ทะลุ20ล้าน ลงทะเบียน5พัน

 ดีเดย์จ่าย8เม.ย.คลังโต้ถังแตก
          ยอดลงทะเบียน "เราไม่ทิ้งกัน" ทะลุ 20 ล้านคนขอเงิน 3 แสนล้านบาทแล้วขุนคลังย้ำคลังไม่ถังแตก มีเงินจ่าย ชี้รอตรวจข้อมูลให้ชัดเจนประเดิมจ่ายแน่ 8 เม.ย.นี้ ส่วนรัฐบาลจ่อออกพ.ร.บ.โอนเงิน-พ.ร.ก.กู้เงินสู้โควิด-19 "สมคิด" หนีบคลัง-ธปท.-กลต.ถก "บิ๊กตู่" แย้มออกมาตรการชุด 3 ช่วย 3 ด้าน โต้ไม่ต้องกู้ไอเอ็มเอฟ เนื่องจากเงินสำรองยังสูง บอร์ดดีอีให้กสทช.โยกเงินกองทุน 3,000 ล้าน ให้เน็ตประชาชนฟรี 1 เดือน แจกเงินช่วยผู้พิการรายละ 1,000 บาท พร้อมพักหนี้ 1 ปี
          ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 12.15 น. วันที่ 30 มี.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำรมว.คลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขา ธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ว่าได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานถึงการเตรียมความพร้อมในการออกมาตรการชุดที่ 3 เพื่อเยียวยาและดูแลระบบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ซึ่งนายกฯ เห็นด้วย และกระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นมาตรการชุดใหญ่ ใช้งบประมาณและเงินกู้ในส่วนแรกจะให้ทุกหน่วยงานตัดงบประมาณปี 63 ส่วนของตัวเอง 10% และออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ส่วนอีกก้อนจะออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินมาดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือทั้งประชาชน ผู้ประกอบการเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้
          "การตัดงบประมาณปี 63 จำนวน 10% นั้น อยากออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แต่เพื่อความสบายใจ จึงใช้วิธีการออกเป็นพ.ร.บ. โอนงบประมาณ และน่าจะทำได้เร็วใน 3 วาระ เพราะภาวะอย่างนี้ถือว่ามีความจำเป็น อีกส่วน คือ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งต้องทำผสมผสานกับงบประมาณ โดยปัจจุบันฐานะทางการเงินประเทศอยู่ระดับที่ดี สามารถกู้เงินได้"
          ส่วนข่าวที่ออกมาว่าไทยต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีความจำเป็นต้องกู้ เนื่องจากไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินบัญชีเดินสะพัดยังมีอยู่สูง ดังนั้นใครพยายามให้ข้อมูลเท็จ ถือว่าผิดกฎหมายช่วง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตอนนี้ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ถ้าร่วมกันทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เราจะอยู่กันได้
          สำหรับมาตรการที่จะออกมาครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ส่วนแรกเป็นการเข้าไปดูแลผลกระทบของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างพอเพียง ส่วนที่สองคือการเข้าไปดูแลภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเน้นไปที่ตัวคนที่เดินทางกลับบ้านกลับภูมิลำเนาในช่วงนี้ ส่วนมากจะเข้าไปอยู่ในภาคเกษตรเป็นหลัก ดังนั้นจะมีมาตรการออกไปดูแลกลุ่มนี้ให้สามารถมีกิจกรรมสร้างงานสร้างรายได้ภายในท้องถิ่น ส่วนสุดท้ายคือมาตรการสร้างเสถียรภาพให้กับระบบตลาดเงินและตลาดทุน เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านนี้
          ในวันเดียวกันที่กระทรวงการคลัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ เวลา 15.00 น. มีผู้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเยียวยาโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ทะลุ 20 ล้านคนแล้ว คิดเป็นวงเงินที่ขอรวมกว่า 3 แสนล้านบาท (เม.ย.-มิ.ย.) โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่ายังเปิดรับลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ปิดลงทะเบียนแต่อย่างใด
          ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมการลง ทะเบียนฯ ถือว่าเรียบร้อยดี แม้ต้องหยุดไปบ้างประมาณ  1 ชม. แต่แก้ไขได้รวดเร็วและสามารถลงทะเบียนได้ต่อเนื่องจนถึงขณะนี้โดยขอย้ำว่าผู้ลงทะเบียนเข้ามาไม่ได้หมายความว่าจะได้ รับเงินทุกราย กระทรวงการคลังต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ชัดเจนตามที่กำหนดก่อน ซึ่งเร็วที่สุดจะเสร็จภายใน 7 วันทำการ ขณะนี้มีข้อมูลมากกว่า 20 ล้านคน อาจต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มขึ้นและยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีงบประมาณช่วยเหลือได้พอเพียงแน่นอน โดยกลุ่มแรกที่ผ่านคุณสมบัติจะได้รับเงินวันที่ 8 เม.ย.นี้
          ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่ากระทรวงการคลังมีงบประมาณเพียงพอที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในเวลานี้ ไม่ถังแตกแน่นอน ไม่มีการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ โดยการใช้งบจะอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งมาตรการชุดที่ 3 ที่จะออกมาใหม่ จะใช้เงินมากกว่าชุดที่ 1 และ 2 รวมกัน เวลานี้กำลังจัดทำมาตรการให้เร็วที่สุดเพื่อเสนอเข้า ครม. ส่วนจะแจกเงินอีกหรือไม่นั้น ว่าจะพิจารณาทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนการขอวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของกลุ่มสายการบิน สามารถขอใช้ซอฟต์โลนที่ออกไปแล้วในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทได้ ขณะที่ออมสินมีวงเงินกู้ ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว
          ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) วาระเร่งด่วน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยการลดค่าใช้จ่ายด้านโทรคมนาคม และสนับสนุนการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย
          1.สนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เคลื่อนที่เพิ่ม 10 กิกะไบต์ ต่อคนต่อเดือน ให้แก่ผู้ใช้งานในปัจจุบัน โดยผู้ใช้บริการ 1 คนจะได้รับการสนับ สนุน 1 เลขหมาย ต่อ 1 ผู้ให้บริการ เป็นเวลา 1 เดือน คาดว่าจะให้ใช้ฟรีได้ช่วงเดือนเม.ย.63 และ 2.สนับสนุนการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่โดยปรับเพิ่มคาปาร์ซิตี้ เท่าที่ผู้ให้บริการจะสามารถดำเนินการได้ โดยกรณีบริการ ADSL/VDSL/Copper ให้ปรับเพิ่มความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ และกรณีบริการการรับ-ส่ง ข้อมูล ไฟเบอร์ทูดิเอ็ก ให้ได้ระดับความเร็ว (ดาวน์โหลด) 100 เมกะบิตต่อวินาที โดยให้ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกองทุน กทปส. เพื่อช่วยเหลือประชาชนเฉพาะเดือนแรก จำนวน 30 ล้านเลขหมาย และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อทราบในวันที่ 31 มี.ค.63 ต่อไป
          นอกจากนี้น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ 4 ข้อ คือ 1.การจ่ายเงินเยียวยาผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวผู้พิการซึ่งทั่วประเทศมี 2 ล้านกว่าคน ให้รายละ 1,000 บาท เพิ่มเติมจากเบี้ยผู้พิการที่ได้รับทุกเดือนอยู่แล้ว โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้งนี้จะประสานงานกับกรมบัญชีกลางเพื่อให้โอนเงินตรงเข้าบัญชีในเดือนเม.ย.นี้  2.พักชำระหนี้ผู้พิการที่กู้เงินจากกองทุนฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากเดือนเม.ย.63 โดยมีจำนวนลูกหนี้ 134,000 ราย มูลหนี้ 3,800 ล้านบาท
          3.เสนอครม.ให้ทบทวนมติในการเพิ่มเบี้ยผู้พิการเป็นเดือนละ 1,000 บาท แก่ผู้ที่มีบัตรผู้พิการทั้งหมด แม้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  และ 4.ให้คณะอนุกรรมการปรับระเบียบการกู้เงินกองทุนฯ ให้ผู้พิการกู้ได้รายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และไม่มีดอกเบี้ย รวมถึงมีระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ 1 ปี วงเงิน 2,000 ล้านบาท.