ปูนนครหลวงถูกพิษโควิด หยุดผลิต-เปิดรีไทร์

ต้องปิด'โรงงานสระบุรี'สมคิดชี้1ด.รีสตาร์ตธุรกิจกู้ฉุกเฉินออมสิน2แสนคนปลัดคลังถกเยียวยาวันนี้'ศักดิ์สยาม'ยันบินไทยมีทางออก รบ.ดึงเซเว่น-ไทยเบฟปตท.ช่วย ศก.ท้องถิ่น
          รัฐดึง3ยักษ์ใหญ่ช่วยศก.ท้องถิ่น
          เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือร่วมกับเครือ ปตท. เครือไทยหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
          เบฟ เซเว่นอีเลฟเว่น และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงการช่วยเหลือเศรษฐกิจในต่างจังหวัดให้คนที่กลับไปมีงานทำ กระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน และการตลาด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างจังหวัด ซึ่ง ธ.ก.ส.เตรียมแผนงานไปพอสมควร ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ธ.ก.ส.ชี้นำการผลิตและให้สินเชื่อ และขอให้เอกชนมาช่วยกระจายสินค้า โดยในส่วน ปตท.ให้ความร่วมมือในการกระจายสินค้าผ่านปั๊มน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ในปั๊ม ปตท.มีเซเว่นอีเลฟเว่น เคอรี่ เอ็กซ์เพรส และไปรษณีย์ไทย ดังนั้น ปตท.จะเป็นจุดช่วยกระจายสินค้าเป็นอย่างดี และขณะนี้กำลังดูว่าผลิตสินค้าอะไร แบบไหน เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ทำให้คนที่กลับไปยังท้องถิ่นมีงานทำ
          ย้ำจ่ายเยียวยา5พันไม่ขาดช่วง
          นายสมคิดกล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลมีเงินใช้ดูแลเยียวยาประชาชนแค่ 1 เดือนนั้น อยากฝากไปถึงการเสนอข่าวต้องเสนอให้ครบถ้วน ขณะนี้ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีงบประมาณมากที่จะนำมาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน เพราะไม่มีใครคาดว่าจะเกิดโควิด-19 ดังนั้นทุกประเทศจึงใช้แนวทางกู้ยืมเงินเพื่อมาดูแลประชาชน ทั้งอเมริกา สิงคโปร์ ส่วนไทยออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บอกว่าในปีนี้และปีหน้าหนี้ของโลกจะสูงมาก แต่ไอเอ็มเอฟยังสนับสนุนกู้เงินเพื่อนำเงินมาดูแลประชาชน
          นายสมคิดกล่าวว่า ทั้งนี้กระทรวงการคลังประเมินไว้แล้วว่างบประมาณในปี 2563 มีไม่เพียงพอกับการรับมือโควิด-19 จึงต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำเงินมาดูแลประชาชน ซึ่งเริ่มกู้เงินในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยการกู้เงินจะกู้ตามความต้องการใช้เงิน ไม่กู้มากองไว้ เมื่อเงินกู้มาจะสอดคล้องกับงบประมาณปกติที่กำลังหมดลง ซึ่งจะสานต่อกันพอดี และเงินจะไม่ขาดตอน โดยเฉพาะเงินที่นำมาเยียวยา 5,000 บาท ยืนยันว่ามีเงินเพียงพอแน่นอน
          หากแจกเงินทุกคนต้องกู้ยันตาย
          นายสมคิดกล่าวว่า ในการเยียวยา 5,000 บาท รัฐบาลพยายามดูแลทุกกลุ่ม เช่นแม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้ง เมื่อลงทะเบียนไปแล้วไม่ได้มีสิทธิอุทธรณ์ ส่วนคนที่ไม่ควรจะได้ มีรายได้เพียงพอ ดูแลตัวเองได้ ควรให้สิทธิคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ไปก่อน ถ้ามีรายได้ดีแล้วยังจะเอาไปอีก คงไม่มีรัฐบาลไหนดูแลประชาชนได้ครบขนาดนั้น ดังนั้นต้องให้คนที่ด้อยโอกาสก่อน และจะมีการตรวจสอบสถานะรายได้ ซึ่งในการให้เงินเกษตรกร ถ้าครอบครัวทำงานอย่างอื่นและได้รับการช่วยเหลือไปแล้วต้องตัดทิ้ง
          เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ให้รัฐยกเลิกเงินเยียวยา 5,000 บาท แล้วเปลี่ยนมาจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือนให้กับประชากรทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นบุคลากรของภาครัฐรัฐวิสาหกิจ และผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ซึ่งมีกลไกดูแลอยู่ นายสมคิดกล่าวว่า คงต้องกู้ยันตาย
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แจกเงินเกษตรกรอยู่ระหว่างหารือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง กำลังทำงานกันอยู่เพื่อให้ครอบคลุมและรัดกุม
          ขอ1เดือนปลดล็อกธุรกิจ
          นายสมคิดกล่าวว่า ในการกู้เงินของไทยนั้นแม้จะกู้สูงถึง 1 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพียังไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ 60% ของจีดีพี จากขณะนี้อยู่ระดับกว่า 41-42% ของจีดีพี ซึ่งเงินกู้ต้องนำมาใช้อย่างระมัดระวัง ส่วนในเดือนพฤษภาคมนั้นจะกู้เท่าไหร่ คงต้องดูว่าจะมีข้อเสนอขอใช้เงินมาเท่าใดการกู้เงินกับงบประมาณนั้นเป็นจังหวะเวลา เมื่องบประมาณหมด จะมีเงินกู้มาเสริม
          "ขณะนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ ไทยต้องไปรอดแน่นอน ทุกมาตรการออกมาในจังหวะที่ดี แต่ทุกคนต้องรับผิดชอบ ต้องทำงานตามขั้นตอน ช่วงนี้ทุกคนต้องฝ่าไปให้ได้ ล่าสุดมีข่าวดีผู้ติดเชื้อลดลงเหลือไม่ถึง 30 รายต่อวันแล้ว ถ้าอดทนอีก 1 เดือน สถานการณ์จะดีขึ้น ดังนั้นไม่อยากให้รีบปลดล็อก ซึ่งเมื่อวันที่ 15 เมษายน หารือกับภาคเอกชนว่าถ้ารีบปลดล็อกแล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งมาใหม่ ต้องเริ่มกันใหม่ ตรงนี้จะรับไหว" นายสมคิดกล่าว
          คลังเช็กสิทธิจาก3ภาพถ่าย
          นายลวรณ แสงสนิท โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนรับเงินเยียวยา 5 พันบาท ผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com ล่าสุด 27.5 ล้านคน จ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว 3.2 ล้านคน เป็นเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในวันที่ 19 เมษายน จะคัดกรองคนที่ลงทะเบียนได้ครบทั้งหมด และเปิดให้ทบทวนสิทธิในกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินในวันที่ 20 เมษายน คาดว่าจะมีผู้ขอทบทวนสิทธิกว่า 1 ล้านคน
          นายลวรณกล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน หารือกับกระทรวงมหาดไทย ทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อให้มาช่วยคัดกรองกลุ่มที่ขอทบทวนสิทธิ เช่น เมื่อมีการขอทบทวนสิทธิในวันที่ 20 เมษายน คัดรายชื่อแยกเป็นรายจังหวัดส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 21 เมษายน ไปช่วยคัดกรองผู้ขอทบทวนสิทธิ ซึ่งผู้ว่าฯ จะหารือกับคลังจังหวัด ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ให้ช่วยกันลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลของผู้ทบทวนสิทธิ
          นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ ในการเข้าไปตรวจสอบสิทธิ ผู้ที่ลงไปตรวจสอบใช้ภาพถ่าย 3 ภาพ คือ รูปถ่ายของผู้ทบทวนสิทธิ รูปถ่ายกับบัตรประชาชน และรูปถ่ายแสดงเป็นหลักฐานการทำงานของคนที่ขอทบทวนสิทธิ โดยหลักฐานทำงาน เช่น รูปถ่ายกับร้านค้า หรือรูปถ่ายเป็นเอกสารว่าเป็นทำงานในร้านค้านั้นจริง เช่น ค่าเช่าแผง หรือหลักฐานการรับเงินเดือนในส่วนของลูกจ้าง
          17เม.ย.ประชุมคณะปลัดดูแลโควิด
          นายลวรณกล่าวว่า ส่วนประชาชนตกหล่น เช่น ไม่มีมือถือ ไม่ใช่เกษตรกร และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม คาดว่ามีประมาณ 10% ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังดูว่าจะช่วยอย่างไร และหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลด้าน ผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัส โควิด-19 ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และมีคณะกรรมการปลัด 10 กระทรวง นัดหารือวันที่ 17 เมษายน เวลา 13.30 น. ที่กระทรวงการคลัง ที่ประชุมหารือกันว่าจะดูแลในกลุ่มที่ตกหล่นอย่างไร
          "คาดว่าทางปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อาจจะนำเสนอในส่วนของการดูแลคนพิการ คนสูงอายุ ส่วนเรื่องช่วยเหลือเกษตรกรนั้นกำลังดูว่าจะช่วยอย่างไร มีแนวทางอย่างไรบ้าง" นายลวรณกล่าว
          เชื่อมั่นเอกชนมี.ค.วูบหนักสุด
          นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยของเดือนมีนาคม 2563 โดยสำรวจหอการค้าทั่วประเทศ 360 ตัวอย่าง วันที่ 23-27 มีนาคม 2563 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนทุกรายการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเดือนมีนาคม ค่าดัชนีอยู่ที่ 37.5 ลดจากอยู่ที่ 44.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นดัชนีต่ำลดนับจากที่ทำการสำรวจมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 หรือต่ำสุดในรอบ 9 ไตรมาส ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่อสถานการณ์ปัจจุบันลดจาก 42.8 มาอยู่ที่ 33.1 และดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่ออนาคตลดลงจาก 47.0 มาอยู่ที่ 41.9
