ไทยไม่พร้อมเรียนออนไลน์ ชายขอบไร้อุปกรณ์-เข้าไม่ถึงสื่อ

วันแรกที่กระทรวงศึกษาธิการ ทดลองถ่ายทอดสัญญาณเรียนออนไลน์ผ่าน ช่องทีวีดิจิทัล ทีวีดาวเทียม และ แอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ DLTV ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมก็เจออุปสรรคที่ต้องนำไปสู่การแก้ไขหลายประการเลยทีเดียว ทั้งระบบการส่งสัญญาณมีปัญหา เพราะจะต้องมีการเปลี่ยนจากระบบสัญญาณของมูลนิธิฯ มาเป็นอีกระบบสัญญาณ เพื่อสามารถถ่ายทอดผ่านทีวีดิจิทัลได้ รวมถึง เนื้อหาการเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่ไม่มีความต่อเนื่องกัน
          กรุงเทพธุรกิจ  แต่ที่แน่ๆทำให้ ผู้บริหารได้รับทราบว่ายังมีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ไม่พร้อมสำหรับการเรียนทางไกล และสอนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นบางบ้านไม่มีโทรทัศน์ เช่น ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื้นที่ชายขอบ ตามชายแดนด้านต่างๆ หรือบางบ้านอาจจะมีโทรทัศน์ แต่ไม่มีจานดาวเทียมรับสัญญาณ DLTVไม่มีอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ไม่มีคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ให้บุตรหลานได้เรียนออนไลน์ แม้จะมีอุปกรณ์ครบ แต่เรียนวันแรกกลับระบบล่ม รับสัญญาณไม่ได้เลย ทั้งเรียนทางไกลและเรียนออนไลน์ ทว่าไม่ใช่นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนได้ และไม่ใช่ว่าบ้านทุกหลัง พ่อแม่ทุกครอบครัวสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ได้
          โดยเฉพาะเด็กเล็ก วัยอนุบาลถึงประถมศึกษา ไม่มีสมาธิมากพอ ต้องมี พี่เลี้ยงหรือผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ ขณะที่ พ่อแม่-ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลและสอนเสริมให้กับบุตรหลาน ไม่สามารถเฝ้ากำกับให้บุตรหลาน เรียนหนังสือได้ นอกจากนี้ยังพบว่าครูผู้สอนจำนวนมากยังใหม่กับการสอนออนไลน์ ซึ่งต้องใช้เทคนิคเพิ่มเติมแตกต่างจากการสอนในห้องเรียน ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอุปกรณ์ต่างๆ ของโรงเรียนยังไม่รองรับสำหรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และยังไม่ได้จัดทำหลักสูตรสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ให้รองรับทุกระดับชั้น
          "อำนาจ วิชยานุวัติ" เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวยอมรับว่าการทดลองระบบ การเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV และระบบออนไลน์เองระบบการส่งสัญญาณมีปัญหา เพราะจะต้องมีการเปลี่ยนจากระบบสัญญาณของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมฯ มาเป็นอีกระบบสัญญาณเพื่อสามารถถ่ายทอดผ่านทีวีดิจิทัลได้ เป็นการทดลองระบบเพื่อให้เห็นข้อบกพร่องในการแก้ไขปัญหา
          นักเรียนบางบ้านไม่สามารถดูผ่าน ทีวีได้  สพฐ.ไม่มีนโยบายให้ผู้ปกครองไปซื้อโทรศัพท์มือถือหรือทีวีใหม่ หรือไปซื้อ อุปกรณ์เสริมใดๆมาเพิ่มเติม โดยหากครอบครัวไหนไม่มีความพร้อมให้แจ้งมา ที่โรงเรียน เพราะขณะนี้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือโรงเรียนพร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่
          เห็นได้ชัดเจนว่าความพร้อมในการ เตรียมการเพื่อทดลองระบบการเรียนทางไกลและการสอนออนไลน์จากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบไม่มากพอ สะท้อนจากที่บางครอบครัวมีโทรทัศน์ แต่ไม่มีจานดาวเทียมรับสัญญาณ DLTV หรือบางบ้านไม่มีอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ไม่มีคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนให้หรือแม้จะมีอุปกรณ์ครบแต่เรียนวันแรกกลับระบบล่ม  ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะไปหารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้ช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ให้เป็นภาระของผู้ปกครองที่ให้ลูกหลานเรียนผ่านเว็บไซต์ทางมือถือและจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเรื่อง ดังกล่าวสัปดาห์หน้า
          "ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวย้ำว่าศธ.ไม่มีนโยบายให้นักเรียน ซื้ออุปกรณ์เสริมมาใช้ในการเรียนการสอนแต่อย่างใด ซึ่งหากครอบครัวไหนมีปัญหาการใช้งานขอให้ติดต่อไปที่สถานศึกษาทางสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจะจัดให้ ไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่ม และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ครั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองอย่ากังวล เพราะจะไม่มีการประเมินผลใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นครูหรือนักเรียน
          รวมถึงเนื้อหาการเรียนผ่านทีวี ที่มีปัญหา เช่น เนื้อหาการเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศธ.จะรับไปแก้ไขต่อไป โดยเท่าที่ทราบเบื้องต้น เนื้อหาหลักสูตรไม่มีความต่อเนื่องกัน แต่เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ศธ.มีการดูแลตรวจสอบ ให้มีความถูกต้องแน่นอน อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ศธ.รับมาแก้ปัญหาทุกเรื่อง แต่ขอให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าระบบดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อม ในการเรียนช่วงวิกฤติเท่านั้น และต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
          ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย จ.เพชรบุรี สะท้อนว่าจากการทดลองใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกลและออนไลน์ ระบบ PSI ไม่มีระบบสัญญาณ เปิดดูไม่ได้ แต่เข้าใจได้ว่าวันนี้ เป็นวันแรกของการใช้ระบบ ซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่อยากให้มีการแจ้งข้อมูลต่างๆไปยังโรงเรียนและ ช่วยเหลือ พ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่านี้ เพราะขนาดบ้าน ครอบครัวอยู่ในเมืองยังได้รับข้อมูลเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แล้วพ่อแม่ ครอบครัวห่างไกล หรือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล จะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ อยากฝากสพฐ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวด้วย