ADVANCกำไรQ1ทรุด10.8% ทุ่ม4.5หมื่นล้านลงทุน4G-5G

“ADVANC” แจ้งงบไตรมาส 1/63 มีกำไร 6,756 ล้านบาท ลด 10.8% เหตุค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายสูงขึ้น ขณะที่รายได้ให้บริการหลักทรงตัว 33,090 ล้านบาท เหตุรายได้ธุรกิจมือถือลด 1.1% ทุ่ม 35,000-45,000 ล้านบาท ลุยลงทุน 4G-5G
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,756 ล้านบาท ลดลง 10.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,570 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 ไม่รวมผลจากมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 16 (TFRS 16) บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,004 ล้านบาท ลดลง 7.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,570 ล้านบาท และลดลง 0.9% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,065 ล้านบาท เป็นผลจากค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้น ประกอบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้
          ขณะที่มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 19,576 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มี EBITDA อยู่ที่ 18,868 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 19,366 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากสัญญาเช่ากับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT และกิจกรรมการตลาดที่ลดลง
          ทั้งนี้ รายได้รวมในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 42,845 ล้านบาท ลดลง 1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 43,262 ล้านบาท และลดลง 12% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 48,818 ล้านบาท จากผลกระทบของโควิด-19 และการแข่งขันด้านราคาที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง
          สำหรับรายได้จากการให้บริการหลัก (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับ TOT) อยู่ที่ 33,090 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 33,044 ล้านบาท แต่ลดลง 4.3% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 34,562 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะที่รายได้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเติบโตขึ้น
          โดยธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาส 1/2563 มีรายได้อยู่ที่ 30,334 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 30,678 ล้านบาท และลดลง 4.5% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 31,770 ล้านบาท เป็นผลจากการแข่งขันของอุตสาหกรรม ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้รายได้จากกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงยังได้รับผลจากมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค. 2563 ทำให้ต้องปิดให้บริการชั่วคราว AIS Shop, Serenade Club และ AIS Telewiz ในพื้นที่ตามประกาศของภาครัฐ โดยมีผู้ใช้บริการรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 41.1 ล้านราย ยังคงมีฐานลูกค้าจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 แบ่งเป็นลูกค้าระบบรายเดือน 9.1 ล้านราย และลูกค้าระบบเติมเงิน 32 ล้านราย
          ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตได้ดี มีรายได้อยู่ที่ 1,640 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 1,288 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 1,579 ล้านบาท มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 52,800 ราย ส่งผลให้ในปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 1.1 ล้านราย โดยเอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงแผนการตลาดต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ Fixed-Mobile Convergence ที่ผสานกันระหว่าง 3 บริการหลัก ทั้งอินเทอร์เน็ตมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน, คอนเทนต์ผ่าน AIS PLAYBOX และ AIS PLAY เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ
          นอกจากนี้ หลังจากที่บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในเดือน ก.พ. 2563 สำหรับพัฒนาบริการ 5G เพื่อเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำในระยะยาว อีกทั้งจะช่วยสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ ๆ ในอนาคต รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนเพื่อให้บริการ 4G โดยการลงทุนขยายโครงข่ายบนคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ได้เริ่มต้นในปี 2563 เพื่อให้บริการทั้งบนเทคโนโลยี 4G และ 5G ด้วยงบการลงทุนโดยรวมประมาณ 35,000-40,0000 ล้านบาท (รวมงบลงทุนในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านแล้ว) และเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย หลังจากขยายเครือข่าย 5G ครอบคลุม 77 จังหวัดแล้ว ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา