"ดีอีเอส"ดึงโอเปอฯ ชูเทคโนโลยี ฝ่ามรสุมโควิด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,800 รายทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีมาตรการป้องกันการระบาดกันอย่างจริงจังและแพร่หลาย โดยเฉพาะการยกเลิกกิจกรรมที่ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน อาทิ งานสัมมนา งานแสดงสินค้า กิจกรรมกลางแจ้ง งานประชุมขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การประชุมในองค์กรต่างๆ ก็ถูกยกเลิกไปเช่นกัน นับเป็นอุปสรรคต่อการทำงานที่ต้องมีการติดต่อสื่อสาร หารือกันระหว่างทีมงาน ส่งผลให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงัก และเกิดความเสียหาย
          แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เพียงแต่ใครจะมองเห็นโอกาสนั้น
          เจ้าพ่อวงการโทรคมนาคมอย่าง "เอไอเอส" หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นรายแรกๆ ที่ปิ๊งไอเดียจัดงานแถลงข่าวในรูปแบบ Live Broadcast
          ถือเป็นการทดสอบคุณภาพโครงข่ายไปในตัวและสร้างความฮือฮา จนเป็นที่พูดถึงและเป็นต้นแบบให้หลายๆ หน่วยงานนำวิธีการดังกล่าวไปปรับใช้
          และยิ่งไปกว่านั้น "เอไอเอส" "Singtel" และ SK Telecom ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ในการร่วมพัฒนาอีโคซิสเต็มของเกมและอีสปอร์ต ผ่านวิดีโอคอลข้ามประเทศระหว่าง ไทย-สิงคโปร์-เกาหลีใต้ ด้วย
          นอกจากนี้ ยังร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ และ 5G เพื่อช่วยควบคุมวิกฤตการณ์โควิด-19 มีการใช้ 5G เพื่อปรับปรุงความสามารถของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ทำหน้าที่ตรวจวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อและช่วยเหลือแพทย์และพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อหรือสงสัยว่าอาจติดเชื้อ
          ครั้นเมื่อทราบถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จึงได้หารือร่วมกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้แก่ เอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทริปเปิลทีบรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB รวมถึงผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ได้แก่ ไมโครซอฟท์, ซิสโก้ และกูเกิล เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานที่บ้านของบุคลากรหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
          พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ระบุว่า 3 ผู้ผลิตซอฟต์แวร์จะสนับสนุนแพลตฟอร์มการประชุมทางไกลให้กับหน่วยงานภาครัฐโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงานว่าจะเลือกใช้แพลตฟอร์มของรายใด ส่วนผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 6 ราย จะให้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ รวมไปกับค่าแอร์ไทม์ของแต่ละคนในกรณีการประชุมทางไกล โดยหลังจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) จะทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแจ้งลงทะเบียนผู้เข้าใช้ระบบ
          ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะยกเว้นค่าบริการในการใช้ระบบระยะแรกกำหนดเวลา 6 เดือน
          สำหรับพิษของไวรัสโควิด-19 ทำระบบเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา แต่ในประเทศไทยรายงานของ แอพพลิเคชั่นพฤติมาตร ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยการสำรวจผู้ใช้งาน 2,554 ราย ในจำนวนดาวน์โหลด 7,824 ราย ระหว่างเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 พบว่า ประชาชนมีการใช้งาน 4 แอพพลิเคชั่น ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ และยูทูบ ขณะที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ผ่าน 3 แอพพลิเคชั่น ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และแกร็บ พบว่า ทุกแอพพลิเคชั่นมียอดการใช้งานในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมกราคมเกิน 80% ผลสำรวจเป็นการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานต่อคน ต่อวัน และต่อเมกะไบต์
          เดือนมกราคมพบว่า ผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นพฤติมาตรมียอดการใช้งานเฟซบุ๊ก อยู่ที่ 352.05 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 682.29 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 93.80% ส่วนทวิตเตอร์ ในเดือนมกราคม มียอดการใช้งานอยู่ที่ 21.47 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 78.68 เมกะไบต์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 266% ด้านไลน์ ในเดือนมกราคม มีผู้ใช้งาน 23.95 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 60.96 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 154.26% ส่วนยูทูบ ในเดือนมกราคม อยู่ที่ 401.28 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 731.11 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 82.19%
          ส่วน ลาซาด้า มียอดใช้งานในเดือนมกราคม อยู่ที่ 3.78 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 8.37 เมกะไบต์ เพิ่ม 121.52% ส่วนช้อปปี้ มียอดการใช้งานเดือนมกราคม อยู่ที่ 7.17 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 41.48 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 478.59% และแกร็บ มียอดการใช้งานในเดือนมกราคมอยู่ที่ 1.24 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 2.16 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 74.36%
          ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เผยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นพฤติมาตร มีการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ออกจากบ้านน้อยลง และใช้การติดต่อสื่อสาร การรับชมข้อมูลข่าวสาร ความรู้และความบันเทิงผ่านแอพพลิเคชั่นมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่บนออนไลน์มากขึ้น
          จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G เมื่อกุมภาพันธ์ 2563 เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) จำเป็นต้องเปิดให้บริการเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า เพราะตามแนวโน้มที่เห็นจากสถิติดังกล่าว พบว่าความต้องการการบริโภคดาต้าแบนด์วิธจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจากภาพรวมในเดือนมกราคม พบว่าผู้บริโภค 1 คน ใช้งานดาต้าต่อวันอยู่ที่ 136.6 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 88.19% อยู่ที่ 257.06 เมกะไบต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมาจากยอดการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนทั้งสิ้น
          แม้สารพัดปัญหาจะรุมเร้า จนทำให้โลกเกิดอาการป่วย แต่โอกาสยังเป็นของผู้ที่มองเห็นเสมอ--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2563 (กรอบบ่าย)--