ธุรกิจโทรคมรุกยื่น"กสทช."ขอเยียวยาผลกระทบโควิด โอนเงินแล้วเกษตรกร6.2ล.

แบงก์ชาติสะท้อนตัวเลข ศก. เดือน เม.ย.ถูก'โควิด'ถล่มหนัก ภาครัฐใช้ยาแรงออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินคุมแพร่ระบาด ภาค ท่องเที่ยวตายสนิท
          ดัชนีบริโภคเอกชนหดตัวต่ำสุด
          เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายดอน นาคร ทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือนเมษายน 2563 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันเป็นเดือนที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหดตัวสูงขึ้น โดยเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหดตัวเกือบทั้งหมด ได้แก่ การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำ หดตัวสูงขึ้น ติดลบ 15.9% สินค้าที่ติดลบมากๆ เป็นรถยนต์และสินค้าที่ผูกกับราคาน้ำมันดิบ และหากมองไปข้างหน้าไม่ว่าจะใช้นิยามใดก็ตาม ทิศทางยังดูไม่ค่อยดีมากนัก เนื่องจากเครื่องชี้นำของการส่งออก ทั้งการค้าโลกและสำรวจคำสั่งซื้อจากผู้ประกอบการ ยังคงทิ้งดิ่งอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าในอีก 1-2 เดือนจากนี้การส่งออกสินค้าน่าจะเห็นการหดตัวที่มากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนหดตัวสูงตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง และมาตรการปิดเมือง
          นายดอนกล่าวว่า โดยเครื่องชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนหดตัวลง 15.1% ถือเป็นการหดตัวสูงสุดตั้งแต่ทำดัชนีชี้วัดมา ส่วนการลงทุนภาคเอกชน หดตัวต่อเนื่องตามอุปสงค์และความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลง การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการนำเข้าสินค้าหดตัวสูงขึ้นตามการส่งออกสินค้า การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ยกเว้นการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งเป็นองค์ประกอบเดียวที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ขณะที่ภายในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นเดือนที่ภาครัฐเริ่มมีการทยอยจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้
          ว่างงานเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด
          "ภาคการท่องเที่ยวหดตัว 100% เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย หลังจากรัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและผลของมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนต้องหยุดลงชั่วคราว โดยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก โดยการหดตัวของเครื่องชี้วัดมีหลายตัวที่หดตัวลงแบบเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่มีการจัดทำมา ซึ่งหวังว่าจะไม่มีการสร้างประวัติการณ์ใหม่ขึ้น" นายดอนกล่าว
          นายดอนกล่าวว่า เสถียรภาพของเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น โดยจุดที่กังวลมากที่สุดเป็นเรื่องตลาดแรงงาน เพราะหากประเมินจากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม มีผู้ขอรับสิทธิว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในเดือนเมษายนมีผู้รับสิทธิในสัดส่วนเพิ่มมาเป็น 1.8% จากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้รับสิทธิในสัดส่วน 1.4% และในจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานทั้งหมดมีสัดส่วน 16% ที่ถูกเลิกจ้าง ทำให้ ธปท.มีความเป็นห่วงกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก โดยการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายกิจการต้องปิดชั่วคราว
          หยุดกิจการชั่วคราวพุ่ง5เท่า
          นายดอนกล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 75 คือสถานประกอบการหยุดกิจการชั่วคราวโดยให้ลูกจ้างหยุดงานแต่ได้รับเงิน 75% ของรายได้มีเพิ่มขึ้นสูงถึง 5 เท่าในเดือนเมษายน อยู่ที่ 4.6 แสนราย จากเดือนมีนาคม มีจำนวนสถานประกอบการหยุดกิจการชั่วคราว 445 แห่ง กระทบต่อลูกจ้าง 92,264 ราย ส่วนแรงงานในภาคเกษตร พบว่ามีรายได้หดตัวสูงขึ้น หลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้รายได้เกษตรเดือนเมษายนติดลบกว่า 10.1% จากผลผลิตที่ออกมาน้อยลง ส่งผลให้ตลาดแรงงานทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรมีรายได้ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศสูงมาก
          นายดอนกล่าวว่า แนวโน้มในเดือนพฤษภาคมนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวในระดับที่สูงกว่าเดิม แต่ถือว่ามีการปรับดูดีขึ้นบ้าง หลังจากรัฐได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงในหลายๆ ประเทศทั่วโลกด้วย แม้จะยังไม่มีการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ตาม โดยเครื่องยนต์ที่คาดหวังพึ่งพาได้เหลือเพียงตัวเดียวคือการใช้จ่ายภาครัฐเท่านั้น โดยรายจ่ายประจำขยายตัวตามการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ขณะที่รายจ่ายลงทุนขยายตัวจากการเบิกจ่ายทั้งในส่วนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะมีความเปราะบางมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง และมาตรการลดค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนของภาครัฐ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกแต่ปรับลดลงต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของอุปสงค์ในประเทศ
          นัดส่งโครงการ4แสนล.5มิ.ย.
