสัมปทานทรูก็ลดลง และที่ผ่านมา อสมท ยังไม่ได้นำที่ดิน 50 ไร่ด้านหลัง ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลมาพัฒนาให้เกิดรายได้ เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงของธุรกิจทีวี เนื่องจากติดระเบียบปฏิบัติและแนวคิดของผู้บริหารบางส่วนที่ยังไม่เห็นด้วย
          ส่วนประเด็นจะต้องเข้ากระบวนการฟี้นฟูกิจการเช่นเดียวบริษัทการบินไทยนั้น นายเขมทัตต์กล่าวว่า หากดูสถานะทางการเงินของ อสมท ในวันนี้ ส่วนตัวยังมองว่า ไม่ได้ร้ายแรงเท่ากับการบินไทย และยัง สามารถเดินต่อได้ เพียงแต่จำเป็นต้องขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาเสริมสภาพคล่อง ส่วนการที่เข้าสู่กระบวนการฟี้นฟูกิจการเช่นเดียวกับการบินไทยก็ได้ เพราะแนวทางการเข้าสู่แผนฟี้นฟูก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดกัน มานานแล้ว ที่สำคัญ การเข้ากระบวนการฟี้นฟูยังเป็นการทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเดินในภาวะวิกฤตเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด ต้องทำอย่างไร
          ลดไซซ์องค์กร-แตกไลน์ธุรกิจ
          "สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องเข้าใจและยอมรับคือ วันนี้ธุรกิจของ อสมท มีปัญหา และเวลาธุรกิจมีปัญหา ทุกคนต้อง ช่วยกันเพื่อพาองค์กรให้อยู่รอด โดยเฉพาะแนวทางการลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่วันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ อสมท ไม่สามารถเดินหน้าได้" นายเขมทัตต์ กล่าวและว่า สำหรับแผนการกู้เงินมาสร้าง สภาพคล่องนั้น ปัจจุบันอยู่ในแผนและพูดกันมานานแล้ว ทำกรอบขออนุมัติบอร์ด และผ่านการพิจารณาจากสภาพัฒน์แล้ว แต่ยังทำไม่ได้
          นายเขมทัตต์กล่าวต่อไปอีก ส่วนตัวมองว่าหากต้องการขับเคลื่อน อสมท ให้สามารถเดินต่อได้ ต้องทำ 3 เรื่องหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ต้องปรับลดขนาดองค์กรเพื่อให้มีขนาดเล็กลง มีจำนวนพนักงานใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม 2.นำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 3.หาพาร์ตเนอร์และขยายไลน์ธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify business) เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ให้สอดรับกับโลกในปัจจุบัน
          ขณะที่ปัจจุบัน-10 ก.ค.นี้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างประกาศ รับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการใหญ่/กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ แทนนายเขมทัตต์ พลเดช ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งสิ้นเดือนสิงหาคม 2563