ITELพลิกวิกฤติCOVID-19จัดเต็มโครงข่าย"ทำงานที่บ้าน"

ทันหุ้น-สู้โควิด - ITEL ปรับกลยุทธ์พร้อมรับมือ COVID-19 ยืนยันสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ยันเป้ารายได้ 2.4 พันล้านบาท เตรียมเดินหน้าหารือกับลูกค้าและพันธมิตร ตอบโจทย์ออเดอร์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดเต็มโครงข่ายให้ลูกค้าสามารถ Work From Home ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          นายณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทประเมินว่าบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทเองได้มีมาตรการรับมือ และติดตามประเมินความเสี่ยงในทุกๆ ด้านอย่างใกล้ชิด ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติแต่ทั้งนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
          ประชุมผ่านออนไลน์
          ยกตัวอย่างเช่น การเข้าพบลูกค้าบริษัทจะเปลี่ยนแนวทางเป็นการหารือทางโทรศัพท์ หรือติดต่อทาง Video Conference เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวทั้งกับพนักงานบริษัท และกับลูกค้าของบริษัท เช่นเดียวกับพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจ บริษัทจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแนวทางการเข้าเสนอขายบริการและการประชุมเป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ในส่วนของการดำเนินงานเนื่องจากบริษัท จำเป็นที่จะต้องดูแลและให้บริการด้านการติดตั้งบริการรวมถึงดูแลซ่อมบำรุงเพื่อให้การใช้งานของลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพสูงสุด
          บริษัทได้จัดเตรียมทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำงานสลับกันตามความเหมาะสมและแยกพื้นที่ในการทำงานเพื่อลดการข้ามพื้นที่ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแพร่ระบาดระหว่างกลุ่มผู้ปฏิบัติงานได้ ทั้งนี้ด้วยแนวทางดังกล่าวบริษัท ยังสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงและยึดมั่นใน SLA ที่ได้ให้ไว้กับลูกค้าโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
          อย่างไรก็ตาม สำหรับงานภาครัฐยังคงมีการขยายตัวและมีการส่งมอบงานตามแผน ส่วนโครงการใหม่ๆ ของภาครัฐที่บริษัทมีความสนใจได้เตรียมความพร้อมหากมีการประกาศให้เข้าร่วมประมูลงาน
          เพิ่มประสิทธิภาพให้ลูกค้า
          โดยในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ บริษัทคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญ พร้อมยืนหยัดที่จะดูแลลูกค้าให้สามารถใช้งานได้อย่างไม่สะดุดและมีเสถียรภาพสูงสุดในทุกกรณี โดยบริษัทพร้อมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายให้กับลูกค้าทุกรายของบริษัท
          เบื้องต้นบริษัทพิจารณาที่จะเพิ่มขนาดช่องสัญญาณให้กับลูกค้าทุกรายมากขึ้นเป็น 2 เท่าเพื่อรองรับปริมาณการใช้งานอันอาจจะเกิดสูงขึ้น และรองรับการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ซึ่งอาจจะเกิดการเข้าใช้งานพร้อมๆ กันส่งผลให้การทำงานผ่านระบบออนไลน์เกิดเป็นคอขวด
          ทั้งนี้การเพิ่มขนาดช่องสัญญาณจะช่วยให้ลูกค้าเบาใจในเรื่องของคอขวดไปได้ อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งกระทบไม่มากในการเดินหน้าลุยงาน 5G ตามแผน ซึ่งบริษัทยังคงลุยหารือพันธมิตรอย่างต่อเนื่องหลังโมบายโอเปอเรเตอร์แต่ละแห่งเข้าสู่โหมดการลงทุนหลังการประมูลคลื่นความถี่ในการให้บริการ 5G
          เตรียมความพร้อม
          อีกทั้งบริษัทยังได้เตรียมความพร้อมในกรณีต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นและมีการซักซ้อมเพื่อวิเคราะห์หาจุดที่สามารถปรับปรุงได้ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องบังคับใช้แผนสำรองทางธุรกิจ (BCP) โดยบริษัทได้ให้ความสำคัญถึง 1. การแยกผู้ปฏิบัติงานออกเป็น 3 กลุ่มและทำงานสลับวันกันตามความเหมาะสม เช่น 14 วันเพื่อให้สามารถคัดแยกผู้ต้องสงสัยหรือติดเชื้อไวรัสดังกล่าวออกจากกลุ่มหลัก ได้อย่างชัดเจน และยังสามารถมีทีมงานกลุ่มอื่นทำงานทดแทนได้
          2. กระจายบุคลากรของบริษัทไปประจำตามจุดและพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดจากผู้ปฏิบัติงานรวมกันอยู่จุดใดจุดหนึ่ง 3.จัดเตรียมและจัดหาอุปกรณ์ IT ที่จะช่วยให้การทำงานสามารถทำได้จากทุกๆ ที่ในทุกๆ ระบบ เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน เป็นต้น ทั้งนี้ทุกมาตรการที่ดำเนินการไปนั้นคำนึงถึงลูกค้าและพนักงานของบริษัท โดยมุ่งหวังที่จะให้การบริการดำเนินการต่อไปได้อย่างไม่สะดุดในทุกกรณี หรือสามารถดำเนินการได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินใดๆ เกิดขึ้น
          "บริษัทเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว และมั่นใจว่า ความต้องการใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานของลูกค้า จะพลิกกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง" นายณัฐนัยกล่าว