เปิดประมูลดาวเทียมปีนี้THCOMประสบการณ์สูง

ทันหุ้น-สู้โควิด -กสทช. เคาะประมูลใบอนุญาตใช้สิทธิวงโคจร ดาวเทียมครั้งแรกของประเทศไทย ภายในปลายปี 2563 ด้านโบรกประเมิน ธุรกิจดาวเทียมลงทุนสูง แนวโน้มดีมานด์ลดลง จับตา THCOM รายเก่า จะสนใจเข้าประมูลหรือไม่
          พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้มีการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในการจัดชุด (Package) กล่าวว่า หลังจากที่ กสทช.ได้อนุมัติ แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม และ หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 แล้ว
          กสทช.จึงได้นำสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมหรือที่เรียกว่า เอกสารข่ายงานดาวเทียม (Satellite Network Filing) ทั้งหมดที่ประเทศไทยมีอยู่อันเป็นสมบัติของชาติตามที่แผนบริหารสิทธิ กำหนด มาจัดเป็นชุด (Package) ตามวงโคจร (Slot) ทั้งหมด 4 ชุด เพื่อนำมาจัดสรร
          ซึ่งได้เสนอแนวทางในการคัดเลือก โดยใช้วิธีการประมูล (Auction) หรือวิธีคัดเลือก (Beauty Contest) หรือวิธีอื่นใด เนื่องจากการจัดสรรสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมกฎหมายไม่ได้บังคับไว้ว่าจะต้องดำเนินการด้วยการประมูลเพียงวิธีเดียว อีกทั้งยังได้นำเสนอแนวทางในการประเมินมูลค่าและการคิดค่าธรรมเนียมของแต่ละชุด ตลอดจนเงื่อนไขอื่นๆ เพิ่มเติมที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกผู้ชนะในแต่ละชุด ให้สามารถสร้างดาวเทียมไทยตามข่ายงานที่กำหนดได้
          "การนำสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมมาประมูลตามที่สำนักงาน กสทช. เสนอถ้าเปรียบกับการประมูลคลื่นความถี่ ก็เปรียบเสมือนการประมูลแบบ Multiband หรือการประมูลแบบหลายคลื่นความถี่พร้อมกัน โดยตามแผนที่วางไว้สำนักงาน ตั้งเป้าที่จะจัดการประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมภายในปลายปีนี้"
          จับตา
          สำหรับสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่นำมาจัดสรรสำนักงาน จัดแบ่งโดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยเบื้องต้นจัดแบ่งเป็น 4 ชุด (หรือ 4 Package) ดังนี้ ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5E (ข่ายงาน C1 และ N1) และวงโคจร 51E (ข่ายงาน 51) ชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ LSX2R)
          ชุดที่ 3 ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ LSX3R) และ วงโคจร 120E (ข่ายงาน G2K และ 120E) ชุดที่ 4 ประกอบด้วย วงโคจร 126E (ข่ายงาน 126E) และ วงโคจร 142E (ข่ายงาน G3K และ N5)
          ทั้งนี้ ข่ายงาน หรือ Network Filing ทั้งหมดเป็นข่ายงานที่ไม่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ยกเว้น A2B ซึ่งอยู่ภายใต้ดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งหมดอายุก่อนหมดสัญญาสัมปทานในวันที่ 11 กันยายน 2564 และ IP1 ของ ไทยคม 4 ซึ่งจะมีอายุทางวิศวกรรมถึงปี 2566 ที่ถือว่าเป็นการจัดสรรล่วงหน้าในลักษณะหลายชุดพร้อมกัน เนื่องจากการสร้างดาวเทียมต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 ปี
          จับตารายเดิมเข้าประมูล
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ถือเป็นนโยบายที่กสทช.เปิดกว้างแก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลอย่างโปร่งใสทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ แต่เชื่อว่าธุรกิจดาวเทียมเป็นตลาดค่อนข้างจำกัดและการลงทุนสูง เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการรายเดิมทั้งในและต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบจากดีมานด์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
          อย่างไรก็ดีสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่กสทช.นำมาจัดสรร คาดว่าจะมีผู้สนใจชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ LSX2R)และชุดที่ 3 ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ LSX3R) และ วงโคจร 120E (ข่ายงาน G2K และ 120E)
          เนื่องจากชุดที่ 2 เป็นวงโคจรที่รองรับธุรกิจ บรอดแคสต์ (ทีวีดาวเทียม) ส่วนชุดที่ 3 เป็นวงโคจรที่รองรับธุรกิจบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ต) แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผู้ประกอบการรายใดสนใจหรือไม่ เพราะปัจจุบันจากภาวะของตลาดบรอดแคสต์ (ทีวีดาวเทียม) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าเทียบกับการลงทุนที่ค่อนข้างสูงทั้งค่าใบอนุญาตและการลงทุนการสร้างดาวเทียมขึ้นมาใหม่ อีกทั้งต้องหาฐานลูกค้ารายใหม่ ส่วนธุรกิจบรอดแบนด์ แม้แนวโน้มตลาดยังมีการเติบโตเพิ่ม หากเทียบกับเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนก็เชื่อว่าผู้ประกอบการจะเลือกเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติกมากกว่า
          "ต้องจับตาดูภายในปลายนี้ว่าจะมีผู้ประกอบการ รายไหนบ้างที่สนใจเข้าร่วมประมูล ทั้งรายเก่าอย่าง THCOM, CAT และรายใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ"
          บรรยายใต้ภาพ
          พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