โบรกฯชี้พ.ร.ก.เป็นลบต่อหุ้นไทย มองเป้าดัชนีที่ 1,264 จุด กำไรบจ. 7.81 แสนล.

โบรกฯ มองพ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นลบต่อหุ้นไทย เหตุกระทบธุรกิจหลายส่วน โดยเฉพาะภาคที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ มองเป้าหมายดัชนีปี 63 ที่ 1,264 จุด หั่นเป้ากำไรบจ.เหลือ 7.81 แสนล้านบาท หรือ 72.62 บาท/หุ้น แนะเลี่ยงหุ้น 6 กลุ่มที่รับปัจจัยลบ ทั้งการบิน-โรงพยาบาล-โรงแรม-ปั๊มน้ำมัน-ขนส่งพลังงาน-เรือเฟอร์รี่
          บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST เปิดเผยว่าหลังจากรัฐบาลประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 1 ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผล 26 มี.ค.-30 เม.ย. โดยข้อสำคัญ ได้แก่ปิดช่องทางเข้ามาในประเทศทุกเส้นทางคมนาคมสำหรับชาวต่างชาติ ยกเว้นผู้มีสัญชาติไทย และปัจจุบันยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว เว้นแต่ให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อให้อยู่ในบ้าน พร้อมให้ประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดในระยะนี้โดยไม่จำเป็น
          ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ มองเป็นลบต่อตลาดหุ้นไทย การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าวฯ เป็นการออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องทางเข้าในประเทศสำหรับชาวต่างชาติ และการเดินทางข้ามจังหวัดที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ธุรกิจใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น โดยเฉพาะ AOT และ BDMS อย่างไรก็ตาม มีบางธุรกิจที่ยังได้รับผลบวกจากมาตรการนี้เช่นกัน
          สำหรับธุรกิจและบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ คือ 1.สนามบิน, ธุรกิจการบิน (AOT, AAV, BA, NOK, THAI) 2.โรงพยาบาล (BDMS, BH, BCH, THG) 3.โรงแรม (ERW, CENTEL, MINT, AWC) 4.ปั๊มน้ำมัน (PTG, PTT, ESSO, BCP, SUSCO) 5.ขนส่งน้ำมัน/ก๊าซ (SCN, WP, PRM, VL, KIAT) และ 6.เรือเฟอร์รี่ (RP)
          ส่วนธุรกิจและบริษัทที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก คือ 1.ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ (BJC, MAKRO, CPALL) 2.ผู้ผลิตอาหาร (CPF, TU, ASIAN, TFMAMA) 3.ICT (ADVANC, TRUE, JAS, DTAC) และ 4.ประกัน (TQM)
          ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP ประเมินเป้าหมายดัชนีปี 2563 ที่ 1,264 จุด โดยตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยถูกหลายปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ฝ่ายวิจัยฯ ต้องปรับประมาณการเป็นครั้งที่ 3 ปีนี้เพื่อที่จะสะท้อนภาพรวมตลาดที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน มากที่สุด
          โดยล่าสุดประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 7.81 แสนล้านบาท ลดลง 21.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (yoy) ส่วน EPS อยู่ที่ 72.62 บาทต่อหุ้น ลดลง 24.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นการปรับลดลงใน 4 กลุ่ม คือ พลังงานและปิโตรฯ, กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มขนส่งทางอากาศและโรงแรม และกลุ่มสื่อสาร