กสทช.ดันไทยเวิร์กฟรอมโฮมฮับ หนุนหยุดยาวปลุกชีพท่องเที่ยว

'ฐากร'ชง กก. 5จี ดัน 2 โปรเจ็กต์วาระแห่งชาติฟื้น ศก.หลังโควิด สทท.เชียร์หยุดสงกรานต์กระตุ้นเที่ยวในประเทศ
          กู้เงินพ.ร.ก.เงินกู้แล้ว2.2แสนล.
          เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เมื่อต้นสัปดาห์ สบน.กู้เงินภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท อีก 5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการกู้ผ่านสถาบันการเงินระยะเวลา 4 ปี อัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.96% ซึ่ง สบน.ทยอยกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับการกู้ครั้งนี้ ทำให้มียอดกู้แล้วรวม 2.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการกู้ผ่านสถาบันการเงินจำนวน 1.7 แสนล้านบาท และออกพันธบัตรออมทรัพย์ (บอนด์) รุ่นเราไม่ทิ้งกัน 5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ล่าสุดอยู่ที่ 1.3%
          ทั้งนี้ ในการกู้เงิน ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงิน โดยที่ผ่านมากู้เพื่อการเยียวยาประชาชน ทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง โดยหน่วยงานที่ทำการเบิกจ่ายก็ได้ทยอยเบิกจ่าย ซึ่งคาดว่าการเบิกจ่ายเงินเยียวยาน่าจะชะลอตัวลงแล้ว เพราะจ่ายไปพอสมควรแล้ว
          "ขณะนี้การเบิกจ่ายเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระจะครบแล้ว และมีจำนวนที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเดิมคาดว่าจะมีจำนวน 16 ล้านคน แต่ตอนนี้แค่กว่า 15 ล้านคน ส่วนเกษตรกรก็จ่ายใกล้ครบ เหลือแต่กลุ่มเปราะบาง ฉะนั้น วงเงินที่สบน.จะกู้เพื่อเยียวยาก็น่าจะชะลอลง" นางแพตริเซียกล่าว
          นางแพตริเซียกล่าวต่อว่า วงเงินที่กำหนดไว้สำหรับการกู้เพื่อเยียวยาอยู่ที่ 3.59 แสนล้านบาท แต่เท่าที่ประเมิน น่าจะกู้ไม่เต็มจำนวน ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนแผนการกู้เงินต่างประเทศนั้น ทาง สบน.ยังไม่พิจารณา และรวมถึงการเพิ่มเติมวงเงินแผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นเราไม่ทิ้งกัน แม้ว่าจะมีความต้องการสูงก็ตาม
          เล็งออกบอนด์ชดเชยขาดดุลงบ
          นางแพตริเซียกล่าวว่า อย่างไรก็ดี สบน.มีแผนจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ในรุ่นปกติเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยจะออกผ่านบล็อกเชนวงเงินไม่มากระดับหลักร้อยล้านบาท เพื่อทดลองตลาด เพราะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ สบน.นำมาใช้ ซึ่งอัตราการขายขั้นต่ำเพียงแค่ 1 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ดี รอบนี้เริ่มทดลองขายที่ 100 บาทต่อหน่วย
          ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สบน.กู้เพื่อชดเชยการขาดดุลไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2563 มีวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ 4.69 แสนล้านบาท
          คลังรอถกออกแพคเกจเที่ยว
          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รูปแบบของแพคเกจในมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เบื้องต้นยังต้องหารือรายละเอียด และวิธีการใช้งานอีกครั้งในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ เพื่อสร้างความชัดเจนร่วมกันทุกฝ่าย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าของเรื่อง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง เป็นการหารือในส่วนของแพลตฟอร์มที่คลังมี จะสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างไร ส่วนตัวเลขงบประมาณ แบบชัดเจนที่จะใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้ต้องรอให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ สรุปให้ได้ก่อนว่าจะมีคนเข้าร่วมในโครงการที่จะทำประมาณกี่ราย การสร้างแรงจูงใจจะสร้างอย่างไร และใช้เงินทั้งหมดตั้งไว้ที่เท่าใด ก่อนจะมาสรุปชัดเจนร่วมกันอีกครั้ง
          "หลังจากหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวฯ และคลังแล้ว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นออกมาแน่นอน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด โดยจะหารือในรายละเอียดทั้งหมด ทั้งรูปแบบแพคเกจที่ชัดเจน รายละเอียดในการดำเนินการ และงบประมาณที่จะใช้ในมาตรการกระตุ้นเที่ยวในประเทศด้วย" นายลวรณกล่าว
          นายลวรณกล่าวว่า สำหรับการเยียวยากลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่เข้าข่ายได้รับการเยียวยาในช่วงที่ผ่านมา ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมเสนอคณะกรรมการเยียวยา เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นได้เริ่มดูแลในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มเปราะบาง ต่อมาจะดูแลกลุ่มผู้ถือบัตรคนจน ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ เบื้องต้นมีจำนวนไม่มาก โดยตัวเลขล่าสุดไม่ถึง 2 ล้านคน โดยหลังจากประชุมแล้วคาดว่าจะมีความชัดเจนในส่วนของตัวเลขจำนวนผู้ที่เข้าข่ายได้รับการเยียวยา และรูปแบบมาตรการที่จะเยียวยา รวมถึงกลุ่มผู้ตกหล่นที่ยังเหลืออยู่ด้วย
          เชียร์หยุดสงกรานต์กระตุ้นเที่ยวไทย
          นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า หากรัฐบาลจะนำวันหยุดสงกรานต์ในเดือนเมษายนมาชดเชยในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เบื้องต้นมองว่ามีความเหมาะสม แม้จะเป็นฤดูฝน หรือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดอยู่แล้ว หากสามารถกำหนดวันหยุดให้ติดกันได้ เชื่อว่าจะทำให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีการเดินทางเลยมากว่า 2 เดือน คนน่าจะอัดอั้นมากพอสมควร การอนุญาตให้สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ วันหยุดติดต่อกันหลายวัน น่าจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี ในการช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
          "ความจริงที่ผ่านมา ไม่อยากให้มีวันหยุดยาวติดกันหลายวัน เพราะคนไทยจะวางแผนในการออกไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ขณะนี้สถานการณ์ โควิด-19 ในต่างประเทศยังดูไม่ดีมากนัก ทำให้เชื่อว่าเมื่อมีวันหยุดยาว คนที่เคยออกไปเที่ยวต่างประเทศ จะหันกลับมาเที่ยวในประเทศแทน และคาดหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ความกังวลอยู่ที่หากปลดล็อกแล้วมีการเดินทางเกิดขึ้น จะสามารถคุมการระบาดของไวรัสอยู่หรือไม่ โดยหากไม่มีการระบาดระลอก 2 จะดีมาก ทุกอย่างจะกลับมาแทบเป็นปกติอีกครั้ง" นายชัยรัตน์กล่าว
          นายชัยรัตน์กล่าวว่า ขณะนี้แม้จะยังไม่มีการปลดล็อกมาตรการล็อกดาวน์เฟส 4 แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีกลุ่มคนเริ่มออกเดินทางแล้วประมาณ 20-30% โดยส่วนใหญ่นิยมเดินทางข้ามจังหวัดในระยะใกล้ๆ เน้นเมืองท่องเที่ยว อาทิ ทะเล หรือแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยปกติคนจะนิยมเดินทางท่องเที่ยวเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เป็นการเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือพักค้างแรม 1 คืนเท่านั้น รวมถึงเลือกเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ ทำให้หากมีวันหยุดยาวมากขึ้น จะเอื้อให้สามารถวางแผนการเดินทางได้หลายวันมากขึ้น และสามารถไปเที่ยวในจังหวัดระยะไกลได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการกระจายรายได้ให้กับแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นประเมินว่า การเดินทางเที่ยวในประเทศ จะกลับมาเป็นปกติตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
          นายชัยรัตน์กล่าวว่า สำหรับรูปแบบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่ภาครัฐมีแนวทางเบื้องต้นออกมาแล้วนั้น มองว่ามาถูกทางแล้ว เพราะเน้นไทยเที่ยวไทย แต่ปัญหาตอนนี้อยู่ที่รายละเอียดของรูปแบบแพคเกจ ซึ่งต้องหารือร่วมกันอีกครั้ง ทั้งรูปแบบการใช้ และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ เพื่อทำให้เกิดการกระจายอย่างทั่วถึงมากที่สุด
          ชงกก.5Gดันไทยเวิร์กฟรอมโฮมฮับ
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.เตรียมเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ให้ผลักดัน 2 โครงการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย การเสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการทำงานจากที่บ้าน (เวิร์กฟรอมโฮมฮับ) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อจูงใจบุคลาการจากบริษัทไฮเทคข้ามชาติเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทย ทั้งนี้ การทำงานโดยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้น ทำให้การเวิร์กฟรอมโฮมเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยง
          "จุดเด่นของประเทศไทยสามารถพัฒนาในลักษณะเวิร์กฟรอมโฮมในระดับโลก โดยสิ่งที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนคือการให้ความสะดวกในการออกใบอนุญาตทำงาน (เวิร์กเพอร์มิต) ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น, การปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษี เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาสามารถอยู่ในระบบจัดเก็บรายได้ของไทยได้ ประกอบกับประเทศไทยมีจุดแข็งที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี เห็นได้จากการจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19, มีโครงข่าย 5G ประเทศแรกในอาเซียนและเปิดให้บริการแล้ว, มีค่าครองชีพต่ำ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้น รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาเลือกที่จะพำนักอย่างถาวรในประเทศไทย อาทิ การกำหนดเงื่อนไขหากเข้ามาทำงานในประเทศไทย 5-7 ปี สามารถขอสัญชาติไทยได้" นายฐากรกล่าวว่า
          พัฒนาโอทีทีแพลตฟอร์มเอง
          นายฐากรกล่าวว่า นอกจากนี้ กสทช.จะเสนอโครงการพัฒนาโอทีทีแพลตฟอร์มของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยลดการพึ่งพาโอทีทีแพลตฟอร์ม อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไลน์ ของต่างประเทศ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคนไทยใช้แพลตฟอร์มของต่างประเทศ ทำให้รายได้ออกไปยังต่างประเทศทั้งหมด ดังนั้น การมี โอทีทีแพลตฟอร์ม จึงเป็นการรับมือกับโอทีทีจากต่างประเทศที่ดีที่สุด ที่ผ่านมาการพัฒนาโอทีทีแพลตฟอร์มของประเทศไทยมีปัญหาจากการมีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การมี 5G เป็นประเทศแรกน่าจะทำให้การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับคนไทยเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาจนำจุดแข็งของประเทศไทยมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะในแต่ละด้าน เพื่อเสริมจุดแข็งให้กับอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น โอทีทีแพลตฟอร์มสำหรับโรงพยาบาลอัจริยะ, โอทีทีแพลตฟอร์มด้านการเกษตร และโอทีทีแพลตฟอร์มด้านการขนส่ง เป็นต้น
          "กสทช.จะเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ให้ผลักดัน 2 โครงการดังกล่าว เป็นวาระแห่งชาติในการปรับตัวฟื้นฟูเศรษฐกิจรับมือผลกระทบ จากไวรัสโควิด-19 โดยหากที่ประชุมเห็นชอบ คณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ จะเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนและการระดมสมองจากกระทรวงเศรษฐกิจ รวมถึงการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง" นายฐากรกล่าว
          'กสทช.'ถก5ค่ายมือถือ-แอปเปิล
          นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า กสทช.ได้ประชุมหารือกับตัวแทนจาก 5 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยตัวแทนจากแอปเปิล สิงคโปร์ ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อเร่งหาทางแก้ปัญหาสแปมพนันออนไลน์รบกวนประชาชน เนื่องจาก กสทช.ได้ติดตามข่าวสารที่มีประชาชนได้รับ สแปมพนันออนไลน์ส่งไอเมสเสจของประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตของแอปเปิล โดยเป็นข้อความเชิญชวนให้เข้าไปเล่นพนันออนไลน์ผ่านลิงก์ที่ส่งมาในข้อความ
          นายสุทธิศักดิ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบของ กสทช.และข้อมูลจาก 5 ค่ายมือถือพบว่าสแปมดังกล่าวเป็นไอเมสเสจ ไม่ใช่เอสเอ็มเอส โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 รายไม่สามารถตรวจสอบต้นทางและปลายทางได้ และไม่สามารถเห็นเนื้อหาในข้อความที่ส่งได้ ทั้งนี้ จากการประชุมหารือดังกล่าว และจากข้อมูลในการประชุมทั้ง 2 วัน สามารถสรุปได้ว่า สแปมเชิญชวนเล่นพนันออนไลน์ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น ไทยชนะ ของรัฐบาล
          แอปเปิลสิงคโปร์ให้ความร่วมมือ
          นายสุทธิศักดิ์กล่าวว่า ผู้แทนแอปเปิล สิงคโปร์ ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีและให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันกรณีนี้ ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลจะต้องตั้งค่าฟิลเตอร์ป้องกันไอเมสเสจ จากผู้ส่งที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลไม่ได้บันทึกในรายชื่อติดต่อ และหากได้รับข้อความที่เป็นสแปมให้กดรายงาน สแปม ไอเมสเสจ ไปยังแอปเปิลซึ่งแอปเปิลจะบล็อกข้อความดังกล่าวนั้น ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลบล็อกผู้ส่ง ไอแมสเสจ นั้นรวมถึงอย่ากดลิงก์ หรือกดเปิดไฟล์ใดๆ ที่อยู่ในข้อความดังกล่าวเด็ดขาด ขณะเดียวกันแอปเปิลยังระบุว่า แอปเปิลยังมีระบบจัดการกับของความที่เป็นสแปมอยู่แล้วที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
          นายสุทธิศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ กสทช.ได้ขอความร่วมมือให้แอปเปิลดำเนินการเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นพิเศษเนื่องจากประเทศไทยมีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเป็นจำนวนมาก ใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ให้ประชาสัมพันธ์วิธีการป้องกันสแปมจากไอเมสเสจผ่านสื่อ และช่องทางของแอปเปิลให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลในประเทศไทย 2.ให้เร่งดำเนินการบล็อก หรือจัดการกับสแปมผ่านที่ได้รับการรายงาน สแปมไอเมสเสจโดยเร็ว และ 3.ขอให้ทางแอปเปิลไปดำเนินการปรับปรุงระบบจัดการสแปมของไอเมสเสจ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กสทช.ได้ขอความร่วมมือจากโอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ราย ช่วยประชาสัมพันธ์แนวทางในการป้องกันสแปมที่จะเข้ามายังไอเมสเสจให้กับลูกค้าของตนเองได้ทราบ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 บางรายได้เริ่มมีการประชาสัมพันธ์แนะนำวิธีการป้องกันออกมาแล้ว และหลังจากนี้เมื่อแอปเปิลทำการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลโดยตรง ก็น่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีสแปมเข้ามารบกวนประชาชนผู้ใช้บริการได้ "ในส่วนของการตรวจสอบกรณีดังกล่าว กสทช.ได้ขอให้ทางแอปเปิลทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ และรายงานผลให้สำนักงาน กสทช. ทราบในการประชุมหารือครั้งต่อไป" นายสุทธิศักดิ์กล่าว
          เปิดแผนควบรวมทีโอที-แคท
          แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กสท เปิดเผยความคืบหน้าการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ว่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมคณะทำงานกำกับและติดตามการควบรวมกิจการของแคทและทีโอที โดยมี น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธาน มีการติดตามความคืบหน้าของการจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายและสัญญา ซึ่งบริษัท แซนด์เลอร์ เอ็มเอชเอ็ม ได้ลงนามสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา สำหรับบริษัทที่ปรึกษาด้านการควบรวมที่จะต้องพิจารณาข้อมูลรายได้ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ในการให้บริการ ด้านเทคนิค กระบวนการทำงานและอื่นๆ เพื่อมาทำแผนธุรกิจ ออกแบบโครงสร้าง และบริษัทที่ปรึกษาด้านบุคลากร ที่จะต้องพิจารณาจัดทำโครงสร้างและผลตอบแทน สวัสดิการพนักงานทั้ง 2 ด้าน อยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้จะสามารถลงนามสัญญาว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาได้
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ระหว่างนี้คณะทำงานฯได้จัดทำแผนการใช้โครงข่ายร่วมกัน และแผนการโรมมิ่งโมบาย ซึ่งในบางพื้นที่ได้มีการทดสอบใช้โครงข่ายร่วมกันของฟิกซ์บรอดแบนด์ เช่น ที่จังหวัดราชบุรี และเรื่องการใช้งานดาวเทียม มีการหารือเกี่ยวกับบริการบรอดคาสติ้ง ผ่านโครงข่ายสายใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออฟติก) ในการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน เช่น อุปกรณ์และบุคลากรควบคุมการปฏิบัติงาน ส่วนบริการถ่ายสัญญาณดาวเทียมผ่านรถยนต์ถ่ายทอดผ่านสถานีดาวเทียมฯ และโครงข่ายระหว่างประเทศ จะมีการทดสอบเชื่อมโยงลิงก์ระหว่างสถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 4 จ.สตูล ของแคทกับสถานีเคเบิลใต้น้ำปากบาราของทีโอที เพื่อเป็นเส้นทางสำรองซึ่งกันและกันในการให้บริการวงจรระหว่างประเทศแก่ลูกค้า และเป็นต่อขยายการเชื่อมโยงข้อมูลในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของแคทเขตใต้ และข้อมูลของทีโอทีในพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน
          พิษโควิดทำตั้งบ.ใหม่เลื่อนปีหน้า
          แหล่งข่าวกล่าวว่า กรณีผลกระทบต่อการดำเนินงานการควบรวมกิจการล่าช้า เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และบริษัทที่ปรึกษาส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศยังไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ เช่น การจัดจ้าง บริษัทที่ปรึกษาล่าช้า, กิจกรรมที่ต้องดำเนินการร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา, กิจกรรมที่ต้องเผยแพร่เพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจกับพนักงานทั่วประเทศ, กิจกรรมที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานนอกสถานที่ร่วมกันของแคทและทีโอทีรวมถึงลูกค้าและคู่สัญญา, การประชุม 4 ฝ่าย ผู้บริหารแคท, ทีโอที, สหภาพฯ แคทและทีโอที ที่ยังไม่ได้มีการเจรจากัน เป็นต้น จึงมีเหตุจำเป็นต้องขยายเวลาการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เดิมวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 เป็นปลายเดือนธันวาคมปี 2563 หรือต้นเดือนมกราคม 2564 ขณะที่คณะทำงานกำกับและติดตามการควบรวมกิจการของแคทและทีโอที เห็นว่า ควรมีการสรุปกรอบระยะเวลาการขอปรับขยายแผนการดำเนินงานควบรวมกิจการออกไป แต่เมื่อรวมเวลาทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 1 ปี และเสนอต่อนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ทั้งนี้ จะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งให้แก้ไขชื่อจากเดิม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และให้เห็นชอบในการยกเว้นให้บริษัท โครงข่าย บรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (เอ็นบีเอ็น) และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (เอ็นจีดีซี) ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ พ.ศ.2504 เป็นต้น
          "สร.กสท เชื่อว่าในหลายเรื่องที่คณะทำงานฯได้หารือ และมีการทดลองใช้โครงข่ายเชื่อมโยงกัน จะเป็นจุดแข็งขององค์กรใหม่ ในการนำทรัพย์สินมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน สร้างความสามารถในการแข่งขันเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสามารถประกอบธุรกิจเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมหรือดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่องเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป" แหล่งข่าวกล่าว
          ไร้แววเปิดน่านฟ้ารับตปท.1ก.ค.นี้
          นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเรียกร้องของภาคเอกชนด้านธุรกิจท่องเที่ยวให้เปิดน่านฟ้าและอนุญาตให้ต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ภายในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมถึงนักท่องเที่ยวไม่ต้องกักตัว 14 วัน ว่า เบื้องต้นประเมินว่ายังไม่เห็นแนวโน้มที่จะทำได้ เพราะแม้จะมีการเปิดน่านฟ้าแล้ว แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในต่างประเทศยังไม่ดีขึ้น รัฐบาลคงยังไม่เสี่ยงในการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามา รวมถึงหากไทยไม่มีการบินออกไปต่างประเทศ เครื่องบินต่างชาติก็คงยังไม่ได้ทำการบินเข้ามาในไทยมากเหมือนช่วงปกติ โดยขณะนี้ยังไม่ได้นำเรื่องเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะยังติดภารกิจอยู่ แต่ในช่วงถัดไปจะนำเรื่องเข้าหารือร่วมกันแน่นอน
          นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการเปิดประเทศ และต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเบื้องต้น อาจเป็นการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ อาทิ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 3 ชาติ (จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน) เข้ามาเที่ยวไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน และไทยก็สามารถไปเที่ยวใน 3 ประเทศนี้ได้ โดยไม่ต้องกักตัว 14 วันเช่นเดียวกัน ซึ่งมองว่าในกรณีนี้น่าจะดำเนินการในช่วงที่มีความพร้อมมากกว่านี้ แต่ในระยะสั้นๆ ยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะการคลายล็อกดาวน์ในเฟส 4 ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่ถือว่าเป็นปกติดีเท่าที่ควร "การเปิดน่านฟ้าขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาต่างๆ เพราะขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว มีการหารือร่วมกันอยู่ตลอด ซึ่งหากมีการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็พร้อมต้อนรับเต็มที่ เพราะมีข้อปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมไวรัสโควิด-19 ที่ต้องทำร่วมกันอยู่แล้ว" นายพิพัฒน์กล่าว
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 5 มิ.ย. 2563 (กรอบบ่าย)--