ธปท.หั่นจีดีพีติดลบ5.3%CPF-CPALL-INTUCHรอ

ทันหุ้น-สู้โควิด- ธปท.ประกาศหั่นจีดีพีติดลบถึง 5.3% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาด และมีมติคงอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% แต่ดัชนีหุ้นไทยขึ้นสวน โบรกชี้ SET ยังคง เปราะบางตีกรอบ 969-1,100 จุด แนะทยอยสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ผันผวนน้อยกว่าตลาด และมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวชี้เป้า CPF, CPALL, และ INTUCH ขณะที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีเคอร์ฟิว
          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงความจำเป็นในการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม-30 เมษายน 2563 เพื่อแก้ไขปัญหาและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับข้อกำหนดฉบับที่ 1 นั้นจะมีการปิดช่องทางการเข้ามาในราชอาณาจักรในทุกช่องทาง โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ แต่ยังไม่ปิดสนามบินเพื่อรอคนไทยเดินทางกลับประเทศ และยังมีข้อยกเว้นให้บุคคลบางประเภท และยังไม่ปิดเมือง เพราะจะมีเพียงคำแนะนำให้งดการเดินทางข้ามจังหวัด ขณะที่วางมาตรการที่จะทำให้การเดินทางยากลำบากมากขึ้น และยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว
          นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ต่อปี พร้อมกับปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งปี 2563 ลงเป็น -5.3% โดยคาดว่าภาคการส่งออกจะหดตัว -8.8%, การนำเข้าหดตัว -15%, จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวราว 60%, การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวลง -1.5%, ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวลง -4.3%
          อย่างไรก็ตามระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่ เข้มแข็ง แม้มีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่อาจด้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวแรง ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลังเพื่อดูแลครัวเรือนและธุรกิจ SMEs
          ธปท.เพิ่มมาตรการช่วยลูกหนี้
          ทั้งนี้ ธปท. ยังออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL โดยให้มีการลดอัตราการผ่อนชำระสำหรับบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน และให้มีการเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ รวมถึงให้มีการพักชำระเงินต้นและพิจารณาลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน
          ด้านธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า มีโอกาสที่ ธปท. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 0.50% ในปีนี้ เพราะเชื่อว่าการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 เสี่ยงยาวนานไปถึงไตรมาสที่ 3 โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ของจีนที่ดำเนินการปิดเมืองร่วมกับการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดโดยใช้ระยะเวลามากกว่า 2 เดือน ทำให้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผล กระทบอย่างหนักทุกภาคส่วน และอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มติดลบทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวกมาก กนง. จึงอาจจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทยังคงทิศทางการอ่อนค่า อยู่ในกรอบ 33.00-33.50 บาท ณ สิ้นครึ่งแรกของปี
          ดัชนีหุ้นไทยยังเปราะบาง
          นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กนง. ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ 20 มีนาคม แล้ว ประกอบกับพึ่งมีมาตรการช่วยเหลือกองทุนรวมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน จึงคาดว่าจะรอประเมินผลจากมาตรการดังกล่าว ก่อนพิจารณาดำเนินการใดเพิ่มเติม
          ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงต้องติดตามความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังคณะกรรมการ กนง.มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะหดตัวถึง 5.3% ซึ่งหดตัวแรงกว่าที่ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้ว่าจะหดตัว -1.4% จึงประเมินกรอบความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน 2563 ไว้ระหว่าง 969-1,100 จุด
          อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง 32% ประกอบกับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ (23-24 มี.ค.63) ตลาดหุ้นไทยยังฟื้นตัวน้อย เมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก โดย Dow Jones มีผลตอบแทน -27.4% (สูงกว่าจุดต่ำสุดถึง 8.8%) ขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน -34.6% YTD สูงกว่าจุดต่ำสุดเพียง 4% เท่านั้น เนื่องจาก นักลงทุนยังกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งที่ราคาหุ้นผันผวนน้อยและมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว แนะนำ "ทยอยสะสม" อาทิ CPF ซึ่งได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ราคาเหมาะสม 40 บาท, CPALL ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการดูแลประชาชนระยะสั้น ราคาเหมาะสม 80 บาท, และ INTUCH เป็นหุ้นที่ยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลสูงถึง 5.66% ราคาเหมาะสม 82.50 บาท