"อสมท"ชง"กสทช."แบ่งเงินเยียวยาคลื่น2600คนละครึ่ง"สคร."ชี้ไม่ห้ามรสก.จ่ายโบนัส

 เวิลด์แบงก์ชี้วิกฤตโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจโลกถดถอยต่ำสุดรอบ 80 ปี
          'บิ๊กตู่'สตาร์ตงบฟื้นฟูก.ค.
          เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการใช้จ่ายงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ว่า ยืนยันในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะดำเนินการให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ งบประมาณจำนวนนี้มีความสำคัญในการที่จะสานต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 4 คือเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อส่งต่อไปยังไตรมาส 1 ของงบประมาณปี 2564
          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลักการสำคัญการใช้งบประมาณนี้จะเน้นกระตุ้นการบริโภค การท่องเที่ยว เพื่อให้กลไกตลาดกลับมาเดินได้ตามปกติ การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง-ย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก รักษาระดับการจ้างงาน และการช่วยเหลือบัณฑิตจบใหม่ให้มีงานทำ
          ย้ำไม่นำไปลงทุนแบบงบปกติ
          พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลักการสำคัญอีกประการคือ การใช้งบฟื้นฟูดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้ในโครงการที่เป็นการลงทุน หรือการพัฒนาภายใต้งบปกติ ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว และอยู่ในแผนงานงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันต้องเดินหน้าทั้งการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2563 และ 2564
          "ขอให้มั่นใจว่าในกรอบนโยบายนายกรัฐมนตรี ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผมป้องกันการทุจริตอย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ ทั้งการตรวจสอบภายในและภายนอก องค์กรอิสระสามารถตรวจสอบได้โดยทันที ข้อสำคัญคือประชาชนต้องมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนเสนอความต้องการขึ้นมา และส่วนราชการต้องไปพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชน" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
          โฆษกคลังยันไม่ได้พูดแจกเงิน3พัน
          นายลวรณ แสงสนิท โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีมีข่าวว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะแจกเงิน 3,000 บาท เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศหลังโควิด-19 ว่า ยืนยันว่าไม่เคยไปให้สัมภาษณ์ หรือไปพูดว่าจะมีการแจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชนไปท่องเที่ยว เพราะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวยังอยู่ในระหว่างหารือของ 2 กระทรวง คือกระทรวงการคลังและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดังนั้นการไปสรุปว่ากระทรวงการคลังจะแจกเงิน 3,000 บาท ให้ท่องเที่ยว อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
          "อยากให้ประชาชนรอฟังข้อสรุปที่ชัดเจน จากมติของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะดีกว่า เพราะขณะนี้มีข่าวเรื่องแจกเงินท่องเที่ยวในออนไลน์มาก และระบุว่านายลวรณเป็นคนพูด ซึ่งผมไม่ได้พูด และในการหารือกับกระทรวงท่องเที่ยวฯ ล่าสุด ยังไม่ได้พูดถึงตัวเลขแจกเงิน 3,000 บาท เพราะยังไม่สรุปชัดเจนว่าใช้มาตรการอะไร" นายลวรณกล่าว
          นายลวรณกล่าวต่อว่า มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวยังมีอีกหลายขั้นตอนในการดำเนินการ เนื่องจากต้องเสนอขอใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของงบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท หลังจากนั้นจึงเสนอ ครม. คาดว่าจะใช้ระยะหนึ่ง เพราะสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่งเปิดให้ยื่นโครงการฟื้นฟูเมื่อ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา
          'ททท.'คาดแพคเกจเที่ยวใช้ได้ก.ค.นี้
          นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลังจาก ททท.ได้ประชุมหารือกันภายในแล้ว ได้สรุปรายละเอียดของรูปแบบแพคเกจท่องเที่ยวออกมาเบื้องต้นแล้ว อาทิ บุคคลที่ได้ประโยชน์จากแพคเกจดังกล่าวจะเป็นกลุ่มใดบ้าง ซึ่งแพคเกจที่ทำออกมา จะช่วยทำให้ประโยชน์ทั้งหมดเกิดขึ้นครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์จำกัดอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ส่วนรูปแบบแพคเกจที่ชัดเจนนั้น ต้องนำข้อสรุปที่ได้หารือกับกระทรวงการคลังก่อน แต่เบื้องต้นประเมินว่ารูปแบบแพคเกจจะออกมา 2 แพคเกจ คือ 1.กำลังใจ โดยการชวนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เที่ยวฟรี เพื่อตอบแทนในการเป็นด่านหน้ารับมือกับโรคระบาด และ 2.เที่ยวปันสุข ที่จะให้เป็นบัตรกำนัลดิจิทัล ซัพพอร์ตส่วนต่างในการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดในประเทศ โดยสามารถใช้เป็นส่วนลดในการเข้าพัก ร้านอาหาร หรือบริการอื่นๆ ได้ ส่วนรายละเอียดของเม็ดเงินที่จะสนับสนุน หรือวงเงินในการใช้ทั้งหมดของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ยังต้องรอหารือกับคลังก่อน จึงจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง
