ส่งออกมกราฯโต3.35 หุ้นตื่นไวรัสร่วง60จุด

ทองพรวด700บาท ท่องเที่ยวลุ้นรบ.อุ้ม จี้มี.ค.เป็นรูปธรรม
          'ฐากร'รอส่งเงินประมูล 5จี ใส่กองทุนดีอี-คลัง เดินหน้าตั้งทีมขับเคลื่อนกระทุ้งแจ้งเกิด 5จี พณ.ฟุ้งส่งออก ม.ค.กลับมาบวกโต 3.35%
          ส่งออกม.ค.กลับมาบวกโต3.35%
          เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงพาณิชย์ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนมกราคม 2563 มีมูลค่า 19,626 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวบวก 3.35% ซึ่งกลับมาเป็นบวกครั้งแรกรอบ 6 เดือน ผลจากการส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นเริ่มกลับมาเปิดทำการ และการส่งออกทองคำที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก รวมถึงทิศทางการส่งออกของไทยแนวโน้มเชิงบวกจากการลงนามข้อตกลงทางการค้าระยะแรก ระหว่างจีนและสหรัฐช่วยให้บรรยากาศการค้าดีขึ้นและคลายความกังวล สินค้าที่ได้รับผลกระทบภายใต้มาตรการสงครามการค้า อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ กลับมาขยายตัวทั้งในตลาดสหรัฐ และจีน และการขยายตัวของสินค้าดาวรุ่งของไทย อาทิ ไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร นมและผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่ม ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม หักทองคำและน้ำมันการส่งออกไทยเดือนมกราคม 2563 ลบ 0.6%
          น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า ขณะที่การนำเข้าเดือนมกราคม 2563 มีมูลค่า 21,181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลบ 7.86% จากฐานสูงของการนำเข้าอาวุธเพื่อซ้อมรบและการนำเข้าทองคำลดลง หากหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธ ยุทธปัจจัย การนำเข้าจะหดตัวเล็กน้อย 0.17% โดยการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 5.8% ในกลุ่มเครื่องจักรกลและส่วนประกอบบวกถึง 18.7% สูงสุดในรอบ 2 ปี ส่งผลให้เดือนมกราคมขาดดุลการค้า 1,556 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
          ไทยโตประเทศเดียวในภูมิภาค
          "การส่งออกไทยเดือนมกราคม ถือเป็นการขยายตัวประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของพื้นฐานการส่งออกไทยที่ประคองตัวได้จากปัจจัยความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก โดยการส่งออกบวกมาจากส่งออกน้ำมันและทองคำค่อนข้างมาก และยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด-19 ผลกระทบจากเทรดวอร์เริ่มลดน้อยลงและกำลังอยู่ในช่วงรีบาวด์ อีกทั้งหากปัญหาไวรัสคลี่คลายได้เร็ว จะทำให้การส่งออกกลับมามีแรงขับเคลื่อนได้ จากแนวโน้มตัวเลขส่งออกเดือนกุมภาพันธ์มีโอกาสติดลบ และตัวเลขส่งออกในไตรมาสแรกยังผันผวนได้ทั้งติดลบและบวก หากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 2.0-2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ส่งออกทั้งปี 2563 ขยายตัว 0% ถึงบวก 2% เชื่อว่าโอกาสเป็นบวกสูงมากในปีนี้" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว และว่า ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะประชุมทูตพาณิชย์และรับมอบนโยบาย น่าจะได้รับทราบตัวเลขการส่งออกปีนี้อย่างเป็นทางการ ส่วนแผนการทำตลาดส่งออกจะยังคงเปิดตลาดตามนโยบายรองนายกฯจุรินทร์กำหนดมุ่งขยายตลาดใน 18 ประเทศ ทั้งนี้ สนค.ได้นำเสนอการรุกตลาดในสินค้า 20 กลุ่มดาวรุ่ง มีอัตราการขยายตัวดีต่อเนื่องและไทยมีศักยภาพสูง เช่น ผลไม้ ไก่ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
          ห่วงวิตกโควิด-19ไม่ซื้อ-ไม่เที่ยว
          น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 6.3% โดยมีสินค้าขยายตัวดี ได้แก่ น้ำตาลทราย 18.6% ยางพาราขยายตัว 12% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูปขยายตัว 9.5% เครื่องดื่มขยายตัว 2.8% ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ ข้าว 34% ผัก ผลไม้สด แช่แข็งและแปรรูป 20.3% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 16.6% กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป 28.7% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว 5.2% สินค้าที่ยังขยายตัวดี ได้แก่ ทองคำ 299.6% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ 35.4% เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน 29.9% เป็นต้น ในส่วนตลาดส่งออก เช่น สหรัฐขยายตัว 9.9% จีนขยายตัว 5.2% และตลาดอาเซียน 3.8% ส่วนตลาดอื่นๆ ติดลบเล็กน้อย
          น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวถึงผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการส่งออกและในประเทศ โดยอยู่ระหว่างการเสนอมาตรการให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกและผู้ผลิตต้องมุ่งรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โดยฉพาะสินค้าอาหารและเกษตรที่จะมีดีมานด์มากขึ้นหลังปัญหาโควิด-19 ผ่อนคลายลงแล้ว "ครึ่งปีหลังเชื่อว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดีจากความต้องการหลังโควิด-19 คลี่คลายลง แต่ในประเทศน่าห่วงกว่า กระแสโควิด-19 กระทบต่อการชะลอตัวของการจับจ่ายใช้สอยลดลงและมูลค่าจากการท่องเที่ยวหายไป อีกทั้งกังวลเรื่องผล กระทบจากภัยแล้งที่ปีนี้จะรุนแรงแน่นอน จะมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ สนค.กำลังหารือทุกฝ่ายและเตรียมนำเสนอมาตรการต่างๆ ที่จะผ่อนคลายผล กระทบ เช่น กำลังหารือจัดงานลดราคาสินค้าเน้นการรณรงค์ใช้ของไทยเที่ยวไทย เป็นต้น" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
          สทท.ลุ้นครม.ออกมาตรการช่วย
          นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า จากการประชุมระหว่างภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา สทท.ได้รวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมด อาทิ ความเสียหายที่เอกชนได้รับ และมาตรการเยียวยาที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ ซึ่งเบื้องต้นได้เสนอให้ภาครัฐช่วยเยียวยาในด้านการเงิน ได้แก่ การยกเว้นเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดได้ยื่นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว คาดว่าจะเห็นรายละเอียดของมาตรการที่ออกมาภายใน 1-2 วันต่อจากนี้
          "ในส่วนของการที่ภาครัฐขอความร่วมมือจากเอกชนในการไม่ให้ผู้ประกอบการยกเลิกการจ้างแรงงาน ซึ่งยืนยันว่าผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเลิกจ้างพนักงานอยู่แล้ว และในสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น การเลิกจ้างพนักงานภายใต้ปกครองจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการใช้" นายชัยรัตน์กล่าว
          นายชัยรัตน์กล่าวว่า ช่วงแรกที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) สทท.ได้ประเมินความเสียหายและคาดว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2563 แต่จากความรุนแรงของยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น หากสถานการณ์ลากยาวไปถึง 6 เดือนแรกของปี 2563 ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งปี 2563 จะทำได้เหลือ 35 ล้านคน จากเดิมที่ตั้งเป้าโตที่ 41.5 ล้านคน ซึ่งเท่ากับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปประมาณ 6 ล้านคน ส่วนรายได้ในภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะสูญเสียรายได้มากกว่า 2.5 แสนล้านบาท ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินไว้เบื้องต้น
          ปลุกไทยเที่ยวไทยดันเชื่อมั่นตปท.
          นายชัยรัตน์กล่าวว่า จากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เริ่มร้อนแรงขึ้นนั้น เบื้องต้นมองว่าเริ่มตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือหามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ส่วนการทำตลาดต้องตามมาทีหลัง ซึ่งต้องเร่งมีออกมาอย่างรวดเร็ว
          นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว เนื่องจากกังวลในเรื่องโรคระบาดที่เกิดขึ้น การที่คนไทยไม่ออกเดินทางเที่ยวในประเทศจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยวไทยตามไปด้วย ทำให้ต้องมีการกระตุ้นให้ตลาดไทยเที่ยวไทยออกเดินทางเที่ยวในประเทศให้ได้ โดยในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีความกังวลในโรคระบาดเกิดขึ้นจนคนไทยส่วนใหญ่ไม่ออกเดินทาง แต่ยังเห็นคนไทยที่ชื่นชอบในการท่องเที่ยวออกเดินทางอยู่ ทำให้เชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการส่งเสริมคนไทยเที่ยวไทย และพร้อมให้ผู้ประกอบการร่วมขับเคลื่อนด้วย จะส่งผลให้การกระตุ้นการเดินทางในประเทศเป็นไปได้มากขึ้น
          "ตอนนี้แหล่งท่องเที่ยว อาทิ วัด ทะเล ภูเขา ได้กลับมาเป็นของคนไทยอีกครั้ง จึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเอกชนรอความชัดเจนของภาครัฐในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวอยู่ โดยความจริงแล้วภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นปี 2563 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ฝุ่น PM2.5 สงครามการค้า โดยแผนระยะสั้นได้เสนอ ครม.ไปแล้ว จึงต้องรอว่าจะมีมาตรการชัดเจนอย่างไรออกมา ซึ่งเอกชนก็ได้เร่งให้ออกมาเร็วที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้ไม่สามารถรอได้" นายภูริวัจน์กล่าว
          มี.ค.มาตรการรัฐต้องเป็นรูปธรรม
          นายภูริวัจน์กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 จะต้องทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพื่อกระตุ้นให้ไทยออกเที่ยวไทย ซึ่งการกระตุ้น การท่องเที่ยวตลาดไทยเที่ยวไทย ความจริงมองว่าไม่ควรที่จะมีมาตรการระยะสั้น แต่ควรต้องเป็นมาตรการระยะยาว ทำทั้งปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนไทยเที่ยวไทย ไม่ใช่ว่าเมื่อเกิดเหตุวิกฤตขึ้นแล้วถึงมาสนับสนุนใหม่ เพราะจะทำให้ตลาดไทยเที่ยวไทยไม่แข็งแรงเท่าที่ควร โดยคนไทยชื่นชอบแคมเปญหรือมาตรการลดแลกแจกแถม จึงเชื่อว่าหากมีมาตรการออกมาดึงดูดความสนใจอย่างไรก็ต้องออกเที่ยวมากขึ้นแน่นอน โดยความหวังอยู่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน แม้คนไทยจะขาดความเชื่อมั่น แต่หากมีอะไรออกมาจุดประกายได้ก็จะทำให้เกิดกระแสท่องเที่ยวได้แน่นอน โดยขณะนี้ภาคเอกชนจับมือกันในทุกภาคส่วน ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น แต่ได้เริ่มออกแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การลดราคาโรงแรมมากกว่า 50%
          ยันรบ.พร้อมมาตรการช่วยอีก
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างรุนแรง โดยมองว่าจะเป็นปัญหาที่อยู่กับประเทศไทยอีกนาน รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเอกชนภาคการท่องเที่ยวบางส่วนแล้ว และยืนยันว่ายังไม่จบเพียงเท่านี้ จะมีมาตรการเยียวยาออกมาอีก เพื่อประคองและพยุงให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในขณะนี้ไปก่อน "ประเทศไทยไม่ได้เพิ่งเคยเจอโรคระบาดในลักษณะนี้ เคยเจอโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (ซาร์ส) มาแล้ว ซึ่งผลกระทบขณะนี้ดูไม่แตกต่างกัน เชื่อว่าหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ภาคการท่องเที่ยวจะไปได้อีกครั้ง" นายกอบศักดิ์กล่าว
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาของโควิด-19 ไม่ได้อยู่ที่การแพร่เชื้อในประเทศไทย แต่อยู่ที่การลุกลามในต่างประเทศ เมื่อภาพรวมเป็นแบบนี้การท่องเที่ยวจะไม่เกิดทั้งตลาดไทยเที่ยวไทยและตลาดต่างประเทศ โดยก่อนหน้าประเมินว่าจะสามารถควบคุมโรคได้ในไตรมาส 1 ปีนี้ แต่จากสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น โรคระบาดอาจอยู่นานกว่าที่คาดไว้ ต้องรอประเมินผลอีกครั้งว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเพิ่มเติมอีกเท่าไร "ยืนยันว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่ใช่มาตรการสุดท้าย จะพิจารณาหามาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการต่อหากว่าการช่วยเหลือยังไม่เพียงพอ" นายกอบศักดิ์กล่าว
          หุ้นตื่นไวรัสร่วงแรงเกือบ60จุด
          ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการซื้อขายหุ้น ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ว่า ดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยทันทีที่เปิดตลาดดัชนีร่วงลงทันทีและปรับตัวลดลงตลอดทั้งวันจนปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดของวัน 1,435.56 จุด ปรับลดลง 59.53 จุด จากแรงเทขายทุกกลุ่มนักลงทุน ได้แก่ นักลงทุนสถาบันในประเทศ, นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 4,229.12 ล้านบาท, 862.08 ล้านบาท และ 1,673.40 ล้านบาท ตามลำดับ ยกเว้น นักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 6,764.61 ล้านบาท รวมมูลค่าการซื้อขาย 76,223.14 ล้านบาท
          นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลงร้อนแรง สาเหตุหลักมาจากความกังวลของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ที่แพร่กระจายไปยังเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้า ดัชนีหุ้นปรับลดระดับหลุดฐานเดิมที่ระดับ 1,485-1,490 จุด จึงเห็นแรงเทขายออกมา รอบใหญ่ๆ 2 รอบ ซึ่งดัชนีหุ้นที่ปรับลดลงมาลึกมากๆ นั้น ถือว่าลงลึกมากกว่าจีนที่เป็นประเทศต้นทางในการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส เช่นเดียวกับ ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 700 จุด และคาดว่าการซื้อขายหุ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ตลาดหุ้นไทยจะยังผันผวนรุนแรง จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนในปัจจัยต่างๆก่อน โดยปัจจัยที่ต้องติดตามหลักๆ ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะประกาศออกมารอบใหม่
          ทองพรวด700บ.ทะลุ25,000
          นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงครั้งนี้สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์อื่นทั่วโลก และมีความกังวลว่าจะปรับตัวลงต่อ สาเหตุหลักมาจากความกังวลของโรคระบาด โควิด-19 ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้ว่าจะปรับตัวลดลงไปมากเพียงใด ยังต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นคาดว่าหากยอดผู้ติดเชื้อลดลง จะช่วยสนับสนุนให้ภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้นได้ "ยืนยันว่า ภาวะตลาดขณะนี้ ยังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการการหยุดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยเคยเผชิญปัจจัยลบมาหลายรอบ แต่ก็ผ่านมาได้ เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีสภาพคล่องสูง" นายภากรกล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศวันเดียวกันว่า สมาคมค้าทองคำมีการปรับราคาทองคำขึ้นและลง ทั้งหมด 9 ครั้ง โดยปรับขึ้นครั้งแรกจำนวน 450 บาท ปรับขึ้นอีก 5 ครั้ง จำนวนครั้งละ 50 บาท และปรับขึ้นอีก 1 ครั้ง จำนวน 100 บาท ก่อนปรับลดลง 2 ครั้ง จำนวนครั้งละ 50 บาท รวมปรับขึ้น 700 บาท โดยราคาทองแท่งขายออกที่บาททองคำละ 25,200 บาท รับซื้อ 25,100 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ขายออก 25,700 บาท รับซื้อ 24,650.16 บาท ทองสปอตอยู่ที่ 1,680 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
          นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาทองคำปรับขึ้นกว่า 2% ทำระดับสูงสุดของเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จากความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระดับโลก โดยความเห็นจากนักวิเคราะห์ระบุว่าข่าวร้ายเกี่ยวกับโควิด-19 อาจมีโอกาสเห็นราคาทองขึ้นไปถึง 1,700 เหรียญ ในเร็วๆ นี้
          รอส่งเงิน'5จี'ใส่กองทุนดีอี-คลัง
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงรายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่หลายย่านความถี่ล่าสุดว่า สำนักงาน กสทช.จะนำเงินในอัตรา 15% ของรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ งวดแรกที่ได้รับจากผู้ชนะการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว นำส่งเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) จากนั้นจะนำเงินส่วนที่เหลือส่งเข้ากระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน แบ่งเป็นคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ผู้ชนะการประมูลจะต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรกภายใน 15 วันก่อนวันเริ่มต้นการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่ง กสทช.กำหนดเบื้องต้นให้เริ่มในวันที่ 1 เมษายน 2564 หรือจนกว่า กสทช.จะกำหนดเป็นอย่างอื่น โดยบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท จำนวน 2 ใบอนุญาต มูลค่า 36,707.42 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรกจำนวน 3,670.742 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็น 10% ของราคาค่าใบอนุญาต และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส จำนวน 1 ใบอนุญาต ต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรกจำนวน 1,835.478 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็น 10% ของราคาค่าใบอนุญาต 18,354.78 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          คลื่น2600รอเคลียร์'อสมท'ก่อน
          นายฐากรกล่าวว่า ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ ผู้ชนะการประมูลต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตเต็มจำนวนภายใน 1 ปีนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล ได้แก่ เอไอเอส จำนวน 12 ใบอนุญาต มูลค่า 5,719.15 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 8 ใบอนุญาต มูลค่า 3,826.32 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 ใบอนุญาต มูลค่า 1,920.65 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จำนวน 2 ใบอนุญาต มูลค่า 974 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          "ส่วนรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ งวดแรกที่ได้รับจากผู้ชนะการประมูล ต้องรอมติเห็นชอบวงเงินเยียวยาให้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กรณีเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ทั้งนี้ เอไอเอส ผู้ชนะการประมูล จำนวน 10 ใบอนุญาต มูลค่า 20,930.027 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เข้าชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรกจำนวน 2,093.027 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็น 10% ของราคาค่าใบอนุญาตแล้ว" นายฐากรกล่าว
          ลุยตั้งทีมขับเคลื่อนกระทุ้ง5จีเกิด
          นายฐากรกล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่เสร็จสิ้นแล้ว เห็นควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติในทุกภาคส่วนโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนการต่อยอดการใช้งาน 5G ในภาคอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เสนอแนวทางไว้ ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานร่วม ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ รวมถึงมีตัวแทนจากสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ทั้งนี้ มองว่าควรให้ผู้ชนะการประมูลโดยได้รับใบอนุญาตรวมสูงสุดและรองลงมา ได้แก่ เอไอเอส จำนวน 23 ใบอนุญาต และทรู จำนวน 17 ใบอนุญาต เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย