SAMARTแบ็กล็อกล้นมือลุ้นคว้างานใหม่2พันล้าน

ทันหุ้น-สู้โควิด-SAMART เผยไวรัส โควิด-19 กระทบเล็กน้อย ระบุงานในมือส่วนใหญ่ 80-90% เป็นงานภาครัฐยังเดินหน้า ต่อได้ ส่งซิกไตรมาส 2/2563 มีลุ้นผลประมูล งานใหม่ มูลค่า 1.5-2 พันล้านบาท ย้ำงาน ในมือ 1 หมื่นล้านบาทรองรับรายได้ 1-3 ปี แถมยังอยู่ระหว่างยื่นประมูลอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างรายได้ของบริษัท 80-90% เป็นงานภาครัฐ แต่จะกระทบบ้างในส่วนธุรกิจวิทยุการบิน เนื่องจากมีการยกเลิกเที่ยวบินออกไป ทั้งนี้เชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ทุกอย่างจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น คนกลับมาเดินทางธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะกลับมาเร็วขึ้น
          ลุ้นผลประมูลงาน 2 พันล.
          สำหรับรายได้ในปี 2563 ปัจจุบันยังคงเป้ารายได้ไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาทเช่นเดิม แต่หากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังยืดเยื้อบริษัทอาจจะมีแผนทบทวนเป้ารายได้อีกครั้ง สำหรับงานประมูลใหม่ๆ เชื่อว่ายังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเข้าประมูลงานมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท คาดได้งานไม่ต่ำกว่า 60-70% ของมูลค่างานที่เข้าประมูล เข้ามาเติมงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่กว่า 1 หมื่นล้านบาท
          "โครงสร้างรายได้ของ SAMART ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นงานภาครัฐซึ่งไม่โดนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มากนัก แต่จะโดนบ้างจากไฟล์ตบินที่ชะลอตัวซึ่งเป็นธุรกิจวิทยุการบิน แต่งานส่วนอื่นยังเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานประมูล ซึ่งคาดว่าไตรมาส 2/2563 จะรู้ผลงานประมูลของภาครัฐมูลค่าประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาเสริม Backlog ที่มีอยู่กว่า 1 หมื่นล้านบาท" นายวัฒน์ชัยกล่าว
          นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจอื่นที่จะมาช่วยเสริมรายได้จากช่องทางที่มีการใช้เม็ดเงินลงทุนออกมา ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาทิ การลงทุนด้านเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 2562 ทำให้เป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปรุกงานโครงการด้าน ICT ของภาครัฐมากขึ้นในปี 2563
          ทริสให้เครดิต BBB+
          บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด คงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ที่ระดับ "BBB+" และปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น "Stable" หรือ "คงที่" จากเดิม "Negative" หรือ "ลบ" โดยการปรับดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่คือ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART ซึ่งทริสเรทติ้งมีมุมมองว่าบริษัทนั้นมีสถานภาพเป็นสมาชิกหลัก (Core Member) ของกลุ่มสามารถ (SAMART Group) และอันดับเครดิตของบริษัทและของ SAMART มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด
          ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีสภาพคล่องที่เพียงพอต่อความต้องการใช้จ่าย โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจำนวน 1.6-1.7 พันล้านบาท รวมทั้งเงินสดและรายการเทียบเท่า เงินสดจำนวน 1.4 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 ตลอดจนวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกประมาณ 6 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีแผนลงทุนรวมมูลค่าประมาณ 4 พันล้านบาทและมีหนี้ที่จะต้องชำระคืนรวมประมาณ 3.4 พันล้านบาทในระยะ 12 เดือนข้างหน้า รวมทั้งคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลอีกประมาณ 300-400 ล้านบาท