ส่องมาตรการดีอีเอสสู้ภัยโควิด-19

ดีอีเอสผุดมาตรการสู้ภัยโควิด-19 หนุน 2 แอปพลิเคชัน รายงานกลุ่มเสี่ยงติดโควิด-19 พร้อมอัปเดตสถานการณ์โรคแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันยังได้จับมือเอกชนสร้างแพลตฟอร์มทำงานออนไลน์ที่บ้านเอื้อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไม่ต้องออกจากบ้าน ปรับงบประมาณกระทรวงดีอีเอส ยกเลิกอีเวนต์เน้นงบประมาณสอดรับโควิด-19
          ทันทีที่มีการระบาดของโควิด-19 การหยุดเชื้อด้วยการอยู่บ้านจึงเป็นวิธีที่สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อได้ดีที่สุด ดังนั้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการทำงานรวมถึงการติดตามประชาชนกลุ่มเสี่ยงโควิด-19  ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  จึงกลายเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวเพื่อลดการแพร่เชื้อและลดการรวมกลุ่มกัน
          ผุดแอปฯตามติดโควิด-19
          คำสั่งของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้สิ่งแรกที่กระทรวงดีอีเอสต้องเร่งทำคือการติดตามผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ คือ การเลือกแอปพลิเคชันในการติดตามดังกล่าว ซึ่งจากนโยบายเร่งด่วนและโรคระบาดที่รอ ไม่ได้ "พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส จึงตัดสินใจหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรม ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) ในการเลือก แอปพลิเคชัน AOT Airports เพื่อสะดวกในการติดตามตัว หากมีการตรวจพบโควิด-19  ก่อนออกจากจุดตรวจคนเข้าเมือง
          นอกจากนี้ได้ปรับปรุงการใช้งาน เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยมอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้ติดตามตัวประชาชนที่เดินทางกลับจาก กทม. และปริมณฑลไปยังภูมิลำเนาของตนเอง หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้ออก คำสั่งให้ทุกจังหวัดลงไปสำรวจข้อมูลประชาชน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนหน้านี้ ช่วยให้การกักกันตัวเอง (Self quarantine) มีประสิทธิภาพมากขึ้น เริ่มนำร่องที่ จ.บุรีรัมย์ เป็นแห่งแรก มีขั้นตอนคือ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปพบกับ บุคคลกลุ่มเสี่ยงที่กลับมาจาก กทม.ถึงที่บ้าน และให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันดังกล่าว จากนั้นระบบจะแจ้งเตือน 3 ครั้งภายใน 12 ชม. เพื่อให้บุคคลนั้นระบุสถานที่กักกันตัวเอง
          เมื่อระบุสถานที่กักกันตัวเองแล้ว ผู้ใช้จะต้องกักตัวเองอยู่ในพื้นที่ 14 วัน และทุกวันต้องรายงานตัวผ่านระบบ ด้วยการถ่ายรูป 3 เวลา คือ 10.30 น., 14.30 น. และ 18.00 น. เจ้าหน้าที่จะเห็นสัญลักษณ์สีเขียวว่าได้ดำเนินการแล้ว ถ้าไม่ทำตามกำหนด ระบบจะแจ้งเตือนผู้ใช้ทุกชั่วโมง และหากผู้ใช้ออกจากสถานที่กักกันเกิน 50 เมตร จะปรากฏสัญลักษณ์สีส้ม, ผู้ใช้ไม่รายงานตัว สัญลักษณ์จะเป็นสีแดง, ผู้ใช้ปิดแอป สัญลักษณ์จะเป็นสีเทา ทำให้เจ้าหน้าที่รู้ข้อมูลและลงไปตามหาตัวในพื้นที่ได้ทันที
          แอปพลิเคชันดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผนที่ทั้งประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละจังหวัดจนถึงระดับพื้นที่ได้ โดยแต่ละพื้นที่ยังระบุชื่อและสถานะของผู้ใช้งานซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้อย่างละเอียด จึงช่วยให้ส่วนกลาง รวมไปถึงผู้ว่าฯ นายอำเภอ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ติดตามตัวและรู้ข้อมูลของผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองที่ประจำจุดตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ใช้ในการตรวจสอบว่าบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้รายงานตัวและกักกันตัวเองครบ 14 วันแล้ว ตามมาตรฐานการควบคุมโรคแล้วหรือไม่ได้อีกด้วย
          นอกจากนี้กระทรวงฯ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สตาร์ทอัป และอินฟลูเอนเซอร์ ยังพัฒนาเว็บไซต์ ThaiFightCOVID (https://thaifightcovid.depa.or.th/) เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลภาครัฐเกี่ยวกับโควิด-19 ที่ผ่านการยืนยันจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ให้สามารถตามติดสถานการณ์ได้รอบด้าน โดยข้อมูลหลักๆ ประกอบด้วย 4 ส่วน  ได้แก่ 1. รายงานสถานการณ์ จำนวนผู้ติดเชื้อ รักษาหาย และ เสียชีวิต อัปเดตทุกวันทันทีที่ได้รับข้อมูลสรุปจากกรมควบคุมโรค 2. ร่วมค้นหาหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และถังออกซิเจน มีรายชื่อร้านค้า ร้าน 7-11 และร้านขายยา 3. รายชื่อและพิกัดที่ตั้งโรงพยาบาลที่รับตรวจโควิด-19 และ 4. แหล่งรวมดิจิทัลสู้ภัยโควิด-19 ซึ่งระยะต่อไปจะมีการเปิดช่องทางให้ประชาชนส่งคำถามเข้ามา ตลอดจนระบุพิกัดพื้นที่ซึ่งเคยพบการติดเชื้อโควิด-19 โดยอ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยโดยกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลทั้งหมดจะนำเสนอให้ดูง่าย และมีการอัปเดทแผนที่แบบเรียลไทม์
          หนุนแพลตฟอร์มทางานที่บ้าน
          "พุทธิพงษ์" กล่าวว่า อีกสิ่งที่สำคัญในการป้องกันการ แพร่กระจายของเชื้อคือการสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ทำงานที่บ้านด้วยแพลตฟอร์ม work from home โดยสำนัก งานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ สดช. เป็นผู้ประสานงานการทำงาน เพื่อนำเครื่องมือของเอกชน ไมโครซอฟท์ ซิสโก้ และกูเกิล และแพลตฟอร์มประชุมทางไกล แคท คอนเฟอเรนซ์ ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ล่าสุดจากข้อมูล ณ วันที่ 30 มี.ค. 2563 มีจำนวนหน่วยงานลงทะเบียนจำนวน 728 หน่วยงาน รวมจำนวนผู้ขอใช้งาน 599,624 Users
          ปรับงบประมาณยกเลิกอีเวนต์
          เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2563  กระทรวงดีอีเอสได้นำร่องประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลกับหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด กระทรวงฯ หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปรับรายละเอียดงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. ที่ผ่านมา และเป็นไปตามมาตรการด้านการงบประมาณ
          เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค
          ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และ
          สถานการณ์ภัยแล้ง
          ด้วยการมอบหมายแนวทางให้กับผู้บริหารของ
          หน่วยงานในสังกัดทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ กรม
          อุตุนิยมวิทยา, สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัล
          เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.),
          สำนักงานสถิติแห่งชาติ
          (สสช.), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)
          และสำนักงานพัฒนา
          ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ไปทบทวนการใช้งบประมาณ และจัดทำโครงการต่างๆ โดยมุ่งสร้างให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงาน จ้างผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อย
          ทั้งนี้ จะมีการดำเนินการตามหลักการของมติ ครม. ที่ผ่านมาในเรื่องรายจ่ายประจำ ซึ่งจะปรับลดลง 10% และนำงบส่วนนั้นไปใช้จัดจ้างผู้ประกอบการรายย่อย สร้างการจ้างงาน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และภัยแล้ง อีกทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ มีนโยบายชัดเจนให้งดการเดินทางในสถานการณ์ช่วงนี้ หาก หน่วยงานใดมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องเสนอโครงการในการบรรเทาผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 และภัยแล้ง สามารถเสนอของบประมาณเพื่อขอใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางกรณีฉุกเฉินและจำเป็นโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน
          สำหรับการปรับรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มุ่งเน้นให้แต่ละหน่วยงานปรับปรุงคำเสนอของบประมาณและโครงการ 1. ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ คำนึงถึงสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีความรุนแรงและยาวนาน 2. ไม่ควรเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่จัดสรรไว้ สำหรับรายจ่ายผูกพันตามสัญญา ตามมติ ครม. ไปเป็นรายการอื่น 3. รักษาสัดส่วนรายจ่ายลงทุนให้อยู่ในระดับที่ ครม.เห็นชอบในภาพรวม และ 4. ไม่ควรเพิ่มรายการใหม่ที่มีภาระผูกพันงบประมาณในปีต่อๆ ไป
          หน่วยงานแรกที่ขานรับนโยบายก่อนคือ ดีป้า ได้ประกาศยกเลิกงาน บิ๊กแบงก์ ปีนี้ เพื่อนำงบประมาณไปสนับสนุนสตาร์ทอัปให้สู้กับภัยโควิด-19 ซึ่ง ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า จะใช้งบประมาณ 90 ล้านบาท ในการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล depa Digital Startup Fund ตั้งเป้า ส่งเสริมทั้งสิ้น 47 ราย ครอบคลุม 6 เทคโนโลยีตอบโจทย์ประเทศไทย ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เทคโนโลยีเพื่อการเงิน และการธนาคาร และเทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐรวมถึง การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและจะมีการเตรียมแผนปล่อยมาตรการเพื่อสู้ภัยโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ทั้งสำหรับกลุ่ม SMEs ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ชุมชน เกษตรกร บุคลากรดิจิทัล คนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าเกษียณอายุตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย