พรรคการเมืองประสานเสียง จี้รบ.หั่นงบกองทัพสู้"โควิด"

 'กรณ์'ย้ำตัดงบกระทรวงละ 10% 'เทพไท'แนะดึงงบกลาโหม
          กกต.นัดถกปมพรรค30มี.ค.
          เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า การประชุม กกต.ในวันที่ 30 มีนาคม เวลา 13.30 น. ที่ประชุม กกต. มีวาระการพิจารณาประเด็นที่พรรคการเมืองหลายพรรคได้ส่งหนังสือมายังสำนักงาน กกต.เพื่อขอหารือและสอบถามความชัดเจนถึงแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคการเมืองในระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ว่าจะสามารถเลื่อนออกไปได้หรือไม่ ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.
          'กรณ์'จี้ตัดงบ10%สู้โควิด
          นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า เพียงคืนแรกมีประชาชนลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ ในมาตรการเยียวยาโควิด-19 จำนวน 5,000 (3เดือน) บาท กว่า 10 ล้านคน ในขณะที่รัฐบาลเตรียมงบประมาณไว้เพื่อ 3 ล้านคน ขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลต้องเพิ่มวงเงินเพื่อดูแลผู้เดือดร้อนให้ทั่วถึง เพราะผู้เดือดร้อนมีมากกว่า 3 ล้านคนแน่นอน และรัฐบาลจะถูกกล่าวหาว่าคัดเลือกผู้ได้สิทธิอย่างไม่เป็นธรรม นี่ยังไม่นับถึงผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกจำนวนมากที่ถูกลดเงินเดือน หรือถูกพักงาน และไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการของสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะพนักงานกลุ่มภาคการท่องเที่ยว และบริการทั้งหมด โดยรัฐบาลให้สัญญาณว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาท แต่ก่อนจะกู้เพิ่ม ตนขอเสนออีกครั้งว่ารัฐควรปรับแผนการใช้เงินงบประมาณ และโอนงบที่ไม่เร่งด่วนหรือมีแนวโน้มว่าจะใช้ไม่ทันในปีงบประมาณมาเป็นเงินทุนเพื่อดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ทุกกระทรวง กระทรวงละ 10% ได้เพิ่มอีกประมาณ 3 แสนกว่าล้านบาท วินัยทางการคลังยังสำคัญ ทุกคนเชียร์ให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องใช้เงินภาษีให้เหมาะสมที่สุดในยามนี้
          'เทพไท'แนะดึงงบกลาโหม
          นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า มีผล กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่นำเงินเข้าสู่ประเทศมากเป็นอันดับต้นๆ แต่เมื่อเจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสิ้นเชิง มีผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ซึ่งในขณะนี้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมีอยู่ 2 ส่วนที่สำคัญคือ 1.ธุรกิจโรงแรม ซึ่งไม่มีลูกค้านักท่องเที่ยวเข้าพัก มียอดจองเป็นศูนย์ ต้องปิดกิจการชั่วคราว ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก มีทั้งเจ้าหนี้ธนาคาร เจ้าหนี้ธุรกิจ เจ้าหนี้การค้า และยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายดูแลพนักงานของโรงแรมอีกจำนวนหนึ่ง และ 2.ธุรกิจร้านอาหาร ที่เปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวและลูกค้าทั่วไปเมื่อเจอวิกฤตไวรัสโควิด-19 และประกาศล็อกดาวน์ อนุญาตให้ร้านอาหารเปิดขายได้เฉพาะซื้อกลับบ้าน ไม่อนุญาตให้นั่งรับประทานที่ร้าน ทำให้เกิดผลกระทบต่อรายได้ และพนักงานลูกจ้างของร้าน ที่ต้องปรับลดเงินเดือนให้น้อยลง ดังนั้นจึงทำให้ผู้ที่ได้ผลกระทบโดยตรง คือพนักงานโรงแรมและพนักงานร้านอาหาร ซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน ส่วนตัวเห็นด้วยและขอสนับสนุนแนวความคิดของหลายฝ่าย ที่ต้องการให้นำงบลงทุนของกระทรวงกลาโหม มาใช้เยียวยาทางด้านเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชื้อไวรัสโควิด-19