          จับคู่ท่องเที่ยวรอความชัดเจน
          นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการกระตุ้นตลาดต่างชาติ ผ่านการจับคู่เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน หรือแทรเวล บับเบิล ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนในส่วนของมาตรการ ด้านสาธารณสุขก่อน ว่าจะมีแนวคิดอย่างไรในการผ่อนปรน และเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำเงื่อนไขทั้งหมดไปหารือกับประเทศที่จะทำแทรเวล บับเบิลกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีการเดินทางเข้ามาของต่างชาติแล้ว จะไม่มีการกลับมาแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 โดยที่ผ่านมามีการประสานเบื้องต้นกับบางประเทศไว้แล้ว แต่เป็นการหารือกันภายในแบบไม่เป็นทางการเท่านั้น ซึ่งหากจะทำแทรเวล บับเบิล จริง คงต้องหารือกันอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งประเมินว่าประเทศที่จะสามารถจับคู่เดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันในระยะเริ่มต้น น่าจะเป็นประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย เพราะมีการจัดการและรับมือกับโควิด-19 ได้ดี รวมถึงเป็นการเดินทางในระยะใกล้ๆ ด้วย
          ส.ธนาคารเร่งช่วยลูกค้าเจอพิษโควิด
          นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยถึงโครงการความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งยังคงเร่งดำเนินการเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการและกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่ามีการกระจายสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs มากขึ้นหลังจากที่เดินหน้าโครงการดังกล่าวมาแล้วประมาณ 1 เดือน โดย ณ วันที่ 1 มิถุนายน สถาบันการเงินมีการอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 66,592 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 41,057 ราย ในจำนวนนี้ SMEs รายเล็กที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่ำกว่า 20 ล้านบาท ประมาณ 30,693 ราย หรือประมาณ 74.8% ของลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการ Soft Loan ขณะที่เอสเอ็ม อีขนาดกลางที่มีวงเงินสินเชื่อในช่วง 20-100 ล้านบาท และเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อในช่วง 100-500 ล้านบาท ได้รับการกระจายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแล้ว จำนวน 7,660 ราย และ 2,704 ราย ตามลำดับ
          'สคร.'ไม่ห้ามจ่ายโบนัสรัฐวิสาหกิจ
          นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังหนุนการงดจ่ายโบนัสพนักงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งในปี 2563 และให้นำส่งคลังเป็นรายได้รัฐบาล รวมทั้งให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมให้กระทรวงการคลัง เพื่อนำไปฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 คลี่คลาย และจะมีการหารือเรื่องในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขอชี้แจงว่า กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายในเรื่องดังกล่าวและจะไม่มีการนำเสนอให้ คนร.พิจารณาแต่อย่างใด
          จี้สปส.ปรับจ่ายเงินประกันตน
          ที่สำนักงานประกันสังคม น.ส.ชนฐิตา ไกรศรีกุล เจ้าหน้าที่วิจัยสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม นำภาคีเครือข่ายผู้ประกันตนกว่า 40 องค์กร เข้าพบนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม ให้เร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดย น.ส.ชนฐิตากล่าวว่า ต้องการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ยกเลิกการเยียวยาผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตามประกาศกฎกระทรวง ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องจ่ายเยียวยาผู้ประกันตน 62% ของอัตราค่าจ้างรายวัน โดยให้ไปจ่ายเงินเยียวยาตาม ม.75 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯแทน เพราะไม่ต้องการให้นำเงินประกันสังคมมาใช้กับคนเพียงจำนวนหนึ่ง
          น.ส.ชนฐิตากล่าวต่อว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนลงทะเบียนขอรับสิทธิเงินชดเชย 62% ประมาณ 1.5 ล้านคน ผ่านการพิจารณาได้รับเงิน 1.4 ล้านคน หมายความว่ามีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้เงิน และรอความหวังจากประกันสังคม การจ่ายเงินชดเชยในอัตรา 75% จะเป็นผลดีกับผู้ประกันตน เพราะสามารถทำได้ทันที และไม่มีสิ้นสุดระยะการจ่าย อีกทั้งเพิ่มอัตราการเยียวยามากขึ้น
          สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น น.ส.ชนฐิตาระบุว่า ได้เสนอให้จัดตั้ง "กองทุนประกันความเสี่ยง" เพื่อนำมาดูแลลูกจ้างในกรณีที่เกิดวิกฤต ซึ่งเจ้าของสถานประกอบการควรนำกำไรมาลงขันตามสัดส่วน เพื่อดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
          ถกเจ้าหนี้บินไทยอย่าค้านฟื้นฟู
          ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รายงานต่อ ครม.ถึงความคืบหน้าการดำเนินงาน โดยกิจกรรมสำคัญที่บริษัท การบินไทย จะต้องดำเนินการก่อนศาลนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 สิงหาคม เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูเป็นไปอย่างราบรื่น ได้แก่ การเจรจากับเจ้าหนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้คัดค้านผู้ทำแผนและแผนฟื้นฟูกิจการ โดยบริษัทการบินไทยและที่ปรึกษากฎหมายอยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ปัจจุบัน บริษัทการบินไทยยังอยู่ระหว่างการแบ่งกลุ่มประเทศในการยื่นขอรับรองการฟื้นฟูกิจการในต่างประเทศ (Recognition) และได้ดำเนินการขอรับรองฟื้นฟูกิจการต่อศาลประเทศนั้นๆ
          สหกรณ์บินไทยผู้จัดการกองทุน
          รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกประกาศรวม 4 ฉบับพร้อมกัน ฉบับที่ 1 เป็นประกาศเรื่องการจัดจ้างบริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคลโดยสหกรณ์ ต้องการจะสรรหาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคล เพื่อว่างจ้างเป็นบริษัทจัดการกองทุนทำหน้าที่บริหารและลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล โดยจะเปิดผู้เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคาระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย.และประกาศผลการพิจารณา วันที่ 26 มิ.ย.63
          ฉบับที่ 2 คือประกาศเรื่องการให้บริการถอนเงินฝาก โดยมีการปรับเพิ่มวงเงินที่อนุญาตให้สมาชิกสามารถถอนได้จากเดิมคนละไม่เกิน 3 แสนบาท/เดือน เป็นไม่เกิน 5 แสนบาท/เดือน ส่วนเงื่อนไขอื่นยังคงเดิม เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการจัดการทางการเงินของสมาชิก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.63 เป็นต้นไป
          ฉบับที่ 3 คือประกาศเรื่องการปรับเพิ่มวงเงินกู้สามัญจากค่าหุ้นและหรือเงินฝาก โดยให้เงินกู้สามัญจากค่าหุ้นและหรือเงินฝากได้ร้อยละ 90 ของค่าหุ้นและหรือเงินฝากโดยรับเงินไม่เกิน 5 แสนบาท ปรับเพิ่มจากเดิมที่กำหนดให้ เงินกู้สามัญจากค่าหุ้นและหรือเงินฝากได้ร้อยละ 50 ของค่าหุ้นและหรือเงินฝากโดยรับเงินไม่เกิน 3 แสนบาท
          และฉบับที่ 4 คือประกาศเรื่องการรับฝากเงินสำหรับบัญชีที่ถอนเงินรายใหญ่ โดยได้ยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการรับฝากเงิน โดยให้สมาชิกสามารถฝากเงินได้ตามปกติ จากเดิมที่กำหนดห้ามไม่ให้พนักงานที่ถอนเงินเกินครั้งละ 2 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเว้นระยะการนำเงินกลับมาฝากอีกครั้งไม่น้อยกว่า 6 เดือน
          'ฐากร'คาดเยียวยาคลื่น2600
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาวงเงินเยียวยาจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ว่าได้รับหนังสือตอบกลับเรื่องกรอบวงเงินเยียวยาจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ รวมถึงการแบ่งสัดส่วนเงินเยียวยาให้กับ อสมท และบริษัท เพลย์เวิร์ค จำกัด คู่สัญญาในการบริหารเนื้อหาและการตลาดโครงการโทรทัศน์บอกรับสมาชิก จาก อสมท แล้ว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงคาดว่าที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ จะได้ข้อยุติตามแนวทางที่ อสมท เสนอ แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด เพราะเชื่อว่า อสมท ย่อมรักษาผลประโยชน์ขององค์กรมากที่สุด ซึ่งถ้าไม่เหมาะสมตามสัญญาระหว่าง อสมท และคู่สัญญา ก็ให้ฟ้องร้องกันเอง ถือว่า กสทช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับกรอบวงเงินเยียวยาจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะพิจารณาตามระยะเวลาการถือครองคลื่นความถี่ แบ่งเป็นระยะเวลา 3 ปี, 6 ปี 5 เดือน และ 8 ปี 6 เดือน ซึ่งคาดว่าที่ประชุม กสทช.จะมีมติเป็นเอกฉันท์ หรือต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการ โดยปัจจุบันมี กสทช.ปฏิบัติหน้าที่รวม 6 คน ดังนั้น จึงต้องมีอย่างน้อย 3 เสียง ทั้งนี้ หากที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 3 เสียง ตามระเบียบ กสทช.ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ระบุว่า ประธาน กสทช.สามารถออกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดได้
          "มั่นใจว่าครั้งนี้ต้องจบ เพราะถ้าไม่จบตอนนี้ ผมพ้นวาระไปเรื่องก็จะไม่จบ ซึ่งจะพิจารณาตามที่ อสมท เสนอ ดังนั้น หากมีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร ให้ฟ้องร้องกันเอง กสทช.ไม่รู้รายละเอียดในสัญญา ไม่เกี่ยวข้อง อย่ามาฟ้อง กสทช." นายฐากรกล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กสทช.เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากกรรมการ กสทช.มีมติ 2 ต่อ 2 เสียง ทั้งในเรื่องกรอบวงเงินและการแบ่งสัดส่วนเงินเยียวยา โดย พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ขอถอนตัวออกจากที่ประชุม ขณะที่นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ขอไม่ลงมติ
          'อสมท'ชง'กสทช.'แบ่งเงิน50 : 50