          แหล่งข่าวจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทจากวงเงินรวม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่ง 6 แสนล้านบาทใช้ในการเยียวยาประชาชน และใช้ในระบบสาธารณสุข ว่าขณะนี้ยังไม่มีการยื่นโครงการมาให้ เพราะ สศช.ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ กับหน่วยงานราชการไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา และกำหนดเวลาให้ส่งโครงการมาที่ สศช.วันที่ 5 มิถุนายน 2563 เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน จากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกรกฎาคม 2563 เพื่อให้เริ่มขับเคลื่อนโครงการต่างๆ
          สำหรับกรอบแนวคิดการใช้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 4 แผนงาน ประกอบด้วย 1.กรอบการลงทุน หรือกิจกรรมการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยจุดขายของเศรษฐกิจไทย 2 ด้านคือ ระบบสาธารณสุข เพื่อจูงใจให้คนไทยมาเที่ยวเมืองไทยในเชิงสุขภาพ ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในลักษณะไทยเที่ยวไทย รวมถึงเรื่องการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยเงินจะต้องลงไปสร้างโอกาสให้กับภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีโอกาส เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเกษตร หรือภาคเกษตรอาจจะมีการเพิ่มผลิตผลและลดต้นทุน และกลุ่มที่เพิ่มมูลค่า ใช้นวัตกรรมให้สินค้าเกษตรให้มีมูลค่ามากขึ้น เช่น การสกัดสารสำคัญออกจากสมุนไพร เป็นต้น
          ไทยเที่ยวไทยเร็วสุดไตรมาส3
          แหล่งข่าวกล่าวว่า 2.การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน หรือฐานรากจากเดิม ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกและไม่มีความยั่งยืน เช่น ต่อไปประเทศไทยอาจต้องเน้นที่ภาคส่งออกที่ยั่งยืน และเศรษฐกิจระดับฐานรากให้แข็งแรงมากขึ้น ผ่านกระบวนการส่งเสริมตลาดและการเข้าถึงช่องทางการตลาด สำหรับผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของธุรกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวหรือภาคบริการอื่น การจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน
          3.กระตุ้นการบริโภคที่ทำได้ก่อนคือ ไทยเที่ยวไทย แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยไปเที่ยว แต่หลังจากสิ่งแวดล้อมเริ่มฟื้นตัวกลับมาคาดว่าจะเป็นจุดดึงดูดให้คนไทยมาเที่ยว เช่น อาจจะให้ส่วนลดของโรงแรมที่รัฐบาลช่วยอุดหนุน โดยอาจจะเชื่อมโยงกับระบบภาษีเป็นการคืนผ่านภาษีแทน และยังมีข้อเสนอช้อปช่วยชาติที่จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่การท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่ามาตรการอื่นๆ โดยคาดว่าไทยเที่ยวไทยอาจจะได้เร็วที่สุดในไตรมาสที่ 3 ของปี
          คลังผุดมาตรการชะลอเลิกจ้าง
          4.โครงสร้างพื้นฐาน ที่ไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ตามปกติ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน เพื่อตอบโจทย์ของชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก เช่น การพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำและระบบชลประทานที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ การเดินทางและขนส่งสินค้าจากชุมชน ท้องถิ่น สู่ประตูการค้าหลักภายในประเทศ หรือการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง
          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการชะลอการเลิกจ้างงานของธุรกิจ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยยังไม่สรุปชัดเจน เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกำลังสรุปเรื่องเงินเยียวยา 5 พันบาทของกลุ่มอาชีพอิสระ พยายามเคลียร์ในเรื่องการทบทวนสิทธิ การร้องเรียน และการจ่ายเงินที่ยังค้างอยู่ให้จบภายในวันที่ 29 มิถุนายน นอกจากนี้ผู้บริหารของกระทรวงบางส่วนต้องไปช่วยชี้แจง พ.ร.ก.3 ฉบับที่สภา ดังนั้น งานต่างๆ ที่ยังไม่เร่งด่วนจะมีการพิจารณาหลังประชุมสภา
          ธ.ก.ส.รับชื่อเกษตรกรล็อตใหญ่
          นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน ว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งรายชื่อเกษตรกรจะให้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินเพิ่มอีก 8.25 แสนราย อยู่ในกลุ่มตรวจสอบข้อมูล 1.57 ล้านราย ซึ่ง ธ.ก.ส.พยายามจ่ายให้แล้วเสร็จไม่เกินต้นเดือนมิถุนายน จากก่อนหน้านี้ส่งรายชื่อมาให้แล้ว 6.8 ล้านราย รวมแล้วเกษตรกรจะได้รับเงิน 7.6 ล้านราย หลังจากนี้หากกระทรวงเกษตรจะส่งรายชื่อมาให้เพิ่มเติมอีก ธ.ก.ส.พร้อมจ่ายให้เกษตรกร
          นายกษาปณ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อยากให้การโอนเงินรอบแรกแล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อเริ่มจ่ายเงินในเดือนที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยในกลุ่มรายชื่อเพิ่งส่ง 8.25 แสนราย น่าจะเป็นล็อตใหญ่งวดสุดท้าย หลังจากนั้นน่าจะเป็นกลุ่มเก็บ ถ้าหากโอนเงินให้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนจะมีการจ่ายในเดือนที่ 2 ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เท่ากับว่าได้รับเงินในเดือนมิถุนายน 2 รอบ คือของเดือนที่ 1 และเดือนที่ 2
          ทายาทเปลี่ยนอาชีพอดรับเงิน
          "ธ.ก.ส.อยากจ่ายให้จบเดือนแรกภายใน 31 พฤษภาคม แต่กระทรวงเกษตรเพิ่งส่งรายชื่อกว่า 8 แสนราย มาให้เมื่อช่วงสายของวันที่ 29 พฤษภาคม ไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการทันหรือไม่ เพราะต้องนำรายชื่อทั้งหมดไปตรวจสอบกับกรมการปกครองก่อน ถ้าไม่ทันจะจ่ายให้ช่วงวันที่ 1-2 มิถุนายนแทน" นายกษาปณ์กล่าว
          นายกษาปณ์กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีรายชื่อผู้เสียชีวิตกว่า 1 แสนราย ที่ ธ.ก.ส.ให้กระทรวงเกษตรกลับไปพิจารณาใหม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อกลับมาให้ ธ.ก.ส. เนื่องจากอยู่ระหว่างการหาทายาท เท่าที่ทราบหากทายาทไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรคงไม่ได้ โดยพบว่าทายาทบางส่วนอาจรับเงินเยียวยาอาชีพอิสระ 5 พันบาทไปแล้ว
          นายกษาปณ์กล่าวต่อว่า สำหรับเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์แล้วพบว่าไม่สามารถโอนเงินได้เนื่องจากไม่พบบัญชีเงินยังมีจำนวน 2.56 แสนราย จากก่อนหน้านี้ 4 แสนราย อยากให้เกษตรกรมาแจ้งบัญชีเงินฝากกรณีที่เป็นบัญชีจากธนาคารอื่นที่ www.เยียวยาเกษตรกร.com อย่างไรก็ตาม ได้มีการประสานไปยังพื้นที่แล้วให้ช่วยแจ้งประชาชนในกลุ่มดังกล่าวมาแจ้งบัญชีเพื่อที่ ธ.ก.ส.จะได้โอนให้
          โอนเงินเกษตรกร6.2ล้านราย
          รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้มีหนังสือถึง ธ.ก.ส.ขอให้ชะลอการโอนเงินให้แก่ข้าราชการที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร จำนวน 91,426 ราย ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีการโอนเงินให้แก่ข้าราชการที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ธ.ก.ส.สรุปยอดโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกรเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15-28 พฤษภาคม 2563 รวม 11 วัน จำนวน 6,211,592 ราย วงเงินจำนวน 31,057.96 ล้านบาท
          สำหรับการรับเรื่องอุทธรณ์เยียวยาตั้งแต่วันที่ 19-28 พฤษภาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 31,391 ราย จำนวน 31,685 เรื่อง จำแนกเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ 1.กรมส่งเสริมการเกษตร 28,890 เรื่อง 2.กรมปศุสัตว์ 1,956 เรื่อง 3.กรมประมง 289 เรื่อง 4.การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 501 เรื่อง 5.สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 39 เรื่อง 6.กรมหม่อนไหม 7 เรื่อง และ 7.กรมสรรพสามิต (ทะเบียนยาสูบ) 3 เรื่อง ทั้งนี้ หน่วยงานในระดับพื้นที่ได้แก้ไขปัญหาแล้ว 1,540 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานรับผิดชอบ 28,709 เรื่อง และเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ฯ 1,436 เรื่อง
          อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกษตรกรไม่มีชื่อหรือถูกตัดสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองที่หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการรับเรื่องอุทธรณ์เงินเยียวยาจากเกษตรกร และสามารถตรวจสอบสถานะอุทธรณ์ได้ทางเว็บไซต์ www.moac.go.th ซึ่งในการอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคจะทำการตรวจสอบข้อมูลการอุทธรณ์และส่งให้กับหน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบซึ่งใช้ระยะเวลา 3 วัน และจึงส่งให้คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาต่อไป
          กระตุ้นเอสเอ็มอีปรับปรุงผลิต
          น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวในการเสวนาออนไลน์เรื่อง "ทางออก SMEs ไทย ภายใต้วิกฤตโควิด-19" ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี ดี แบงก์) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิม แบงก์) ว่าช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ความต้องการสินค้าและบริการเกิดการชะลอตัว การเพิ่มกำลังการผลิตเป็นไปได้ยาก ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการควรหันมาให้ความสำคัญคือการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อทำให้กระบวนการผลิตสินค้ามีคุณภาพดีขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการหลังจบวิกฤต ล่าสุดมีกิจการหลายแห่งได้นำดิจิทัล ระบบไอทีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ถือว่าเข้าข่ายมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถมาขอสิทธิประโยชน์จากบีโอไอได้ หรือบางบริษัทติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งบีโอไอให้การส่งเสริมเช่นเดียวกัน
          น.ส.ดวงใจกล่าวว่า ปัจจุบันบีโอไอให้สิทธิประโยชน์หลายด้านแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี คิดเป็นสัดส่วน 70% ของจำนวนโครงการที่บีโอไอให้การสนับสนุนแต่ละปี ซึ่งบีโอไอมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับเอสเอ็มอีต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% มีรายได้รวมไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 5 แสนบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี วงเงินยกเว้นภาษี 2 เท่าของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน
          ลุ้นบาทอ่อนหนุนศก.ฟื้นเร็ว
          น.ส.ดวงใจกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ ได้วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 300% สำหรับเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา ได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมอีก 3 ปี หากตั้งกิจการใน 20 จังหวัดยากจน หรือได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมอีก 1 ปี หากตั้งกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม รวมทั้งมีมาตรการลดผลกระทบจากโควิด โดยขยายเวลาการดำเนินการด้านต่างๆ อาทิ การนำเข้าเครื่องจักร การดำเนินการตามมาตรฐานสากล เปิดให้มีการปรับปรุงสายการผลิต
          นายอนุชิต วิทยบูรณานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรและสำนักงานผู้แทน เอ็กซิม แบงก์ กล่าวว่า จากวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นเศรษฐกิจและการค้าโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของโลกจะหดตัว 3% การค้าโลกหดตัว 11% สำหรับไทยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบ 5.3% ส่งออกติดลบ 8% อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม มีข้อดีคือ สินค้าของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ส่งผลดีต่อการส่งออก อาจทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด
          "โควิดได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค อาทิ การทำงานที่บ้าน การเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ รวมถึงซัพพลายเชนของโลก ถูกแทนที่ด้วยซัพพลายเชนในระดับภูมิภาค เนื่องจากจีนได้รับผลกระทบ ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ที่มีขนาดการบรรจุน้อยลง รวมถึงระบบการค้าที่เป็นออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น" นายอนุชิตกล่าว
          แจง5แนวทางอุ้มผู้ประกอบการ
          นายอนุชิตกล่าวอีกว่า ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของผู้ประกอบการไทยยังเป็นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยเฉพาะสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบแฟรนไชส์เป็นที่ต้องการในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี รวมถึงอินเดียและแอฟริกา ข้าวหอมมะลิ รวมถึงสินค้าเกษตรต่างๆ
          นายกันตพนธ์ แก้วมณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี ดี แบงก์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ธนาคารมี 5 แนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการคือ ลด พัก ขยาย ผ่อน และเพิ่ม โดยลดคือการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่อปี ให้กับผู้ประกอบการใน 22 จังหวัดท่องเที่ยว พักคือการพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 2 ปี ขยายคือการขยายเงื่อนไขการชำระหนี้ สูงสุด 5 ปี ผ่อนคือการพิจารณาผ่อนผันอัตราการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และเพิ่มคือเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ โดยให้วงเงินสินเชื่อซอฟต์โลนแก่ผู้ประกอบการ รวมวงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท และพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการกว่า 4 หมื่นราย นอกจากนี้ยังดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางการขายและการตลาด ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
          ธุรกิจเริ่มจัดโปรขายล่วงหน้า
          นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเดือนเมษายน 2563 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 27.6 ลดลงจากเดือนมีนาคมที่อยู่ในระดับ 31.0 โดยเป็นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งเดือน ทำให้ปริมาณซื้อ-ขายสินค้าและการให้บริการธุรกิจต่างๆ ยังคงซบเซาทั่วทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก โดยในเดือนเมษายน 2563 อยู่ที่ระดับ 53.0 ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ในระดับ 35.5 โดยเป็นสัญญาณบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ซึ่งเป็นการสะท้อนความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีที่ดีขึ้น ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เพราะรัฐบาลควบคุมโรคระบาดได้ดี และมีความชัดเจนของมาตรการผ่อนปรนข้อจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการคาดการณ์กำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นในอนาคตเมื่อเทียบกับเดือนปัจจุบัน
          "ขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มจัดโปรโมชั่นการขายล่วงหน้าในกิจการบางสาขา อาทิ บริการที่พักโรงแรม บริการท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพความงาม ทำให้เอสเอ็มอีคาดการณ์กำลังซื้อ การผลิตสินค้า การให้บริการ และผลประกอบการ จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนปัจจุบัน ส่วนปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และอำนาจซื้อของประชาชน การปรับเปลี่ยนมาตรการด้านต่างๆ ของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ราคาต้นทุนสินค้าและค่าแรงงาน และการแข่งขันในตลาด" นายวีระพงศ์กล่าว
          สทค.ตบเท้ายื่นหนังสือกสทช.