          หั่นจีดีพีปี'63โอกาสลบ4.9%
          นายธนวรรธน์กล่าวว่า การแพร่ของไวรัส โควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศไทยและทั่วโลก ทางศูนย์พยากรณ์ฯจึงปรับลดประมาณการตัวเลขจีดีพีปี 2563 ติดลบ 3.4% ถึงลบ 4.9% จากเดิมคาดไว้โต 1.1% ภายใต้สมมุติฐานรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 3 การส่งออกลบ 8.8% ถึงลบ 12% จากเดิมคาดไว้ ลบ 1.1% เงินเฟ้อทั่วไปลบ 1% ถึงลบ 0.5% จากเดิมบวก 0.7%
          ทั้งนี้ หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ภายใต้สมมุติฐานไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 3 จีดีพีจะติดลบเพิ่มเป็น 8.8% ถือว่าหนักกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งจีดีพีลบ 7.6% ซึ่งในอดีตเป็นการล้มลงของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจทั่วประเทศหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะลดลงเหลือ 8-12 ล้านคน รายได้เหลือ 8 แสนล้านบาท จากคาดไว้ 1.3 ล้านล้านบาท ทำให้มีความเสี่ยงต่อการจ้างงานหายไป 10 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากการปิดกิจการชั่วคราว จากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ
          นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะที่การประเมินเศรษฐกิจโลก อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินติดลบ 3.4% แต่เชื่อว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะสามารถคลี่คลายช่วงไตรมาส 4/2563 ทำให้เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะฟื้นตัวได้ 5.8% ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจของนั้นแม้ปีนี้ติดลบแต่เชื่อว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นปลายไตรมาส 3/2563 หลังจากวิกฤตโควิด-19 ในเอเชียเริ่มมีทิศทางดีขึ้น และมาตรการเยียวยาระยะ 3 ของรัฐบาล วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ออกมาประคองเศรษฐกิจ
          สภานายจ้างเชียร์เปิดบางธุรกิจ
          นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น แนวโน้มคนติดและเสียชีวิตลดลง ก็เห็นด้วยที่จะมีการเปิดให้บริการบางธุรกิจ อาทิ ร้านเสริมสวย เป็นต้น มองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีการมั่วสุม แต่อาจต้องมีการดูแลเรื่องความสะอาดภายในร้านมากขึ้น หากมีการอนุญาตให้เปิดคาดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีคนประกอบอาชีพนี้กว่า 3.6 แสนคน ให้กลับมาประกอบอาชีพนี้ได้
          ไม่ใช่ร้านอาหารควรเปิดก่อน
          นายธนิตกล่าวว่า เห็นว่าอาชีพที่ควรมีการพิจารณาให้เปิด อาทิ ร้านขายโทรศัพท์ ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง และร้านขายเสื้อผ้า เป็นต้น
          "ผมค่อนข้างเห็นต่างจากหลายหน่วยงานที่มองว่า ควรมีการพิจารณาให้เปิดร้านอาหารช่วงนี้ แต่ผมมองว่ายังไม่ควรเพราะการที่จะควบคุมไม่ให้มีการมั่วสุมกันเป็นเรื่องที่ยาก ในเรื่องของการล้างภาชนะก็เป็นเรื่องที่มียังมีความกังวลอยู่ เพราะเราไม่รู้เลยว่าแต่ละร้านมีความสะอาดแค่ไหน มองว่าอยากให้ทุกฝ่ายอดทนอีกนิด รัฐบาลดำเนินการมาถูกทางแล้ว ยอดผู้ติดเชื้อมีการลดลงแล้ว แต่อยากให้จำนวนลดลงกว่านี้จำเหลือแค่ 10 คน หรือไม่มีเลย ตอนนั้น ถึงค่อยพิจารณาให้เปิดร้านอาหารให้นั่งทานในร้านได้ แต่ตอนนี้ใช่ว่าจะไม่มีการให้บริการเลย ยังมีการให้บริการอยู่แต่เปลี่ยนเป็นการให้ซื้อกลับบ้านแทน ถึงแม้รายได้จะหายไปแต่ก็ช่วยลดจำนวนการติดเชื้อได้" นายธนิตกล่าว