          พท.จวกรบ.-ทหารไม่เสียสละ
          พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า รัฐบาลสืบทอดอำนาจมาอีหรอบเดิมคือกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาหนึ่งแต่ไปเกิดปัญหาใหม่เพิ่มมาแทน ดูได้จากมาตรการจ่ายเงินเยียวยา 5 พันบาท 3 เดือนแก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กำหนดเป้าไว้ 3 ล้านคน แต่คนแห่มาลงทะเบียนแจ้งความจำนงถึง 20 ล้านคน การจัดการย่อมไม่ทั่วถึงจะเกิดปัญหาร้องเรียนความไม่เป็นธรรมเสมอภาคเข้ามาเพิ่มจากปัญหาเดิม ในสถานการณ์โควิดนี้ทุกฝ่ายต่างปรารถนาดีช่วยเสนอแนะการปรับใช้งบประมาณที่ไม่เร่งด่วนให้แปลงมาใช้แก้ปัญหาโควิดไปก่อนโดยที่ไม่ทราบสถานภาพแท้จริงของงบประมาณ และทรัพยากรที่รัฐบาลมีอยู่ว่าเป็นเช่นไร คำตอบที่รัฐบาลเฉลยออกมาแล้วคือเงินงบกลางที่ใช้แก้ปัญหาฉุกเฉินวงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้นใกล้หมดแล้ว กำลังวางแผนจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเข้ามาใช้แก้ปัญหาไม่ยอมที่จะแปลงงบอื่นในแผนงบประมาณปี 63 มาแก้ไขวิกฤตไปก่อน โดยเฉพาะงบด้านความมั่นคงเพื่อใช้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างไม่มีใครปริปากว่าจะเสียสละชะลอการจัดซื้อเอาไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นจากรัฐบาลหรือกองทัพ
          ก้าวไกลแนะโยกงบ-ก่อนกู้เงิน
          น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า จากงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท มีงบประมาณส่วนที่ตัดไม่ได้เด็ดขาด คือเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการตามกฎหมาย งบชำระหนี้ และภาระผูกพัน สุดท้ายจะมีเงินส่วนที่ยังพอจะโยกย้ายได้อยู่ 1.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 650,000 ล้านบาท ซึ่งต้องคงสัดส่วนที่ 20% ของงบประมาณตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายประจำ 550,000 ล้านบาท ตอนนี้งบประมาณปี 63 ดำเนินมาได้ครึ่งทางแล้ว งบบางส่วนถูกเบิกจ่ายไปแล้ว รายจ่ายประจำ เบิกจ่ายไปแล้วราว 40% ของงบประมาณ ประมาณการคร่าวๆ งบที่ยังไม่ได้ใช้คือ 330,000 ล้านบาทจากทุกกระทรวง แน่นอนว่าบางกระทรวงอาจโยกงบได้มากน้อยแตกต่างกัน และเรา ยังมีอื่นๆ ที่ต้องจัดการนอกเหนือจากโควิด19 ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ และไฟป่า จึงคาดว่าส่วนที่จะโยกได้จริงๆ คือ 80,000-100,000 ล้านบาท ดังนั้นก่อนจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ควรจัดสรรงบปี 63 ใหม่เสียก่อน จัดลำดับความสำคัญใหม่ ให้สาธารณสุข และการเยียวยาผู้คนได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว การกู้เงินเพิ่มอีก 200,000 ล้านบาทก็อาจจะไม่เพียงพอ
          ปช.ประเมินสถานการณ์3จชต.