          นายมนต์ชัย หนูสง นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) เปิดเผยภายหลังเข้ายื่นหนังสือถึงนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) ว่าตามที่ กสทช.ได้ชะลอการชำระค่าธรรมเนียมรายปีในส่วนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมออกไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2563 สทค.เห็นว่ามาตรการดังกล่าวสามารถบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้เพียงชั่วคราว และยังไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ประกอบการต่างประสบปัญหาความเดือดร้อนจากปัญหาอื่น อาทิ ปัญหาหนี้เสีย ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และรายได้ลดลง เนื่องจากประชาชน ธุรกิจห้างร้าน ผู้ใช้บริการโทรคมนาคมต่างขาดรายได้และกำลังซื้อ จึงขอเลื่อนชำระ ขอค้างชำระค่าบริการ ขอใช้งานฟรี หรือยกเลิกบริการ และไม่ซื้อบริการใหม่เพิ่มเติม
          นายมนต์ชัยกล่าวว่า ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องปิดร้านตามมาตรการของรัฐก็ไม่สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ อีกทั้งการดำเนินการเพื่อสนับสนุนภาครัฐ เช่น การให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรี โทรฟรี หรือเวิร์กฟรอมโฮม ถึงแม้จะส่งผลให้ หนังสือพิมพ์มติชนรายวันปริมาณทราฟฟิกเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากค่าบริการอินเตอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ไม่ได้ขึ้นตามปริมาณทราฟฟิก แต่ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการดูแลรักษาโครงข่ายโทรคมนาคมให้ประชาชนที่ทำงานจากบ้าน ได้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา
          ชู3ข้อมาตรการช่วยเพิ่มเติม
          นายมนต์ชัยกล่าวอีกว่า สทค.จึงขอให้ กสทช.พิจารณาและออกมาตรการเพิ่มเติม ได้แก่ 1.พิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการต้องชำระเป็นคราวๆ ประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมเลขหมาย ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตั้งสถานีฐานวิทยุคมนาคม ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป 2.พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระเป็นรายปี ซึ่งประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และเงินจัดสรรรายได้เข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ค่าธรรมเนียมยูโซ่)
          นายมนต์ชัยกล่าวว่า และ 3.พิจารณาประสานงานการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค เพื่อขอชะลอการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อไม่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการจนเกินควร และขอให้พิจารณาปรับปรุงประกาศ กสทช.ต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโรคติดต่อได้ ซึ่ง สทค. จะรวบรวมความเห็นจากผู้ประกอบการและนำเรียนต่อ กสทช. เพื่อพิจารณาในโอกาสต่อไป
          'ฐากร'รับข้อเสนอเข้าประชุม
          นายมนต์ชัยกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามที่ สทค.เสนอให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมในข้อ 1 และข้อ 2 นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.โดยตรง ซึ่งต้องมีการพิจารณาเรื่องรายได้ของ กสทช.ประกอบด้วย โดยต้องมีเหตุมีผลพอสมควร เพราะหากพิจารณาให้ยกเว้น หรือปรับลดค่าธรรมเนียมแล้วไม่สอดคล้องกับรายจ่ายของ กสทช. อาจทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินได้ ซึ่งรายจ่ายของ กสทช. ปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย รายจ่ายของสำนักงาน กสทช. ซึ่งอยู่ที่ 4,000 ล้านบาทต่อปี, เงินที่ต้องจัดสรรเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) และเงินที่ส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ส่วนข้อ 3 เกี่ยวกับการจัดระเบียบสายสื่อสาร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ผู้ประกอบการมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ยากลำบากอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเพื่อหาจุดสมดุลเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและสามารถทำงานตามนโยบายของรัฐไม่ให้เสียหาย
          นายฐากรกล่าวว่า มาตรการดังกล่าวที่ สทค.เสนอให้มีการพิจารณาเพิ่มเติม จะส่งให้สำนักงาน กสทช.รวบรวมเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช.ด้านโทรคมนาคม และนำเข้าสู่ที่ประชุม กสทช.เพื่อพิจารณาต่อไป
          ททท.ถกคลอดรูปแบบท่องเที่ยว
          นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ททท.ได้หารือร่วมกับสมาคมในภาคการท่องเที่ยวในส่วนต่างๆ อาทิ ท่องเที่ยวในประเทศ โรงแรม เพื่อพิจารณารายละเอียดของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแพคเกจท่องเที่ยวที่จะออกมา ควรออกมาในรูปแบบใด ใช้อย่างไร มีความเหมาะสมหรือไม่ ตามโจทย์ที่ได้รับจากกระทรวงการคลัง โดยต้องการให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ โดยจากการหารือร่วมกับสมาคมโรงแรมไทย ได้หารือในส่วนของแพคเกจที่อาจจะออกมาในรูปแบบของรัฐบาลสนับสนุนส่วนต่างในการเดินทางท่องเที่ยว อาทิ หากรัฐจะให้เงินสนับสนุนให้คนไทยออกเดินทางเที่ยวในประเทศ ควรต้องทำผ่านวิธีใด ที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสัดส่วนที่รัฐต้องซัพพอร์ตควรอยู่ในบริเวณเท่าใดจึงจะมีความเหมาะสมที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือร่วมกัน เพื่อตกผลึกเป็นมาตรการที่มีแผนการดำเนินการอย่างชัดเจนออกมา เนื่องจากต้องหารือร่วมกันในอีกหลายส่วน เพื่อให้เกิดการกระจายในหลายๆ ส่วน มีความเป็นธรรม และขั้นตอนจะต้องไม่ยุ่งยาก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนมากที่สุด
          "ขั้นตอนต่อไป ต้องหารือรูปแบบและรายละเอียดของมาตรการให้ชัดเจน เคาะให้ออกมาเป็นรูปธรรม จากนั้นจะนำเสนอต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้พิจารณาต่อไป" นายยุทธศักดิ์กล่าว
          สัปดาห์หน้าชง'พิพัฒน์'เคาะแผน
          นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเสนอนายพิพัฒน์ได้ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะนำแผนเข้าหารือกับกระทรวงการคลังว่ารูปแบบแพคเกจของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตรงตามโจทย์ที่กระทรวงการคลังให้มาหรือไม่ หลังจากนั้นจะประเมินว่าหากมาตรการดังกล่าวมีการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ ต้องได้รับการอุนมัติโดยหน่วยงานใด ก็ต้องนำเสนอให้หน่วยงานนั้นพิจารณาต่อ ก่อนจะไปจบที่การนำเข้าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในตอนสุดท้าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ประเมินงบประมาณเบื้องต้นในการใช้กับแพคเกจดังกล่าว เพราะยังอยู่ในระหว่างการหารือแนวทางทั้งหมดก่อน
          นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า เนื่องจากเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะนำออกมาให้เร็วที่สุด เริ่มประมาณวันที่ 1 กรกฎาคม ใช้ต่อเนื่องไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ โดยมองว่ามาตรการที่ออกมา จะเป็นการเข้าไปช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ตัวอย่าง จากเดิมลูกค้าต้องจ่ายโรงแรม หรือที่พักในราคาเต็ม รัฐจะเข้าไปช่วยค่าใช้จ่ายประมาณ 50% แต่มีการจำกัดวงเงินในการสนับสนุน เพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่แตกต่างกัน โดยหลักการสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ จะอยู่ที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการ เม็ดเงินที่ลงไปจะผ่านมือจากประชาชนไปสู่ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว ไม่เหมือนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการช่วยเหลือไปที่ประชาชนเป็นส่วนใหญ่
          ตัวเลขคนว่างงานมะกันลด
          จำนวนผู้ที่ยื่นขอใช้สิทธิคนว่างงานในสหรัฐนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 พุ่งขึ้นทะลุ 40 ล้านคนแล้ว ขณะที่ตัวเลขการขายสินค้าก็ตกลงอย่างหนัก แม้ว่าผู้คนจะเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งแล้วก็ตาม อัตราการว่างงานของสหรัฐถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังมีขึ้นขณะที่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของสหรัฐลดลงกว่า 5% ภายใต้แนวโน้มการคาดการณ์เศรษฐกิจที่จะยังติดลบต่อไปท่ามกลางการถดถอยของเศรษฐกิจเนื่องจากโควิด-19
