น้ำมันดิบพุ่ง-เคอร์ฟิว ดันดัชนีแหวกกระแสซบ สมาคมนักวิเคราะห์ชู 5 หุ้นเด่น ADVANC-RATCH นำทีม

 ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาปิดร้อนแรง บวก 32.76 จุด (ปิด 1,138.27 จุด) เปลี่ยนแปลง 2.96% หุ้นกลุ่ม ปตท.นำทีม PTT PTTEP PTTGC และ TOP หลังราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าทะยานบวกกว่า 9-10% และตอบรับกับมาตรการเคอร์ฟิวเพื่อสกัดโควิด-19 ที่เริ่มเข้มขึ้น ส่วนวันนี้อาจมีอัพไซด์จำกัด ด้านสมาคมนักวิเคราะห์ เผย 5 หุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันมากสุด คือ ADVANC-CPALL-CPF-INTUCH และ RATCH เป้าดัชนีสิ้นไตรมาส 2 ที่ 1,118 จุด ส่วนทั้งปีอาจทำจุดต่ำสุด 954 จุด EPS Growth เฉลี่ยทั้งปี -9.93%
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีปิดตลาดวานนี้ (2 เม.ย.) ที่ระดับ 1,138.27 จุด เพิ่มขึ้น 32.76 จุด (+2.96%) มูลค่าการซื้อขาย 69,237.21 ล้านบาท โดยดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ ทำระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 1,142.47 จุด และทำระดับต่ำสุด 1,105.31 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้น และมาตรการสกัดโควิด-19 ที่เริ่มเข้มขึ้น โดยเฉพาะที่เตรียมนำมาตรการเคอร์ฟิวมาใช้
          นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้รีบาวด์ตามเซนติเมนท์บวกจากตลาดต่างประเทศ โดยตลาดในยุโรปที่เทรดบ่ายวานนี้ปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สที่บวกได้เกือบ 2% รับแรงหนุนจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่ช่วยประคองตลาดฯไว้ หลังจากที่มีข่าวว่า ทางการจีนกำลังดำเนินการตามแผนในการซื้อน้ำมันเข้าคลังสำรองฉุกเฉิน ทำให้ราคาน้ำมันฟิวเจอร์สรีบาวด์ขึ้นมา 9-10%
          ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มพลังงานขึ้นมานำตลาดฯ แต่ก็มองว่ากลุ่มพลังงานขึ้นมาตอบรับในทางบวกมากเกินไป จากแรงเก็งกำไรทำให้ดีดตัวแรง อย่างหุ้น TOP ที่ปรับขึ้นชนซิลลิ่ง อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งวานนี้ติดตามยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐฯ
          สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันนี้ (3 เม.ย.) ตลาดฯคงจะมีอัพไซด์จำกัด พร้อมให้แนวรับ 1,113-1,110 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,150-1,164 จุด
          บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดว่า หุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวชั่วคราวจากอานิสงส์การผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบเต็มที่ของธนาคารสำคัญของโลก ทั้งการลดดอกเบี้ยลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาล เพื่อพยุงเศรษฐกิจและลดความปั่นป่วนในตลาดการเงิน
          นอกจากนี้ รัฐบาลในหลายประเทศยังทยอยออกมาตรการเยียวยาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย โดยมองเป้าดัชนีหุ้นไทยในรอบนี้น่าจะฟื้นตัวจำกัดที่บริเวณ 1,140-1,200 จุด อิงมาจากปัจจัยทางเทคนิคที่เคยเป็นโซนจุดต่ำและจุดสูงหลายครั้งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา
          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมองว่าหุ้นไทยมีโอกาสจะฟื้นตัวได้ แต่ต้องยอมรับว่าความผันผวนก็ยังสูงอยู่ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง
          สมาคมนักวิเคราะห์ยก 5 หุ้นเด่น
          ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นยังผันผวนจากปัจจัยโรคโควิด-19 อยู่นั้น สมาคมจึงได้รวบรวม 5 หุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์มีความเห็นและแนะนำตรงกันมากที่สุด มีดังนี้
          1.ADVANC โดยมีปัจจัยสนับสนุน จากการที่ราคามีการปรับตัวลดลงไตรมาสก่อนหน้านี้ และภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตามมองว่า นโยบายการให้ทำงานที่บ้าน (work from home) ของผู้ประกอบการ จะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยคาดว่าการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ประเมินรายได้จากการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มขึ้น 10-20% ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2
          2.CPALL มีประเด็นสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ให้เงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และอาจสามารถต่ออายุของมาตรการได้หากเห็นสมควร ซึ่งร้านค้าปลีกโดยเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีการจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขาย โดยเน้นส่งถึงที่ แบบเดลิเวอรี่ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้
          3.CPF โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/2563 ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการประกาศการลงทุนในธุรกิจ Tesco Lotus ของประเทศไทยและมาเลเซียซึ่งถือเป็น hypermarket อันดับหนึ่งของทั้งสองประเทศ
          4.INTUCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจากโควิด-19 และมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีการจ่ายปันผลที่ดี
          และ 5.RATCH มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีการปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ จากภาวะตลาด ทำให้ราคาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยมองว่าหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสน้อยกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับอัตราเงินปันผลอยู่ที่ 4.19%
          ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นไตรมาส 2/2563 จะอยู่ที่ระดับ 1,118 จุด โดยมีมุมมองว่าในช่วงไตรมาส 2/2563 ดัชนียังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางลบ และแกว่งตัวในกรอบเหมือนกับในไตรมาส 1/2563
          สำหรับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อดัชนี ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่มีผลสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของไทย
          ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2563 จะอยู่ที่ 1,276 จุด โดยมองว่าตั้งแต่ในช่วงสิ้นเดือน เม.ย. ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำจุดสูงสุดที่ 1,201-1,300 จุด และคาดว่าจะทำจุดต่ำสุดในระดับ 954 จุด
          โดยปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ได้แก่ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่วนปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
          ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดการณ์ว่า EPS Growth สิ้นปี 2563 จะเฉลี่ยอยู่ที่ -9.93% นอกจากนี้ ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนมีความเห็นส่วนใหญ่แนะนำให้ถือเงินสด หรือเงินฝากระยะสั้น