ILINKโค้งแรกโตสวนกระแสเร่งปั๊มยอดขายบุกออนไลน์

ทันหุ้น-สู้โควิด - ILINK แย้มรายได้ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณไตรมาสแรกโตกว่าปีที่แล้ว มั่นใจปีนี้ไปได้สวย เร่งปั๊มยอดขายบุกออนไลน์พร้อมชูแคมเปญการตลาด "คุณสั่ง เราส่ง"สนับสนุนพาร์ตเนอร์ลุยธุรกิจต่อเนื่อง เล็งยื่นประมูลงานใหม่ทันทีหากสถานการณ์ไวรัส โควิด-19 คลี่คลาย
          นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ  และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2563 ไตรมาสแรกของธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Distribution) มีการขยายตัวที่ดีขึ้นจากปีก่อน จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ธุรกิจไอทีกลับเป็นช่องทางที่จะช่วยให้เกิดการสื่อสารในยามวิกฤติ ทำให้จำนวนผู้บริโภคใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลมากกว่าปกติ
          โดยกิจกรรมการสื่อสารออนไลน์ล้วนต้องอาศัยการส่งข้อมูลผ่านสายสัญญาณ (Cabling) และอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Networking) เพื่อส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ Wi-Fi (Access Point) ซึ่งเป็นสินค้าหลักของธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมวางแผนปรับการ บริหารสต๊อกสินค้าตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
          พร้อมชูแคมเปญการตลาด "คุณสั่ง เราส่ง" บริการส่งสินค้าไปยังลูกค้าของคู่ค้า (Partner) แทนคู่ค้า เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าสามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดกิจกรรม INTERLINK ROADSHOW ผ่านรูปแบบออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย และถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านการฝึกอบรมความรู้ในตัวสินค้าอย่างต่อเนื่องผ่านออนไลน์ให้แก่คู่ค้า
          สะท้อนให้เห็นถึงภาพแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใสในช่วงไตรมาส 1/2563 ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Distribution) มีรายได้อยู่ที่ 545 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นในสถานการณ์ที่มีวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ประเทศไทยต้องประกาศสถานการณ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม แต่ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Distribution) ยังสามารถรักษายอดขายต่อเดือนไว้ได้ และมั่นใจว่าหากสถานการณ์ไวรัส  โควิด-19 คลี่คลายก็จะสามารถรุกต่อไปได้ทันที
          ตุนโครงการในมือ
          สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม (Telecom)บริษัทยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้เช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูง และลูกค้าเดิมที่ยังคงต่อสัญญามาโดยตลอด ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมสามารถทำกำไรและทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง และยังได้รับผลดีจากปัจจัยบวกจากการ Work From Home ซึ่งธุรกิจจำนวนมากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น Video Conference, การทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์
          นอกจากนี้ยังเดินหน้าลุยงาน 5G ตามแผน เร่งหารือพันธมิตรอย่างต่อเนื่องหลังโมบายโอเปอเรเตอร์แต่ละแห่งเข้าสู่โหมดการลงทุนหลังการประมูลคลื่นความถี่ในการให้บริการ 5G สำหรับงานภาครัฐยังคงมีการขยายตัวและมีการส่งมอบงานตามแผน
          สำหรับโครงการอินเทอร์เน็ตชายขอบที่บริษัทชนะการประกวดราคาโครงการที่ 1 (USO 1) โซนภาคกลาง มูลค่า 1,868 ล้านบาท และโครงการที่ 2 (USO 2) โซนภาคกลางและภาคใต้ตอนบน ประกอบไปด้วย 2 สัญญา มูลค่ารวมกันกว่า 3,560 ล้านบาท ปัจจุบันโครงการก่อสร้างได้ดำเนินการคืบหน้าไปมากกว่า 80% และทยอยส่งมอบงาน หลังจากนี้จะมีรายได้จากการให้บริการแก่ลูกค้าของ กสทช. ที่อยู่ในโครงการเป็นระยะต่อเนื่องอีก 5 ปี ตามสัญญา ทำให้จะมีการรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง มาเสริมรายได้ของธุรกิจโทรคมนาคมอีกด้วย

          บรรยายใต้ภาพ
          สมบัติ อนันตรัมพร