          นายธนิตกล่าวว่า การเปิดบางธุรกิจในช่วงนี้จะช่วยให้รัฐบาลลดภาระในการช่วยเหลือประชาชนลงได้ และจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูความชัดเจนของสถานการณ์ อยากให้มีความมั่นใจว่าสามารถควบคุมโรคได้ กลัวว่าหากรีบอนุมัติให้มีการเปิดให้บริการแล้วตัวเลขการติดเชื้อกลับมาสูงขึ้นอีกมองว่าไม่คุ้ม เพราะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลค่อยข้างใช้ยาแรงมาเกือบหมดแม็ก เรียกได้ว่าในหลายธุรกิจโดยเฉพาะท่องเที่ยวค่อนข้างที่จะเจ็บตัวอย่างมาก จึงอยากให้มีความั่นใจอีกนิดก่อนที่จะตัดสินใจ เพื่อที่จะให้ทุกธุรกิจฟื้นตัวไปพร้อมๆ กัน
          จี้รัฐเว้นภาษีช่วยต่ออายุกิจการ
          นายธนิตกล่าวว่า นอกจากนี้ อยากเสนอแนะภาคเอกชนเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอบางข้อ อาทิ เรื่องการเสนอให้ภาครัฐยกเว้นภาษีนิติบุคคล ให้กับ ผู้ประกอบการหรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น เช่น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นต้น หากธุรกิจใดยังพอมีกำไรก็ไม่อยากให้มีขอลดหย่อนภาษีอยากให้มีการจ่ายตามปกติ เพื่อที่จะได้ช่วยรัฐให้ได้มีรายรับจากส่วนนี้ต่อไป
          ออมสินคาดกู้ฉุกเฉิน2แสนราย
          นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสินเปิดให้บริการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) 2 ประเภท คือ สินเชื่อผู้มีอาชีพอิสระ วงเงินกู้สูงสุด 10,000 บาท และสินเชื่อผู้มีรายได้ประจำ วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท โดยให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th นั้น ปรากฏว่ามีลูกค้าและประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมากอย่างพร้อมเพรียงกันมากกว่าที่ธนาคารประเมินไว้ ส่งผลให้ระบบเครือข่ายการสื่อสารของเว็บไซต์ธนาคาร ซึ่งเป็นช่องทางการเข้าระบบลงทะเบียนเกิดความขัดข้อง ทั้งนี้ แม้ว่าสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ธนาคารออมสินใช้บริการจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของธนาคาร จะได้ให้การสนับสนุนและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิดแล้วก็ตาม
          นายชาติชายกล่าวว่า การลงทะเบียนวันที่ 16 เมษายน เปิดให้ยื่นกู้ออนไลน์ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ปรากฏว่ายังมีผู้เข้าลงทะเบียนพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าวันที่ 15 เมษายน กว่า 1 เท่าตัว แต่ระบบสามารถรองรับการเข้ามาลงทะเบียนได้ โดยเมื่อผ่านไปถึงเวลา 14.30 น. ระบบได้อนุมัติการยื่นกู้ไปแล้ว 148,076 ราย แบ่งเป็นสินเชื่อ ผู้มีอาชีพอิสระ 73,624 ราย สินเชื่อผู้มีรายได้ประจำ 74,452 ราย คาดว่าภายในเย็นนี้จะมีผู้ลงทะเบียนเกินกว่า 200,000 ราย
          รอลงทะเบียนกว่า6ล.ทำระบบอืด
          "เมื่อเช้าวันที่ 16 เมษายน ได้เห็นรายงานจำนวนผู้สนใจเข้าเว็บไซต์ธนาคารออมสินเพื่อลงทะเบียนนี้มีมากถึงกว่า 6 ล้านคน ซึ่งระบบก็พร้อมรองรับ และยังไม่รวมช่องทางที่เปิดเพิ่มขึ้นผ่านลิงก์เข้าสู่ระบบการลงทะเบียนยื่นกู้ออนไลน์อีกช่องทางหนึ่งโดยไม่ผ่านเว็บไซต์ธนาคาร ซึ่งมีคนเข้าลงทะเบียนอีกหลายแสนรายที่ระบบสามารถทยอยรับเรื่องได้ด้วยการจัดเป็นคิว แม้อาจจะช้าเล็กน้อย โดยระบบการลงทะเบียนนี้เปรียบเสมือนเดินเข้าสาขายื่นกู้สินเชื่อ แล้วมีคนเข้ามายื่นกู้จำนวนมาก เมื่อระบบรับเรื่องแล้วจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลต่างๆ เบื้องต้น ของผู้กู้ทันทีซึ่งใช้เวลาก่อนจะอนุมัติ โดยขั้นตอนนี้อำนวยความสะดวกให้โดยไม่ต้องไปสาขา ถ้าผู้ยื่นกู้ทำรายการเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนั้นก็ให้รอรับข้อความ SMS เพื่อให้ไปที่สาขาตามนัดหมายต่อไป ขณะเดียวกัน ธนาคารจะเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเพื่อการรองรับการลงทะเบียนจำนวนอย่างต่อเนื่องให้สามารถรองรับการยื่นเรื่องได้รวดเร็วขึ้นอีก" นายชาติชายกล่าว
          นายชาติชายกล่าวว่า ขอฝากถึงผู้ลงทะเบียนว่าไม่ต้องเร่งรีบยื่นกู้ เนื่องจากสินเชื่อ 2 ประเภทนี้เปิดให้บริการถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ธนาคารเข้าใจถึงปัจจัยการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือด้วยมาตรการเร่งด่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เช่น เงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท ขณะที่ธนาคารออมสินเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยเงินกู้ที่ผ่อนปรนเงื่อนไขกว่าสถานการณ์ปกติ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการช่วยบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนและลูกค้าของธนาคารเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องนี้จะช่วยได้อีกทางหนึ่ง
          ธ.ก.ส.เผยยอดกู้กว่า6แสนราย
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยอดลงทะเบียนขอสินเชื่อฉุกเฉินผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน รวม 516,999 ราย แบ่งเป็น ธ.ก.ส.ลงผ่านระบบ LINE Official BAAC Family ณ วันที่ 16 เม.ย.2563 เวลา 11.00 น. จำนวน 446,999 ราย วงเงินกู้ 4,460 ล้านบาท
          สำหรับในเวลา 17.00 น. ธ.ก.ส.รายงานว่ามีผู้ขอสินเชื่อแล้ว 642,400 ราย วงเงินกู้ 6,424 ล้านบาท
          ซื้อคืนหวยไม่ได้เสี่ยงผิดกม.
          นายธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ถึงข้อเสนอให้ซื้อคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการขายสลากที่ผ่านมานั้นไม่ให้มีการซื้อคืน เพราะจะสุ่มเสี่ยงต่อการดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายสลากกินแบ่งรัฐบาลระบุชัดว่าเงินจากการขายสลากต้องแบ่งเป็นรางวัล 60% รายได้เข้ารัฐ 23% และอีก 17% เป็นค่าบริหารจัดการ ซึ่งในค่าบริหารจัดการนี้จะมีการแบ่งกำไรให้ผู้ขายคิดเป็นสัดส่วน 12% ของราคาสลาก และหากเป็นองค์กรการกุศล องค์กรคนพิการได้รับส่วนแบ่งกำไรเพิ่มอีก 2% ดังนั้น สำนักงานสลากเหลือเงินเพียง 3% นำมาบริหารจัดการสลาก ดังนั้น หากซื้อคืนจะทำให้กระทบสัดส่วนที่กำหนดไว้และกฎหมายไม่ได้ระบุให้ซื้อคืน
          นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ในการทำสัญญากับผู้ค้าตามธรรมเนียมปฏิบัติทราบกันดีว่าเป็นการขายขาด และถ้าเหลือผู้ค้าต้องเก็บไว้เอง ที่ผ่านมามีข่าวผู้ค้าถูกรางวัลที่ 1 หลายครั้ง ตรงนี้ถือเป็นกลไกในการค้าสลากที่เคยปฏิบัติมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 มีการปิดห้าง ปิดสถานที่ต่างๆ ทำให้ไม่สามารถขายสลากได้ บอร์ดสลากมีการแก้ปัญหาด้วยการเลื่อนการออกสลากของงวดวันที่ 1 เมษายนออกไป เป็นวันที่ 16 พฤษภาคม ทำให้ผู้ค้าสลากมีเวลาขายมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ค้าสลากได้รับการช่วยเหลือจากเงินเยียวยา 5 พันบาท เป็นอาชีพอิสระอาชีพแรกๆ ที่กระทรวงการคลังประกาศให้ความช่วยเหลือ
          "การเลื่อนออกสลากเป็นการดำเนินการตามเป้าหมายของประเทศต้องการลดผู้ติดเชื้อโควิด-19 และบอร์ดสลากไม่ต้องการให้ผู้ค้าสลากเป็น กลุ่มแพร่เชื้อ รวมถึงรัฐบาลมีแนวทางการช่วยเหลือให้เงินเยียวยา 5 พันบาท ดังนั้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือในสถานการณ์ไม่ปกติพอสมควร" นายธนวรรธน์กล่าว
          นายธนวรรธน์กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุว่าคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจเลื่อนออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าตามกฎหมายบอร์ดสลากและผู้อำนวยการสลากมีอำนาจในการเลื่อนการออกรางวัลสลาก ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2562 ได้ให้คณะกรรมการสลากมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและวางนโยบายของสำนักงานสลากให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ เรื่องการออกรางวัล ระบุว่า วัน เวลา และสถานที่ การออกรางวัลให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด หากมีการเปลี่ยนแปลงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ เว้นแต่มีเหตุฉุกเฉินและจำเป็นให้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงได้แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ
          เร่งการบินไทยส่งแผนฟื้นฟู
          วันเดียวกัน ที่กระทรวงการคลัง นายสมคิดเปิดเผยภายหลังหารือกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง ถึงแนวทางแก้ปัญหาการบินไทยว่า การบินไทยเป็นสายการบินอยู่คู่กับไทยมานาน ประสบปัญหาการดำเนินงานมาตลอด ในช่วงมีโรคระบาดโควิด-19 เกิดขึ้นกระทบหนักหน่อย มุมมองของรัฐบาลอยากดูแลให้การบินไทยเป็นองค์กรที่แข็งแรงต่อไปได้ แต่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขการบินไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเข้มแข็งมากขึ้น โดยในการประชุมครั้งนี้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดอย่างไม่เป็นทางการ มีตัวแทนจากกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง เพื่อมาดูแลแนวทางเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการบินไทย ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
          "ในการแก้ปัญหาบินไทยทุกฝ่ายต้องร่วมกัน และการบินไทยต้องแสดงความสามารถออกมาว่าจะสามารถอยู่ได้ แข่งขันได้ เป็นสายการบินแห่งชาติของไทย ในอนาคตขึ้นอยู่กับการบินไทยว่าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงแข็งแรงขึ้น ซึ่งสถานะของการบินไทยตอนนี้เหนื่อยหน่อย แต่ถ้าร่วมมือกันทุกฝ่ายน่าจะไปได้" นายสมคิดกล่าว
          โยน'คนร.'ทบทวนสถานะ
          เมื่อถามว่ารัฐบาลวางเป้าหมายให้การบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไปไปหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า คณะทำงานดูกันต่อไป และอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ว่าทิศทางของการบินไทยควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งแผนออกมาต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งแผนแล้วเสร็จเมื่อไหร่ขีดเส้นตามสภาพคล่องการบินไทยยังมี และยืนยันว่าการบินไทยยังมีเงินที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน
          "ทุกฝ่ายอยากเห็นการบินไทย บินได้ ซึ่งต้องอยู่ที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่จะช่วยฟื้นฟูการบินไทยรวมถึงตัวพนักงานการบินไทยต้องร่วมมือกันด้วย" นายสมคิดกล่าว
          นายอุตตม กล่าวถึงกรณีมีข่าวการขายหุ้นการบินไทยให้เอกชนว่า ทางคลังไม่ได้มีหารืออะไรเรื่องนี้ คงต้องรอแผนจากฝ่ายบริหารการบินไทย ร่วมทำกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการขายหุ้นกับใคร ส่วนเรื่องสภาพคล่องนำมาเสริมนั้นคงต้องรอดูแผนที่จะเสนอมาก่อน
          "ในเรื่องการถือหุ้นการบินไทยของกระทรวงการคลัง คงต้องดูแผนออกมา มีเรื่องยุทธศาสตร์เดินไปข้างหน้า การเงิน บุคลากร ภาพออกมาเป็นภาพรวม คงไม่สามารถพูดเป็นส่วนๆ ได้" นายอุตตมกล่าว
          สัปดาห์หน้าเห็นความชัดเจน
          นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีข่าวการจ่ายเงินเดือน พนักงานการบินไทยที่มีข่าว มีสภาพคล่องจ่ายเงินเดือนถึงเดือนเมษายนว่า ไม่มีปัญหาอะไร มีทางออก โดยรายละเอียดจะชัดเจนในสัปดาห์หน้า ถ้าเดินตามแผนได้การบินไทยจะกลับมาแข็งแรง
          ลดค่าบริการโทรถกต่อรอบ3
          ที่สำนักงาน กสทช. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) 5 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นครั้งที่สอง ถึงมาตรการในการลดอัตราค่าบริการเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ข้อสรุปตกลงร่วมกันแล้ว โดยเชื่อว่าจะเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแน่นอน เพียงแต่ตัวแทนโอเปอเรเตอร์ แต่ละรายขอนำมาตรการที่ได้ข้อสรุปจากการหารือร่วมกันกลับไปหารือกับผู้บริหารเพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้ง หากให้ความเห็นชอบในวันที่ 17 เมษายน 2563 จะมีการแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้ง
          "โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 รายขอว่ายังไม่ให้ กสทช.เปิดเผยข้อมูลขณะนี้ เพราะหากมาตรการบางส่วนไม่เป็นไปตามนั้นอาจส่งผลกระทบต่อโอเปอเรเตอร์แต่ละรายได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับ กสทช.อย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าโอเปอเรเตอร์ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้จะยากเย็นอย่างไรเราก็ต้องหารือร่วมกันเพื่อช่วยเหลือประชาชนในผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน" นายฐากรกล่าว
          ชี้ราคาทองยังขาขึ้น
          นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า แนวโน้มภาพรวมราคาทองคำยัง ขาขึ้น เปิดตลาดวันที่ 16 เมษายน ปรับทันที 200 บาท ทำให้ทองแท่งขายออก (บาททองคำ) ละ 26,200 บาท รับซื้อ 26,000 บาท ส่วนทอง รูปพรรณ ขายออก 26,700 บาท รับซื้อ 25,529.44 บาท ส่วนทองสปอตอยู่ที่ 1,715 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยกรอบเคลื่อนไหว 1,710-1,725 เหรียญสหรัฐ ทำเกิดแรงเทขายและประชาชนตื่นตระหนกกระแสปิดร้านพักการซื้อขายชั่วคราว ยอมรับว่าร้านทองทั่วไปตึงตัวขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องปิดการซื้อขายชั่วคราว เพราะทองทั้งซื้อเข้าและขายออก
          "ตอนนี้ไม่มีเหตุผลไม่รับซื้อ เพราะมีกำไรทั้ง 2 ขา ร้านทองแม่ทองสุกยังเป็นผู้นำเข้าและส่งออกรายใหญ่ในตลาดทองคำไทยที่จะนำสภาพคล่องกลับเข้ามาในระบบ แม้ส่งออกยากแต่ยังทำได้บ้างไม่หมือนครั้งชุมนุมปิดสนามบิน เพราะยังมีบางสายการบินบริการเพื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ แต่สภาพคล่องอาจหายไปจากเดิมซื้อขายส่ง 1 วันได้รับเงินแล้ว แต่ขณะนี้ต้องรอ 7 วัน" นพ.กฤชรัตน์กล่าว
          นพ.กฤชรัตน์กล่าวว่า ราคาทองคำโลกมีทิศทางขาขึ้นโอกาสแตะสูงสุดเท่าปี 2554 ที่บริเวณ 1,930 เหรียญสหรัฐต่ออนซ์ ขณะนี้อยู่ที่ 1,720 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ต่างกัน 200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ต้องบอกว่าจะไม่ได้ไปไกลกว่านี้มากนัก เพราะขึ้น 200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์แล้ว แต่ก็ยังปัจจัยเสี่ยงอยู่ หากเทียบปี 2562 เคยปรับกว่า 21% คิดเป็นมูลค่า 300 เหรียญสหรัฐ ปีนี้อาจใกล้เคียงกัน
          หุ้นเอเชียดิ่ง-น้ำมันร่วงหนัก
          ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับลดลงต่อเนื่องอีกวันในวันที่ 16 เมษายน หลังตัวเลขแสดงสถานะและการคาดการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ตลาดโตเกียวปิดลดลงมากถึง 1.3 เปอร์เซ็นต์ ฮ่องกงปิดลบ 0.8 เปอร์เซ็นต์ ซิดนีย์ ลบอีก 0.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทเป ก็ลดลง 0.7 เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน
          ตลาดเกาหลีใต้แม้จะมีแรงส่งจากผลการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถปรับตัวในแดนบวกได้ปิดตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ตลาดเซี่ยงไฮ้ ปรับขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ และสิงคโปร์ก็ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.7 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน
          ราคาน้ำมันยังคงแกว่งตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้จะฟื้นตัวจากการร่วงลงต่อเนื่องหลายวันก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม โดยน้ำมันดิบชนิดเบรนท์เพิ่มขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 27.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอ ปรับขึ้น 0.1 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 19.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ เป็นระดับราคาต่ำที่สุดในรอบ 18 ปีต่อไป
          ราคาทองคำยังวิ่งไม่หยุด ราคาเปิดตลาดเมื่อวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 1,743.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ค่อยถีบตัวสูงขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดประจำวันที่ 1,761.20 ดอลาร์ต่อออนซ์ ก่อนอ่อนตัวลงมาปิดตลาดที่ 1,754.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 14.60 ดอลลาร์ หรือ 0.84 เปอร์เซ็นต์
          เอเชียทรุดหนักรอบ60ปี
          รอยเตอร์รายงานว่า นายรี ชางยง ผู้อำนวยการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยแนวโน้มผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกได้รับผลกระทบหนักหน่วงจนแทบยุติลงโดยสิ้นเชิงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี เพราะการแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อภาคบริการและกระทบต่อชาติที่เป็นเป้าหมายการส่งออกของประเทศในภูมิภาคไปพร้อมๆ กันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผลกระทบนี้จะหนักหน่วง ทั่วถึงและไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนอย่างชัดเจน คาดว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะไม่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเลยเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพดีกว่าภูมิภาคอื่นของโลก การขยายตัวเป็นลบ แต่คาดว่าจะมีการขยายตัวสูงถึง 7.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2021 ภายใต้สมมุติฐานว่าทั่วโลกสามารถควบคุมโควิด-19 ได้ แต่เตือนด้วยว่าการคาดการณ์ดังกล่าวนี้ไม่แน่นอนอย่างยิ่ง
          ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหามาตรการชนิดกำหนดเป้าหมายเพื่อบรรเทาผล กระทบต่อครัวเรือนและบริษัทต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดหนักหน่วงที่สุด คาดว่าในปีนี้จีนจะขยายตัวเพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวสูงและเร็วในปี 2021 ที่ 9.2 เปอร์เซ็นต์เพราะยังคงมีช่องทางใช้นโยบายการเงินและการคลังให้นำมาใช้ได้อีกมาก
          อังกฤษตกต่ำสุดรอบ300ปี
          รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 16 เมษายนนี้ว่า สำนักงานเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณแห่งอังกฤษ (บีอาร์ซี) เผยแพร่ผลการสำรวจยอดค้าปลีกของอังกฤษในช่วงระหว่าง 2 สัปดาห์แรกของการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ เริ่มตั้งแต่ 23 มีนาคม-4 เมษายนที่ผ่านมาว่า ส่งผลให้ยอดค้าปลีกลดฮวบลง 27 เปอร์เซ็นต์
          นางเฮเลน ดิคคินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบีอาร์ซี ระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้เศรษฐกิจรวมของประเทศลดลงมากอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึง 35 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสที่ 2 ระหว่างเมษายน-มิถุนายนนี้ และจะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตของประเทศทั้งปีลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการลดลงรายปีที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 300 ปี
          หุ้นไทยร่วงลบ35.95จุด
          ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นไทยวันที่ 16 เมษายน พบว่า เคลื่อนไหวในแดนลบ เปิดตลาดเช้า 1,236.10 จุด ปิดตลาดบ่าย 1,200.15 จุด ลดลง 35.95 จุด หรือ 2.91% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 59,613.37 ล้านบาท แบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 4,473.14 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 608.93 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 2,255.19 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 6,119.40 ล้านบาท
          นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า หุ้นไทยปิดในแดนลบ เนื่องจากเข้าสู่การพักฐาน และมีปัจจัยกดดันทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ทิศทางราคาน้ำมันลดต่อเนื่อง การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 นักลงทุนรอการประกาศงบของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย และการปรับลดประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่าจีดีพีโลกปี 2563 ลบ 3% จากเดิมบวก 3.3% ถือว่ารุนแรงกว่าวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 และแย่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรปปี 2472 ส่วนจีดีพีไทยคาดลบ 6.7% ถือว่าแย่สุดในภูมิภาคเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่อาจประเมินได้ว่าจุดเลวร้ายจบลงได้ในช่วงใด