DTACตามนัดกำไรพุ่ง1,501ล้าน จ่อปรับแนวโน้มปี 63 ใหม่ หลังโควิดคลี่คลาย

 “ดีแทค” ตามนัดประกาศงบไตรมาส 1/63 โชว์กำไรสุทธิ 1,501 ล้านบาท โต 15.7% ชี้ปรับตามทิศทางอีบิทด้าเพิ่มขึ้น 4.5% แตะ 7,669 ล้านบาท  “ซีอีโอ” เผยเตรียมปรับแนวโน้มปี 63 ใหม่ หลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นชัดเจน
          นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.7% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,297 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 89.1% จากไตรมาสก่อน ที่มีกำไรสุทธิยู่ที่ 794  ล้านบาท ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้ตัดจำหน่าย (EBITDA)
          สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 7,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 7,341 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และเพิ่มขึ้น 4.5% ไตรมาสก่อน ที่มี EBITDA อยู่ที่ 7,339 ล้านบาท เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาสก่อน
          ดังนั้นส่งผลให้ EBITDA margin (ไม่รวมรายได้จากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ภายใต้สัญญาเช่าสินทรัพย์สัมปทาน และรายได้ค่าเช่าเครือข่าย 2300 MHz จากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT) ในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 43.7% เพิ่มขึ้นจาก 41.5% ในไตรมาสเดียวกันปีก่อน และ 38.8% ในไตรมาสก่อน
          ส่วนรายได้รวมในไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 20,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 19,426 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานหลัก และค่าเช่าเครือข่าย 2300 MHz จาก TOT แต่ลดลง 6.3% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 21,423 ล้านบาท จากการลดลงของรายได้จากการให้บริการและรายได้จากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์และชุดเลขหมาย
          โดยรายได้จากการให้บริการที่ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 15,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 14,932 ล้านบาท แต่ลดลง 1.6% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 15,570 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการให้บริการหลัก (รายได้จากการให้บริการเสียงและข้อมูล) อยู่ที่ 14,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 14,007 ล้านบาท จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากลูกค้าระบบรายเดือน แต่ลดลง 0.9% จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 14,811 ล้านบาท เนื่องจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
          ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 บริษัทมีฐานลูกค้าจำนวนทั้งสิ้น 19.6 ล้านราย ลดลง 1 ล้านราย จากสิ้นปี 2562 แบ่งเป็นฐานลูกค้าระบบเติมเงิน 13.4 ล้านเลขหมาย และฐานลูกค้าระบบรายเดือน 6.2 ล้านเลขหมาย จากการลดลงของจำนวนลูกค้าในระบบเติมเงิน เนื่องมาจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการลดลงของจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรายเดือน เนื่องมาจากการปรับปรุงวิธีการรายงานจำนวนผู้ใช้บริการในระบบรายเดือนในไตรมาสนี้
          “ก่อนการเกิดโควิด การดำเนินงานของบริษัทยังสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของเรา โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยว ลูกค้าใหม่ และบริการข้ามแดนอัตโนมัติในต่างประเทศ นอกจากนี้ สัญญาณเริ่มต้นของเศรษฐกิจถดถอยกำลังส่งผลต่อการปรับตัวด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าทุกกลุ่ม เราได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงการใช้โอกาสนี้ในการเร่งรัดการพัฒนาช่องทางดิจิทัลทดแทน และยังคงสร้างความแข็งแกร่งทางด้านโครงข่ายการใช้งานรวมทั้งการพัฒนา 5G อย่างต่อเนื่อง” นายชารัด กล่าว
          นายดิลิป ปาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน DTAC กล่าวว่า แม้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้จะมีความท้าทาย แต่เมื่อมองไปข้างหน้า บริษัทมองเห็นโอกาส ซึ่งรวมถึงการกลับมาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าว การลดลงของการย้ายค่ายของลูกค้าเพื่อให้ได้มาซึ่งแพ็กเกจที่ดีขึ้นและการขายที่คุณภาพไม่ดี โอกาสในการบริหารจัดการเงินชดเชยค่าเครื่องโทรศัพท์ที่เหมาะสมมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการใช้งานผ่านช่องทางบริการตนเองและช่องทางดิจิทัล
          อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาว บริษัทมุ่งมั่นที่จะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินสด รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมทั้งบริษัทจะให้แนวโน้มใหม่สำหรับปี 2563 หลังจากที่สถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น