"พุทธิพงษ์"โชว์ไทม์ไลน์4โปรเจ็กต์ กลางกระแสร้อนปรับ ครม.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ
          วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี ที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก้าวเท้าเข้าทำงานที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรัฐมนตรี หัวเรือใหญ่ในการพลิกโฉมวงการดิจิทัลไทยอีกตลบ หลังมีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือแอนตี้เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ ในระยะเวลาไม่กี่เดือน เป็นผลงานสร้างชื่อชิ้นแรก จนหลายคนให้ฉายาว่า "รัฐมนตรีเฟคนิวส์"
          ได้ไปต่อทำ'พ.ร.บ.บิ๊กดาต้า'
          ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กระพือว่าน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ "พุทธิพงษ์" ระบุว่า หลายคนคิดว่าง่ายถึงอยากมาอยู่กระทรวงนี้ แต่ที่จริงแล้วกระทรวงนี้ไม่ง่ายเลย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค อีกทั้งมีประวัติศาสตร์เยอะ เรื่องราวยาวนาน บางครั้งต้อง นั่งอ่านข้อมูลยันตีหนึ่ง-ตีสอง
          โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น จะเห็นได้ว่า "ดิจิทัล" เข้ามามีบทบาทสำคัญกับวิถีนิว นอร์มอล ซึ่งต่อไปกระทรวงดีอีเอสจำเป็นต้องประสานกับทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ในการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล โดยแต่ละกระทรวงอาจจะขอความร่วมมือให้เราเข้าไปช่วยวางระบบ รวมถึงวางโครงข่าย และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับการเวิร์กฟรอมโฮมอย่างเป็นทางการ หรือมีสื่อกลางในการ เชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงาน
          "หากมีโอกาสได้สานงานต่ออยากเสนอให้มีการทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บข้อมูลบิ๊กดาต้า เพราะการไม่มี พ.ร.บ.ชัดเจน เวลากระทรวงจะขอความร่วมมือใครมักจะถูกปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือ อ้างว่ากฎหมายไม่ได้เปิดกว้างให้นำข้อมูลให้กระทรวงอื่นไปคิดวิเคราะห์ แต่ความจริงไม่เกี่ยวเลย เพราะเราไม่ได้นำข้อมูลไปขาย แต่นำมาวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ ที่ผ่านมาเราจะมีการวางระบบการจัดการไว้อย่างดี แต่เมื่อเขาไม่ให้ข้อมูลมาแล้วจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างไร"พุทธิพงษ์กล่าว
          "พุทธิพงษ์" มั่นใจว่า หลายฝ่ายรวมถึงฝ่ายค้านน่าจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยการจัดทำ พ.ร.บ.จะทำให้ทุกหน่วยงานให้ข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลได้ โดยจะมีการกำหนดขอบเขตของข้อมูลให้ชัดเจน หากผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา คราวนี้ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ก็สร้างหน่วยงานเพื่อจัดทำบิ๊กดาต้าได้จริง โดยอาจนำข้อมูลจากโครงการ อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, มาตรการช่วยเหลือเงินเยียวยา 5,000 บาท ต่อเนื่อง 3 เดือน ในโครงการเราไม่ทิ้งกัน รวมถึงโครงการช่วยเหลือเงินเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 รับ เงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน มาวิเคราะห์ข้อมูลว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และได้รับประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
          ควบรวมแคท-ทีโอทีลุย'5G'
          "พุทธิพงษ์" ยังระบุว่า จะเร่งเดินหน้าการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือเอ็นที โดยจะนำเรื่องขอขยายระยะเวลาการควบรวมกิจการออกไปอีก 6 เดือน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จากเดิมที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 เป็นแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2564 รวมถึงมีข้อสรุปเรื่องชื่อบริษัทที่ถูกต้อง ซึ่งมีการจดทะเบียนให้เป็นบริษัทมหาชน เนื่องจากบริษัทมหาชน ควบรวม กับบริษัทมหาชน การจดทะเบียนบริษัทใหม่ย่อมเป็นบริษัทมหาชน
          อย่างไรก็ตาม การขอขยายระยะเวลาครั้งนี้จะมีการกำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจนว่าแต่ละช่วงเวลาจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ส่วนตัวมีแนวคิดว่า การควบรวมกิจการไม่ใช่เพียงการนำทั้ง 2 บริษัทมารวมกัน แต่อยากให้เอ็นทีเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งมีการแบ่งเป็นหน่วยธุรกิจ (บิซิเนส ยูนิต) โดยส่วนงานใดที่มีความเกี่ยวข้องกันให้นำมารวมกัน ซึ่งมีข้อดีคือ ผู้บริหารจะถูกแยกออกไปเฉพาะทาง ทำให้บุคลากรของทั้ง 2 บริษัทมีเส้นทางการทำงานที่ดีขึ้น เกิดการปรับตัวและมีโอกาสเติบโตในสายงานที่ถนัด ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 บริษัทก็เข้าใจ และมอง เป้าหมายในการควบรวมกิจกิจการไปในทิศทางเดียวกัน คือให้องค์กรเข้มแข็งและอยู่รอด
          "หากผมยังอยู่จนถึงวันที่ทุกอย่างครบ ไม่ใช่เฉพาะควบรวมกิจการเสร็จสิ้น แต่กระทั่งเอ็นทีมี 5G พร้อมให้บริการ มีแนวคิดว่าจะเสนอให้ทุกหน่วยงานภาครัฐที่ต้องใช้ 5G พิจารณาใช้งานของเอ็นทีก่อน ซึ่งจะเกิดผลดีกับบริษัทในการแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รายอื่นๆ ซึ่งจากนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนเรื่องการลงทุนพัฒนาโครงข่ายให้มีศักยภาพ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ เนื่องจากแคทและทีโอทีไม่มีคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จึงอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในการเชื่อมโยงโครงข่าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ในการให้บริการ 5G ร่วมกัน" พุทธิพงษ์กล่าวโดยมีกระแสข่าวว่า ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็นทีจะมี 2 คนคู่กันคือ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แคท ซึ่งจะหมดวาระในเดือนสิงหาคม 2563 และ นายมรกต เธียรมนตรี ซึ่งจะขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที โดยจะมีผลเดือนกรกฎาคมนี้ แทนนายพิพัฒน์ ขันธ์ทอง กรรมการบริษัททีโอที ที่ลาออก
          ปูทาง'เอ็นที'ให้เน็ตฟรี 3 เดือน
          ทั้งนี้ ในสถานการณ์โควิด-19กระทรวงดีอีเอสจึงได้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคม ซึ่งได้ร่วมมือกับแคทและทีโอทีสนับสนุนบริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่ (ฟิกซ์ บรอดแบนด์) สำหรับประชาชนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตบ้าน โดยจัด แพคเกจเน็ตอยู่บ้าน ด้วยความเร็ว 100/50 เมกะบิต ฟรีเป็นระยะเวลา 3 เดือน ภายใต้สัญญาใช้บริการ 12 เดือน โดยในระยะเวลา 9 เดือนที่เหลือ ประชาชนจะชำระค่าบริการในราคา 390 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ฟรีค่าใช้จ่ายแรกเข้าและค่าติดตั้ง ซึ่งประชาชนสามารถสมัครรับสิทธิ แพคเกจดังกล่าวได้ตั้งแต่ 10 พฤษภาคม-31 กรกฎาคม 2563
          การที่ทั้ง 2 หน่วยงานมีแนวทางช่วยเหลือโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคมดังกล่าว ถือเป็นการปูทางสู่การควบรวมกิจการเป็น เอ็นทีในอนาคต โดยจะนำมาซึ่งประโยชน์ของทั้ง 2 หน่วยงาน และความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้ ได้มีการประสานไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต รายอื่นๆ เพื่อให้การสนับสนุนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคม แต่ด้วยสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ จึงไม่สามารถดำเนินการได้
          "เบื้องต้นได้จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อรองรับความต้องประชาชนไว้จำนวน 100,000 ราย ซึ่งหากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ไม่ดีขึ้น จะพิจารณาขยายระยะเวลาสนับสนุนเพิ่มเติมอีก แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ตั้งแต่เดือนที่ 4 เป็นต้นไปจะคิดค่าบริการในราคา 390 บาทต่อเดือน" พุทธิพงษ์กล่าว
          ชง 9 โครงการของบ 4 แสนล้าน
          ส่วนการเสนอโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ประกอบด้วย
          1.โครงการฝึกอบรมสร้างทักษะด้านดิจิทัล มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ร่วมกับแคท เพื่อศึกษาแนวทางการรีสกิล-อัพสกิล ให้กับนักศึกษาจบใหม่ในทุกสาขา ซึ่งมีแนวโน้มตกงานสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 โดยการฝึกอบรม ส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล อาทิ การเขียนโปรแกรม การทำกราฟิก และการทำแพลตฟอร์มต่างๆ เพราะเรื่องดิจิทัลจะต้องแทรกซึมอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้ เบื้องต้นจะสนับสนุน จำนวน 50,000 ราย ได้รับเงินสนับสนุนเป็นเวลา 3 เดือน เดือนละ 10,000 บาท
          2.โครงการจัดทำข้อมูลประชาชนเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มูลค่า 1,964 ล้านบาท โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ในการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลความเดือดร้อนประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยจะมีการตั้งงบประมาณให้สำนักงานสถิติจังหวัดว่าจ้างคนในพื้นที่ 100-200 คน กระจายทุกอำเภอและหมู่บ้าน ซึ่งอาจใช้เวลา 1 เดือน ในการฝึกอบรมและจัดทำคำถามที่ดีให้สามารถนำกลับมาเป็นข้อมูล เพื่อให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด
          3.โครงการขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟในชุมชนเมืองทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19  มูลค่า 2,049 ล้านบาท โดยทีโอที ให้มีการขยายจุดเชื่อมต่อไวไฟฟรีในชุมชนเมือง 45,000 จุด ซึ่งที่ผ่านมาโครงการเน็ตประชารัฐจะทำเฉพาะพื้นที่ชายขอบ แต่ในชุมชนเมืองบางพื้นที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงโครงสร้าง พื้นฐานที่สำคัญ
          4.โครงการสนับสนุนค่าจัดส่งสินค้าอุปโภค บริโภค และค่าจัดส่ง จัดซื้อสินค้าจำหน่ายในแพลตฟอร์มของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดมูลค่า 4,000 ล้านบาท โดยส่งเสริมให้ผู้คนใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อ-ขายสินค้า โดยเฉพาะเกษตรกรในการนำผลผลิตมาจำหน่ายผ่านตลาดกลางสินค้าออนไลน์ของไปรษณีย์ เพื่อช่วยระบายผลผลิตถึงมือ ผู้บริโภคโดยตรง
          5.โครงการพัฒนาคลาวด์แพลตฟอร์มเพื่อรองรับนิว นอร์มอล หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มูลค่า 893 ล้านบาท โดย สดช.ร่วมกับ แคท ในการพัฒนาคลาวด์ เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานและประชาชนหันมาใช้คลาวด์ของคนไทย ไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ของ ต่างประเทศ
          6.โครงการยูนิฟาย คอมมูนิเคชั่น แพลตฟอร์ม การทำแพลตฟอร์มด้านอี-มิทติ้ง มูลค่า 70 ล้านบาท โดยแคท ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์ของคนไทย ใช้คลาวด์ของไทยในการรองรับ เพื่อเป็นทางเลือกให้หน่วยงานราชการก่อน แทนการใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศ
          7.โครงการรวมพลังเด็กไทยพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19  โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด
          8.โครงการเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนสู่การเติบโตด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 70 ล้านบาท และ 9.โครงการบวร 4.0 เพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้กับศาสนสถานในการเป็นศูนย์กลางพัฒนาความเท่าทันในการใช้ดิจิทัล มูลค่า 900 ล้านบาท โดย สดช.
          "คาดว่าจะมีอย่างน้อย 3 โครงการที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงภาวะวิกฤตจะเห็นได้ว่า ทุกคนมีการให้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น จนเกิดเป็นความปกติรูปใหม่ หรือนิว นอร์มอล ซึ่งโครงการต่างๆ ที่กระทรวงดีอีเอสเสนอมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น พลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19"พุทธิพงษ์ระบุ
          เพิ่มจุดไวไฟในชุมชนแออัดลดเหลื่อมล้ำ
          สำหรับโครงการขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟในชุมชนเมืองทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อดำเนินชีวิตในวิถีนิว นอร์มอล หากจะตีความหมายตามโครงการเน็ตประชารัฐก่อนหน้านี้ที่ต้องความครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อที่จะไปพูดบนเวทีโลกว่าเรามีเครือข่ายเน็ตประชารัฐไปถึงทุกหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง อย่าว่าแต่ดูหนังฟังเพลงเลย แค่ส่ง รูปสักรูปก็ไม่ได้
          ส่วนตัวมองว่าถ้าจะให้ได้ผล และไม่ว่าผู้คนจะอยู่ที่ไหนสามารถใช้งานได้ เวิร์กฟรอมโฮมได้ เรียนออนไลน์ที่บ้านได้ อยากขายสินค้าออนไลน์ได้ จึงเสนอให้ทีโอทีขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟในชุมชนเมือง เช่น ในชุมชนแออัด แฟลต การเคหะ ป้ายรถเมล์ เป็นต้น แน่นอนว่ามีการบริการของเอกชน แต่ผู้อยู่อาศัยบริเวณนั้นอาจไม่มีกำลังในการชำระค่าบริการ ซึ่งเขามีสิทธิใช้เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยควรระบุจุดที่จะ ติดตั้งให้ชัดเจน ตัวอย่างมีผู้อยู่อาศัย 300 คน ซึ่งกำหนดจุดไวไฟ 1 จุด ให้บริการต่อ 10 คน ก็เท่ากับต้องติดตั้งจุดไวไฟทั้งหมด 30 จุด ซึ่งอย่าคิดว่าเขาจะใช้หรือไม่ใช้ แต่อย่างน้อยให้ทุกคนได้ใช้
          ของบ'64 หนุนวิถีนิวนอร์มอล
          สำหรับการอภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ที่ผ่านมามีการทำการบ้านอย่างรอบด้าน โดยกระทรวงเสนอขอรับการจัดสรร จำนวน 8,604.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,818.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26.8% ซึ่งถือเป็นกระทรวงที่มีเปอร์เซ็นต์เสนอขอรับการจัดสรรสูงสุดอธิบายได้ โดยแนวทางในการพัฒนาภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นทางด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
          ซึ่งหลายองค์กรในภาคเอกชนส่วนมากได้เร่งปรับตัวกันแล้ว แต่ในอีกหลายๆ ภาคส่วนยังคงต้องพัฒนากันต่อไป หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้ไกลเลยแม้แต่น้อย เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาน้อยลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่างๆ ได้
          โดยกระทรวงดีอีเอสได้ดำเนินการผลักดันให้ทุกภาคส่วนเกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รองรับวิถีนิว นอร์มอล ภายหลังสิ้นสุดวิกฤตโควิด-19 และพร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลไปใช้ในทุกมิติ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
          'ไทยฟลิกซ์'เอาจริงจี้แคทศึกษา
          ส่วนแนวความคิดการสร้างแพลตฟอร์มไทย โดยยกตัวอย่างว่า เมื่อมีเน็ตฟลิกซ์ได้ทำให้มีช่องทางในลักษณะเปรียบเทียบเป็นไทยฟลิกซ์ได้เช่นกัน ซึ่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ว่าจากในไลฟ์ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) ที่ส่วนตัวได้พูดถึงแนวคิดเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแบบเดียวกับเน็ตฟลิกซ์ และมีการขยายประเด็นไปในสื่อต่างๆ จนอาจเข้าใจผิด จึงขอชี้แจงให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ปัจจุบันสื่อโทรทัศน์ถูกดิสรัปชั่น หรือโดนสื่อออนไลน์แย่งคนดูไปมากมาย จนย่ำแย่ไปตามๆ กัน ทั้งผู้ผลิตละคร ผู้ผลิตรายการต่างๆ พยายามหาทางออก โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติเผยแพร่เนื้อหาให้เข้าถึงผู้ชม ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณามหาศาลออกไปสู่เจ้าของแพลตฟอร์มต่างประเทศ อุตสาหกรรมโฆษณาของไทยแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร
          สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่ามีฝีมือขนาดไหน ได้รับรางวัลระดับโลกมาก็บ่อย นอกจากการสนับสนุนด้านอื่นๆ แล้ว การพัฒนาช่องทางดิจิทัลที่เป็นของไทยเองยังจะช่วยให้ ผู้ผลิตเผยแพร่ผลงานได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ประเทศกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี อาทิ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม ก็สนใจหนังไทย รวมถึงตลาดที่ใหญ่มากอย่างจีน
          "ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวคิดเริ่มต้น โดยมอบให้แคทไปศึกษาแนวทาง ซึ่งคงต้องรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนทุกๆ ฝ่าย เราไม่ได้จะทำแข่งกับใครเลย แต่จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มารวมกัน สร้างเนื้อหาดีๆ ให้ถึงประชาชน และได้ลูกค้าใหม่ๆ ภาครัฐจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน ทั้งวงการโปรดักชั่นภาพยนตร์ สื่อโฆษณา บุคลากรวงการดิจิทัล ร่วมเป็นทีมประเทศไทย" พุทธิพงษ์ระบุ มองว่าช่วง 1-2 ปีนี้ไม่ควรปรับ ครม. เพื่อให้งานเดินต่อเนื่อง
          "จะทำอย่างไรล่ะ การเมืองก็คือการเมือง ถ้าเขาไม่ให้ทำ เราก็กลับไป เลี้ยงลูก ลูกยังเด็ก"
          เหล่านี้คือภารกิจของกระทรวงดีอีเอส...ที่ต้องติดตามเก้าอี้รัฐมนตรีนับจากนี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่!!