SKYชี้โควิด-19จบธุรกิจโตโดดความต้องการล้น-ลุยชิงงานอื้อ

ทันหุ้น-สู้โควิด - SKY เชื่อหลังโควิด-19 จบธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มเติบโตก้าวกระโดด หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จัดทัพเดินหน้าประมูลงานใหม่ทั้งภาครัฐ-เอกชน ต่อเนื่อง ปักเป้ารายได้ปี 63 โตไม่ต่ำกว่า 50% ตุนแบ็กล็อกแน่น 3 พันล้านบาท จ่อบุ๊กเข้ากระเป๋าปีนี้ 1.5-1.8 พันล้านบาท
          นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ผู้นำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัย ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทคาดหลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จบลง คาดผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซโลจิสติกส์ หรือลูกค้ากลุ่มอื่น จะหันมาใช้ดิจิตอลแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคและผู้ประกอบการปรับพฤติกรรมมาใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น ทั้งนี้หากแนวโน้มการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเติบโตขึ้น คาดทิศทางธุรกิจของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพฤติกรรมของผู้บริโภค
          ลุยชิงงานรัฐ-เอกชนต่อ
          และบริษัทจะเริ่มดีไซน์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่บริษัทให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เช่น AOT AIRPORTS Application ซึ่งบริษัทเป็นผู้พัฒนาระบบให้กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT คาดจะเห็นการใช้บริการเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 สงบลง และจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศในระดับปกติ
          อย่างไรก็ดีบริษัทประเมินทิศทางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดทั่วประเทศ รวมถึงในประเทศไทย คาดจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และการประมูลงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งบริษัทจะเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่ โดยงานหลักจะมาจากภาครัฐ 90% และส่วนที่เหลือจะมาจากภาคเอกชน 10% สำหรับภาคเอกชนคาดจะเปิดให้บริษัทเข้าประมูลได้ประมาณกลางปีนี้ เป็นต้นไป
          ส่วนภาพรวมการเติบโตในปี 2563 บริษัทประเมินธุรกิจ และผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2562 ได้ตามแผน คาดจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50%  เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 4.1 พันล้านบาท จากการรับรู้งานในมือ หรือแบ็กล็อกที่มีอยู่ราว 3 พันล้านบาท คาดจะทยอยรับรู้เป็นรายได้เข้ามาในปีนี้ราว 1.5-1.8 พันล้านบาท
          ดันรายได้แตะหมื่นล.
          และภายในระยะเวลา 5 ปี (2563-2567) บริษัทตั้งเป้ารายได้จะเติบโตมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท  และมีโครงสร้างรายได้กระจายเข้าสู่งานภาคเอกชนมากขึ้นคาดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50% ประกอบด้วยธุรกิจดิจิตอลแพลตฟอร์มและสมาร์ทซีเคียวริตี้ส่วนรายได้จากโครงการภาครัฐจะลดลงมาอยู่ที่ราว 50% จากปัจจุบันอยู่เกือบ 90% โดยบริษัทจะขยายฐานภาคเอกชนมากขึ้น
          สำหรับงานภาคเอกชนที่บริษัทจะเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้า จะเป็นงานในกลุ่มสมาร์ทซีเคียวริตี้เป็นหลัก โดยบริษัทจะเข้ารับงานให้กับอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท SenseTime จากประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของโลก และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้นำของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี AI พร้อมกันนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจสมาร์ทซีเคียวริตี้ปี 2563 ไว้ที่ 300 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทจะพยายามผลักดันธุรกิจกลุ่มนี้ให้เติบโตเพิ่มขึ้น เพื่อหาฐานรายได้ประจำเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