          แหล่งข่าวในวงการทีวีดิจิทัล เปิดเผยว่า บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือมาถึงสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับเรื่องกรอบวงเงินเยียวยาจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ รวมถึงการแบ่งสัดส่วนเงินเยียวยาให้กับ อสมท ซึ่งมีสาระสำคัญคือ อสมท โดยได้รับมอบอำนาจจากประธานกรรมการ อสมท ขอเรียนดังนี้ 1.นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายของ อสมท ในการพิจารณากำหนดสัดส่วนการชดใช้ หรือ จ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ มิใช่อำนาจของคณะกรรมการบริหาร อสมท และ 2.สำหรับในส่วนการชดใช้หรือจ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ระหว่าง อสมท กับบริษัท เพลย์เวิร์ค ขอให้มีการพิจารณาแบ่งค่าตอบแทนดังกล่าวในสัดส่วนที่เท่าๆ กันทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้ อสมท ไม่เสียเปรียบ
          สหภาพระบุกสทช.ต้องคิดให้ดีก่อนตัดสิน
          นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงาน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือเรื่องแจ้งยืนยันรายละเอียดและสัดส่วนการชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ว่า สำนักงาน กสทช. ต้องพิจารณาให้ดีว่าการมอบอำนาจดังกล่าว เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะผลประโยชน์ของประเทศชาติควรจะต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาก่อน จากนั้นจึงนำเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วย แต่เท่าที่ทราบยังไม่ผ่านการพิจารณาแต่อย่างใด
          "หากนำที่ประชุมผู้ถือหุ้น ก็ต้องถามใจสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อสมท ว่า มองอย่างไรต่อการตัดสินใจของนายเขมทัตต์ ซึ่งตามหนังสือมีการเสนอให้พิจารณาแบ่งวงเงินเยียวยาจากการเรียกคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับ อสมท กับ บริษัท เพลย์เวิร์ค จำกัด จำนวนเท่าๆ กัน แบบนี้เป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ สมควรจะให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่" นายสุวิทย์กล่าว
          ครม.ไฟเขียวกม.รีดภาษีอีเซอร์วิส
          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยกฎหมายดังกล่าว ทำให้กรมสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและยกระดับระบบภาษีไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ จากเดิมในกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถจัดเก็บแวตได้
          นายเอกนิติกล่าวต่อว่า การจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าวกรมสรรพากรได้นำผลการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศ ที่มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการต่างประเทศหรือดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่หน่วยงานจัดเก็บภาษี เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและดำเนินการได้มากที่สุด ปัจจุบันมีกว่า 60 ประเทศที่นำแนวทางของ OECD มาแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการระหว่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น
          คาดผลจากภาษีนี้ทำรายได้
          นายเอกนิติกล่าวว่า แนวทางการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความง่ายและอำนวยความสะดวกในการชำระภาษีสำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ให้บริการจากต่างประเทศทำหน้าที่นำส่งภาษีแทน ผ่านระบบบริการจดทะเบียนและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างง่าย (Simplified VAT) และจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในประเทศไทยกับผู้ประกอบการในต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้จะช่วยทำให้จัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท
          ธ.โลกชี้ศก.เลวร้ายสุดรอบ80ปี
          ธนาคารโลกออกมาระบุว่า การแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะนำไปสู่การล่มสลายของเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 1870 แม้ว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ จะประกาศมาตรการชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจก็ตาม โดยธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 5.2% ในปีนี้ ถือเป็นการถดถอยครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี และมีประเทศจำนวนหนึ่งอาจสูญเสียทางเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุดในรอบ 150 ปี
          วิกฤตการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้คน 70-100 ล้านคน ตกอยู่ในสภาพยากจนถึงขีดสุด ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่เคยมีการประเมินก่อนหน้านี้ที่ 60 ล้านคน แม้ธนาคารโลกจะประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวกลับมาในปี 2564 ที่ราว 4.2% แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดระลอก 2 อาจส่งผลกระทบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หนักอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีกได้