เอไอเอส ผลักดันองค์กรแบ่งปันน้ำใจผสานนวัตกรรมดิจิทัล สนับสนุนการทำงานแพทย์ทันต่อสถานการณ์โควิด-19

ตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ ที่เป็นหน้าด่านรับมือ ในสถานการณ์วิกฤติ โควิด-19 เอไอเอสระดมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยี 5G ที่ทรงประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนาหุ่นยนต์ผู้ช่วยคุณหมอ 5G เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์และพยาบาลอย่างเต็มกำลัง โดย สมชัย เลิศ สุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มบุคลากรทาง การแพทย์ นับว่าเป็นผู้ที่ต้องทำงานหนัก พร้อมเผชิญกับความเสี่ยงจากการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ป้อง กันต่าง ๆ  เอไอเอส ในฐานะ Digital Life Service Provider ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ เข้ามาช่วยเหลือคนไทยทุกภาคส่วน เพื่อแบ่งเบาภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง 5G
          เริ่มด้วยเร่งขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ 159 โรงพยาบาลทั่วประเทศ รองรับการ ปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการตอบสนองที่รวดเร็ว พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสารทั้ง AIS Fibre, 4G, AIS Super WiFi และสมาร์ทดีไวซ์ เพิ่มประสิทธิภาพการ บริหารจัดการของทีมแพทย์และพยาบาล ซึ่งได้ส่งมอบให้โรงพยาบาลต่าง ๆ กรมควบคุมโรค, รพ.ปัตตานี จ.ปัตตานี, รพ.ยะลา จ.ยะลา และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยการได้รับความช่วยเหลือ ที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกนาทีที่สามารถติดต่อสื่อสาร หรือรับ-ส่ง ข้อมูลทางการแพทย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หมายถึงการเพิ่มเวลาในการช่วยรักษาชีวิตมากขึ้น
          นอกจากนี้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ AIS Robotic Lab ผลักดันนวัตกรรมการแพทย์ในช่วงการระบาดโควิด-19 พร้อมระดมนักวิจัยนักพัฒนาที่เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล พัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ 5G Telemedicine และโซลูชั่นงานบริการทางการแพทย์ ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะแต่ละแห่ง ส่งมอบหุ่นยนต์ทางการแพทย์ 5G เทเลเมดิซีน โรบอท ฟอร์ แคร์ จำนวน 23 ตัว ให้โรงพยาบาล 22 แห่ง เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยดูแลและตรวจอาการผู้ป่วยโควิด-19 ภายในหอพักผู้ป่วย โดยหุ่นยนต์สามารถตรวจวัดอุณหภูมิคนไข้ด้วยระบบ เทอร์โมสแกน, ระบบปรึกษาทางไกลระหว่างคนไข้และหมอผ่านวิดีโอคอล ด้วยเทคโนโลยี 5G ที่ให้ความคมชัดสูง อีกทั้งยังสามารถบังคับหุ่นยนต์ให้เคลื่อนที่ผ่าน 5G ช่วยแบ่งเบาภาระ ลดการแออัด และลดเสี่ยงติดเชื้อทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยดำเนินการมอบให้ รพ.ราชวิถี, รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ศิริราช, รพ.รามาธิบดี, รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ และสถาบันบำราศนราดูร เพื่อนำไปใช้งานจริงและมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาล ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโควิด-19
          นพ.สุกรม ชีเจริญ รอง ผอ.ด้านการแพทย์ รพ.ราชวิถี กล่าวว่า โรบอท ฟอร์ แคร์ หรือหุ่นยนต์ผู้ช่วยคุณหมอ ROC (ร็อค) สามารถช่วยลดการติดต่อระหว่างคนไข้ติดเชื้อ กับบุคลากรทางการแพทย์ ได้ใน 3 ประเด็นหลัก ๆ คือ ลดภาระในการใช้อุปกรณ์เครื่องป้องกันที่โรงพยาบาลประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหน้ากากอนามัย และชุด PPE ซึ่งหุ่นยนต์สามารถเข้าไปตรวจวัดเบื้องต้นแทนบุคลากร, ลดความเสี่ยงและช่วยสนับสนุนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ลดการติดต่อใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์ และสามารถช่วยส่งยาให้ผู้ป่วยถึงเตียงอย่างแม่นยำ หรือบังคับทางไกล และคนไข้ยังสามารถติดต่อสอบถามเมื่อมีข้อสงสัยในการทานยาผ่านกล้องหุ่นยนต์ได้ทันที
          ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า นับเป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนร่วมมือกับภาครัฐช่วยกันแก้ไขภาวะวิกฤติไวรัสโควิด-19 ปัญหาผู้ป่วย โควิด-19 ส่วนสำคัญมากสำหรับการรักษาคือการติดตามและเฝ้าดูอาการอย่างเป็นระยะ ๆ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้อาการทรุดลง และทำการรักษาตามอาการอย่างทันท่วงที โดยแพทย์และพยาบาลเฝ้าระวัง และตรวจวัดอุณหภูมิ สังเกตอาการผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ ดังนั้น หุ่นยนต์ โรบอท ฟอร์ แคร์ ถือว่าสามารถช่วยการทำงานได้อย่างตรงจุด สามารถนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างตอบโจทย์ สามารถนำมาใช้งานในการเฝ้าดูอาการผู้ป่วยโควิด-19 ตรวจวัดอุณหภูมิและระดับออกซิเจนในเลือดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งติดตามอาการผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดและบ่อยครั้ง แต่ช่วยลดความเสี่ยงให้บุคลากร
          ด้าน  รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รอง ผอ.รพ.ศิริราช กล่าวว่า การนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในหุ่นยนต์ทางการแพทย์ และเทเลเมดิซีน (telemedicine) ถือเป็นอนาคตของการแพทย์ โดยสะท้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  ซึ่งการใช้เทคโนโลยี 5G และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เข้ามาช่วยคัดกรองจะช่วยเพิ่มระยะห่างในโรงพยาบาล ก็เท่ากับเป็นการลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีความรวดเร็วและแม่นยำในการรับส่งข้อมูลมากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยในการทำงานของบุคลากรมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่การใช้ช่วงวิกฤติการณ์ครั้งนี้เท่านั้น แต่ในอนาคตการให้บริการผู้ป่วยด้วยเทเลเมดิซีนถือว่ามีประโยชน์และเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดูแลสุขภาพให้ประชาชน ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารด้วย 5G มีความทันสมัยและรวดเร็วมาก ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น.