          ที่ห้องประชุมบ้านศรียะลา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) เรียกประชุมด่วนวาระพิเศษเพื่อประเมินสถานการณ์ "Covid-19" ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส โดยเชิญนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2 นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา เขต 3 นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4 นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.เขต 3 นราธิวาส นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 และกรรมการผู้บริหารพรรค โดยมีประเด็นพิจารณา ประเมินสถานการณ์โรคติดต่อร้ายแรง "Covid-19" ในพื้นที่ 3 จชต.ที่มีการแพรระบาดสูงกว่าพื้นที่ภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ
          การให้องค์ความรู้เรื่องอันตรายของโรคติดต่อร้ายแรง ให้ประชาชนรับรู้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง นำเสนอความรู้ความเข้าใจมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล ฯลฯ ทั้งนี้ พรรค ปช.มีข้อเสนอ ดังนี้
          จี้รบ.เร่งแก้-หั่นงบซื้ออาวุธ
          1.รัฐบาลต้องควบคุมราคาสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันที่เริ่มขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น เช่น ไข่ ข้าวสารและอื่นๆ ที่ชาวบ้านมีความเดือดร้อน 2.จากการที่รัฐบาลจะให้การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนนั้น พรรค ปช.เห็นว่าต้องครอบคลุมถึงคนงานกรีดยาง คนงานสวนปาล์ม เกษตรกรทุกประเภท รวมถึงประมงพื้นบ้านที่ไม่สามารถออกไปหาปลาได้ และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยทุกชนิด โดยนำงบกลางที่ได้ตั้งไว้ 1 แสนล้านบาท นำมาใช้ได้ เห็นสมควรงดการซื้ออาวุธ ยุติการศึกษาดูงาน การอบรมที่จำเป็นออกไปก่อน 3.จากการที่กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถนำเงินสะสมและหมวดอื่นๆ มาใช้เพื่อจัดทำหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและยาฉีดพ่นป้องกันการระบาดของโควิด-19 ให้เร่งรัด ตามที่ได้สั่งการไว้โดยด่วน 4.ให้จังหวัดต่างๆ เสนอใช้งบประมาณเกินในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เหมือนกรณีแก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งในจังหวัดต่างๆ นำงบฉุกเฉินออกใช้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 และนำงบมาบูรณาการหรืองบจังหวัดที่มีอยู่มาใช้บูรณาการเพื่อการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่อ้างไม่มีงบ 5.กรณีนักศึกษาไทยที่อยู่ในต่างประเทศ จำนวนหมื่นกว่าคนรวมถึงผู้ใช้แรงงานให้กระทรวงการต่างประเทศ หามาตรการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา 6.การป้องกันซึ่งเป็นมาตรการที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ในการทำความสะอาด สถานที่สำคัญ เช่น มัสยิดและสถานที่ทำงานอื่น โดยการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 7.พรรค ปช.ขอให้กำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนให้มีความอดทนและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
          ภท.ดันยกเครื่องอินเตอร์เน็ตสภา
          พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามและตรวจสอบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวถึงการดำเนินงานระบบเทคโนโลยีการสื่อสารหรือระบบไอทีของรัฐสภาที่จะต้องรองรับการทำงานต่างๆ ของสภาว่า จากที่คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอีเอส) ได้ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เราได้รับทราบถึงปัญหาด้านความพร้อม และคุณภาพ ความไม่เพียงพอของสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง อีกทั้งระบบที่เราใช้ทดลองดำเนินการประชุมนั้นมีแบนด์วิธ หรือความเร็วในการส่งข้อมูลของอินเตอร์เน็ตที่ต่ำ และการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ก็ใช้เท่าที่มี ทำให้การประชุมยังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐสภาควรที่จะได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป รัฐสภาของเรามีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องทำให้เป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับ เพราะจะมีความสำคัญทั้งในเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้วย อีกทั้งการจะเข้าร่วมประชุมจะต้องมีการแสดงตัว ก็จำเป็นที่ต้องมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการระบุตัวบุคคลเข้ามาช่วย ตรงนี้จะเชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นมีประสิทธิภาพ
          "ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐสภาแห่งใหม่นี้ จะต้องมีการยกเครื่องพัฒนาระบบโทรคมนาคมการสื่อสาร ระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เพราะรัฐสภาก็ถือเป็นศูนย์รวมอำนาจของประเทศแห่งหนึ่งที่จะต้องใช้ในการขับเคลื่อนบริหารประเทศให้เดินไปข้างหน้า ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานระบบโทรคมนาคม จะต้องมีความพร้อมที่สุด ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของรัฐสภา ต้องสามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ ซึ่งผมในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามโครงสร้างพื้นฐานฯ จะได้เชิญผู้ให้บริการค่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำระบบโทรคมนาคมของสภา มาร่วมตรวจสอบวัดคุณภาพสัญญาณ และจะได้หารือกันเพื่อวางแผนในการพัฒนาระบบต่อไป" พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าว