คลังลั่นจ่ายอีกสัปดาห์นี้ 3ล้านคนเฮรอรับ"5พัน"

กสทช.ดันแจก'เน็ตนศ.' ใช้'ทีวีทางไกล'สอนนร. พณ.ชี้ขายก๊าซแพงติดคุก ปตท.จี้ปรับสูตร'เอ็นจีวี'
          กสทช.เตรียมดันโครงการหนุนเน็ตนักศึกษาเรียนออนไลน์ 'ค้าภายใน'แจง กบง.เคาะลดก๊าซหุงต้ม 3 เดือน ขนาดถังบรรจุ 15 กก.
          กสทช.ย้ำ1พ.ค.รับสิทธิโทรฟรี
          เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยถึงการให้สิทธิประชาชนโทรฟรีทุกเครือข่ายจำนวน 100 นาที ว่า เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการเพิ่มอินเตอร์เน็ตมือถือฟรี 10 กิกะไบต์ และอัพสปีดอินเตอร์เน็ตบ้านเป็น 100 เมกะบิต ประชาชนจะสามารถกดรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1-15 พฤษภาคม มีระยะเวลาการใช้งาน 45 วัน ซึ่ง กสทช.ได้ขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) เพื่อให้การสนับสนุน โดยไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการแต่อย่างใด
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการเพิ่มอินเตอร์เน็ตมือถือฟรี 10 กิกะไบต์ มีผู้ขอรับสิทธิจำนวน 13.9 ล้านเลขหมาย โดยผ่านการพิจารณาแล้ว 13.1 ล้านเลขหมาย ซึ่งคาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 เมษายน จะมีผู้ขอรับสิทธิประมาณ 15 ล้านเลขหมาย คิดเป็นวงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งไม่เต็มกรอบวงเงินที่ตั้งไว้
          นายฐากรกล่าวด้วยว่า นอกจากโครงการเพิ่มอินเตอร์เน็ตมือถือฟรี 10 กิกะไบต์ อัพสปีด อินเตอร์เน็ตบ้านเป็น 100 เมกะบิต รวมถึงโครงการโทรฟรีทุกเครือข่ายจำนวน 100 นาที ยังมีโครงการ อาทิ โครงการสนับสนุนอินเตอร์เน็ตให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษากว่า 1.7 ล้านคน สามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนออนไลน์ รวมถึงการสนับสนุนนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ต้องได้รับการสนับสนุน เพื่อเรียนทางไกลด้วยโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โทรทัศน์ดาวเทียม โดยอยู่ระหว่างการนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) รวมถึงการสนับสนุนโรงพยาบาลเพื่อการใช้งานด้านโทรคมนาคมให้กับสถานพยาบาลด้วย
          'คลัง'จ่าย5พันอีก-3ล้านคนเฮ
          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการแจกเงินเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านการแจกเงิน 5,000 บาทว่า ล่าสุด มีผู้ขอทบทวนสิทธิแล้ว 3.1 ล้านคน มีผู้ขอสละสิทธิ 900 คน ส่วนตัวเลขการยกเลิกลงทะเบียนในปัจจุบันอยู่ที่ 9.1 แสนคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือยกเลิกการขอเข้าร่วมโครงการประมาณ 8 แสนกว่าคน และยกเลิกการขอทบทวนสิทธิ นอกจากนี้ยังมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ลงทะเบียนที่ยังไม่ครบถ้วน ขณะนี้มีผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาแล้ว 5 ล้านคน ยังขาดอีก 1.3 ล้านคน โดยต้องการให้ผู้ที่รู้ตัวว่าต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่งข้อมูลมาให้เร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ของผู้ลงทะเบียนเอง
          "ในสัปดาห์นี้ช่วงวันที่ 27-28 เมษายน จะมีผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยาเพิ่มอีก 1.5 ล้านคน และวันที่ 29-30 เมษายน อีกไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคนเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่คิดว่ากระบวนการจากนี้จะทำได้เร็วขึ้น พยายามดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้" นายลวรณกล่าว
          นายลวรณกล่าวว่า ขณะนี้ทีมงานของผู้พิทักษ์อยู่ในระหว่างการลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบผู้ขอทบทวนสิทธิทั่วประเทศ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ลงไป ตรวจสอบผู้ขอทบทวนสิทธิดังกล่าวให้เร็วที่สุด จากการลงพื้นที่พบว่ามีผู้ขอทบทวนสิทธิที่ไม่ตรง เงื่อนไขอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมยังเป็นไปได้ดี เพราะประชาชนให้ความร่วมมือกับทีมผู้พิทักษ์อย่างดี
          ยันก.เกษตรฯชงมาตรการเข้าครม.