          กระทรวงแรงงานสหรัฐประกาศตัวเลขผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิคนว่างงานนับจนถึงเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เพิ่มขึ้นอีก 2.12 ล้านคน อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ขอรับสิทธิถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับตัวเลขเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่มีผู้ยื่นคำร้องเพิ่ม 3.86 ล้านคน เป็นการยื่นขอใช้สิทธิลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดใหญ่ และน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีผู้คนบางส่วนที่เริ่มต้นกลับไปทำงานตามปกติแล้ว ขณะที่ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐแสดงให้เห็นว่าตัวเลขการสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 17.2% ในเดือนเมษายน หลังจากที่เมื่อเดือนมีนาคม ตัวเลขดังกล่าวก็ลดลงไปแล้ว 16.6% ด้านมูลค่าการขายสินค้าลดลงไปอยู่ที่ 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนเมษายน เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ตัวเลขการขายสินค้าอยู่ที่ 2.46 แสนล้านดอลลาร์
          เรโนลต์โละคนงาน1.5หมื่น
          รอยเตอร์รายงานจากกรุงปารีสว่า เรโนลต์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส รัฐบาลถือหุ้นอยู่ 15 เปอร์เซ็นต์ เตรียมเปิดแผนลดกำลังแรงงานลงทั่วโลก 15,000 คน เพื่อลดภาระต้นทุน สร้างกำไรเพิ่มขึ้นและรับมือกับปัญหายอดขายลดลงอย่างฮวบฮาบ ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานทั่วโลกของเรโนลต์ มีมากถึง 180,000 คน เฉพาะในฝรั่งเศสมีราว 48,500 คน จะต้องปลดออก 4,500 คน ตามแผนการเพื่อปรับลดต้นทุนลงทั่วโลกให้ได้ 2,000 ล้านดอลลาร์ หลังเผชิญหน้ากับภาวะขาดทุนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเผชิญปัญหาวิกฤตโควิด-19 ซ้ำในปีนี้
          อียูส่งรมต.ดัตช์ชิงผอ.ค้าโลก
          บริษัทกระจายเสียงเอ็นโอเอส ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รายงานเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่านางซิกริด คากจ์ วัย 58 ปี อดีตนักการทูตมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี ในองค์การสหประชาชาติ ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์กลายเป็นหนึ่งในผู้ถูกเสนอให้ชิงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ว่างลงหลังจากนายโรแบร์โต อาเซเวโด ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระด้วยเหตุผลส่วนตัว
          ก่อนหน้านี้ นายฟิล โฮแกน กรรมาธิการการค้าแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ระบุว่า ทางอียูกำลังพิจารณาหาตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งนี้ และถ้าหากผู้อำนวยการคนใหม่มาจากอียูก็จะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
          อย่างไรก็ตาม 3 ใน 6 ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอที่ผ่านมา มาจากทวีปยุโรป หลังจากนั้นก็มีนายศุภชัย พานิชภักดิ์ จากประเทศไทย, นิวซีแลนด์และบราซิล ทำให้เกิดแรงกดดันกลายๆ ในการเลือกตัวแทนจากแอฟริกาในครั้งนี้
          หุ้นเอเชียส่วนใหญ่ดิ่งลง
          เอเอฟพีรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในเวลานี้โฟกัสอยู่ที่สถานการณ์ฮ่องกง คาดกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นัดหมายผู้สื่อข่าวเพื่อแถลงถึงมาตรการตอบโต้ หลังจากทางการจีนผ่านความเห็นชอบกฎหมายความมั่นคงใหม่ในฮ่องกงจนเป็นเหตุให้มีการถอดถอนสถานะพิเศษไปแล้วก่อนหน้านี้ แม้ว่ารัฐบาลของหลายประเทศทั้งในเอเชียและยุโรปพากันผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
          เอเอฟพีระบุว่า ตลาดฮ่องกงดิ่งลง 0.7 เปอร์เซ็นต์, โตเกียว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนซิดนีย์ดิ่งหนักกว่าลดลงถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ มุมไบ 0.4 เปอร์เซ็นต์ พอๆ กับตลาดสิงคโปร์
          อย่างไรก็ตาม ตลาดเซี่ยงไฮ้ปิดตลาดปรับขึ้นเล็กน้อย ส่วนตลาดมะนิลาพุ่งขึ้นรวดเดียว 4.8 เปอร์เซ็นต์ หลังรัฐบาลประกาศเตรียมปลดล็อก
          สถานการณ์กดดันต่อราคาน้ำมันที่ไหลลงอย่างต่อเนื่องต่อจากวานนี้ โดยน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ ลดลง 3.1 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 32.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 2.8 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 34.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 31 พ.ค. 2563 (กรอบบ่าย)--