          นายลวรณกล่าวว่า สำหรับมาตรการเยียวยาในส่วนของกลุ่มเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการนำเสนอเข้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 เมษายน ส่วนกระทรวงการคลังจะให้ความร่วมมือในส่วนของการคัดกรองผู้ที่ได้รับการเยียวยาไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้มีบุคคลใดได้รับการช่วยเหลือซ้ำซ้อน ส่วนรายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการ กระทรวงการคลังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
          ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯน่าจะอยู่ในขั้นตอนการจัดการฐานข้อมูล เพื่อทำให้จำนวนเกษตรกรแม่นยำที่สุด โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกร จะจ่ายผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่น่าจะมีบัญชีกับธนาคารนี้อยู่แล้ว
          รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯแจ้งว่า กระทรวงจะใช้มาตรการเยียวยาเกษตรกรตามจำนวนทะเบียนเกษตรกร 9-10 ล้านทะเบียนเกษตรกร วงเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน หรือรวมเป็นเงิน 15,000 บาทต่อทะเบียนเกษตรกร คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 135,000 ล้านบาท เบื้องต้นอาจพิจารณาให้ใช้บัญชีธนาคารได้ทุกบัญชี ไม่จำกัดเฉพาะบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
          ปตท.ชงรื้อสูตรราคาเอ็นจีวี
          นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความคืบหน้าปรับลดชนิดน้ำมันลงให้เหลือ 4-5 ชนิด ให้เหลือน้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ อี20 ดีเซล บี10 ดีเซลเกรดพิเศษ จากปัจจุบันมี 9 ชนิด คือ เบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ อี20 แก๊สโซฮอล์ อี85 ดีเซล ดีเซล บี10 ดีเซล บี20 ดีเซลพรีเมียม ว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันเห็นด้วยกับการปรับลดชนิดน้ำมันลง เพื่อความเหมาะสมทั้งในด้านผู้ใช้บริการน้ำมัน และการบริหารจัดการสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
          นายชาญศิลป์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ให้มีความเหมาะสม และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาการอุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวีให้กับรถสาธารณะทุกประเภท ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง และไม่ได้ส่งผ่านมายังอัตราค่าโดยสารหรือนำมาลดราคาให้ประชาชน ดังนั้นควรเปลี่ยนสูตรใหม่คำนวณราคาก๊าซเอ็นจีวีเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันในปัจจุบัน อาทิ อ้างอิงราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน 20% ต่ำกว่าดีเซล 60-70% เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ก๊าซเอ็นจีวีที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาด
          "ผมเสนอแนวคิดการปรับสูตรก๊าซเอ็นจีวีกับกระทรวงพลังงานไปแล้ว จากเดิมอิงราคาก๊าซธรรมชาติ แต่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทุกวันนี้ ปตท.ยังคงแบกรับภาระอยู่ ต่อไปหากต้องการส่งเสริมสถานีปั๊มก๊าซเอ็นจีวี ควรส่งเสริมในแนวท่อก๊าซเท่านั้น เพื่อไม่ต้องเสียค่าขนส่งทางถนนต่อไป และหากรัฐต้องการอุดหนุนราคาก๊าซ เอ็นจีวีกับรถสาธารณะต่อเนื่อง ต้องไปพิจารณาว่าคนขับรถรถสาธารณะ ควรเป็นผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และการลดราคาค่าก๊าซต้องไปลดค่าโดยสารด้วย เพื่อเป็นความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย" นายชาญศิลป์กล่าว
          พลังงานชี้ทบทวนเอ็นจีวีมิ.ย.จบ
          แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ล่าสุดนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งคณะทำงานปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในระยะยาว โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมนัดแรกไปแล้ว ร่วมกับนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลักระทรวงคมนาคม นายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายชาญศิลป์ เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า ต่อไปการพิจารณาช่วยสนับสนุนส่วนต่างราคาเอ็นจีวี ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะของ ปตท. จะต้องมีเงื่อนไขมาช่วยลดราคาค่าโดยสารให้กับประชาชน เนื่องจากผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะ มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงลดลงแล้ว
          "คาดว่าจะได้ข้อสรุปการปรับโครงสร้าง เอ็นจีวีเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อเห็นชอบรายละเอียดทั้งหมด และแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.เป็นผู้อุดหนุนราคาก๊าซเอ็นจีวี ให้กับรถโดยสารสาธารณะตั้งแต่ปี 2555 ส่งผลให้ ปตท.แบกภาระขาดทุนจากธุรกิจเอ็นจีวีเกือบแสนล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว
          'ค้าภายใน'เข้มร้านค้าแอลพีจี
          นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบทบทวนกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือก๊าซหุงต้ม โดยกำหนดราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นจากเดิม 17.1795 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เหลือ 14.3758 บาทต่อ กก. ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. ราคาลดจาก 363 บาท เหลือ 318 บาท (รวมค่าขนส่งระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร) เฉพาะเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือลดลง 45 บาทต่อถัง เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยมีผลบังคับใช้ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม- 24 มิถุนายน 2563 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจ และภาวะการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนผู้บริโภคในภาวะการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 และไม่เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ไม่มีรายได้ กรมการค้าภายในจึงขอให้ผู้จำหน่ายก๊าซหุงต้มจำหน่ายราคาตามที่กระทรวงพลังงานกำหนดอย่างเคร่งครัด และต้องปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก ค่าบริการขนส่ง และค่าบริการอื่นๆ ให้ชัดเจน และไม่จำหน่ายปลีกในราคาที่สูงเกินสมควร
          นายประโยชน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มโดยไม่เป็นธรรม กรมการค้าภายในจะส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสอบการจำหน่ายก๊าซหุงต้ม หากตรวจสอบพบจำหน่ายราคาสูงเกินสมควรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่ราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
          'กรุงศรี'ฟันธงหุ้นไทยไม่เกิน1,300จุด
          นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณาการผ่อนปรนหรือปลดล็อกมาตรการล็อกดาวน์ และการประกาศงบประจำไตรมาส 1/2563 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ต่อเนื่องจากกลุ่มแบงก์ที่ประกาศออกมาแล้วก่อนหน้านี้ ถึงคิว ของกลุ่มเรียลเซ็กเตอร์ อาทิ ปูนใหญ่ ปตท.สผ. ซึ่ง บล.กรุงศรี คาดการณ์ว่าตัวเลขงบที่ออกมานั้น จะหดตัวลงทั้งเทียบเป็นรายไตรมาสและเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งประเมินว่าจะปรับลดลงเช่นกัน ส่วนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าผลสรุปจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0-0.25% ดังนั้น จะเห็นว่าภาพสัปดาห์นี้มีปัจจัยบวกและลบคละเคล้ารวมกัน จึงประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวในระดับ 1,250-1,300 จุด
          นายชัยยศกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี เนื่องจากมีความหวังเกี่ยวกับการปลดล็อกมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐอเมริกา ที่อนุมัติเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนถึงโรงพยาบาล ในวงเงินกว่า 4.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก จึงทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวและปรับขึ้นได้ค่อนข้างดี
          จีนผ่อนเกณฑ์ส่งออกเวชภัณฑ์
          รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 26 เมษายนนี้ ระบุว่า ทางการจีนได้ผ่อนปรนข้อบังคับสำหรับการ ส่งออกสินค้าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเชื้อโรคโควิด-19 และอื่นๆ ลง เหลือเพียงหลักสำคัญก็คือต้องได้รับความเห็นชอบให้ใช้ได้จากประเทศผู้นำเข้า ก่อนจะอนุญาตให้มีการส่งออก
          เกณฑ์เข้มงวดในการส่งออกสินค้าและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ดังกล่าวนี้เริ่มประกาศใช้เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังMCTNO270463PANG  MC จากสเปนและประเทศในยุโรปหลายประเทศโวยวายเรื่องความแม่นยำของชุดทดสอบผู้ติดเชื้อที่ผลิตในประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออีกหลายบริษัท ที่พร้อมจะส่งออกไปยังหลายประเทศที่กำลังมีความต้องการใช้สินค้า อาทิ ชุดทดสอบ, แมสก์, ชุดป้องกันการติดเชื้อ, อุปกรณ์วัดอุณหภูมิอินฟราเรด และเครื่องช่วยหายใจ เพื่อยับยั้งและเยียวยาในระหว่างการแพร่ระบาด
          นายจาง ซู่เหวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ลิ้มหมิงไบโอโปรดัคส์ เปิดเผยว่า มีการผ่อนปรนกฎตั้งแต่คืนวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา โดยกฎใหม่กำหนดให้สินค้าที่ส่งออกจะต้องได้มาตรฐานตามที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนด แทนที่จะเป็นไปตามข้อกำหนดเดิมในจีน
          ทั้งนี้ผลจากการร้องเรียนที่ผ่านมาทำให้ ทางการจีนสั่งแบนบริษัทหลายบริษัทจากหางโจวและเสิ่นเจิ้น ไปในฐานทำลายชื่อเสียงของประเทศ
          ชี้พ.ค.นี้ราคาน้ำมันอ่อนตัวสุด
          เว็บไซต์มาร์เก็ตวอทช์รายงานเมื่อวันที่ 25 เมษายนว่า ดั๊ก คิง ผู้จัดการกองทุนเมอร์แชนท์ คอมโมดิตี ฟันด์ กองทุนเก็งกำไรที่ลงทุนในตลาดน้ำมันดิบ ที่ประสบผลสำเร็จในการคาดการณ์ภาวะราคาน้ำมันติดลบก่อนหน้านี้ ให้ความเห็นว่าปัญหาของตลาดน้ำมันยังไม่ยุติลง โดยปริมาณน้ำมันที่ล้นเกินความต้องการจะทำให้น้ำมันในคลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กดดันให้ราคาน้ำมันในตลาดพี่แอ๊ะโลกในช่วง 4-6 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะตกอยู่ในภาวะ "อ่อนแอถึงขีดสุด" เมื่อการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ทำลายความต้องการน้ำมันไปโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ยังลังเลในการลดการผลิตจนกระทั่งมาเริ่มตัดสินใจลดเมื่อเร็วๆ นี้ ยิ่งทำให้น้ำมันคงคลังมีมากขึ้นไปอีก
          นายคิงยังวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรม น้ำมันว่า แม้การปิดเมืองหรือล็อกดาวน์จะสิ้นสุดลง การฟื้นตัวของราคาน้ำมันก็ยังจะขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะฟื้นตัวเร็วแค่ไหน และผู้ผลิตน้ำมันจะตอบสนองในทิศทางที่จะช่วยให้น้ำมันคงคลังลดลงอย่างรวดเร็วและอยู่ในระดับทรงตัวหรือไม่ แต่ถ้าหากการล็อกดาวน์ยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน สภาพก็จะเลวร้ายมากขึ้นไปอีก
          องค์การข้อมูลพลังงานของสหรัฐอเมริกา เผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงกลั่นน้ำมันนำน้ำมันคงคลังออกไปสู่โรงกลั่นเพียง 67.6 เปอร์เซ็นต์ต่ำสุดในรอบ 12 ปี เพราะความต้องการใช้น้ำมันลดลงมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สำนักงานข้อมูลราคาน้ำมัน ประเมินว่า ราคาน้ำมันเบนซินสำเร็จรูปเมื่อเดือนมีนาคม ลดลง 19 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่ความต้องการน้ำมันครึ่งเดือนแรกของเดือนเมษายน ลดลง 48.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว