กระตุ้นไทยเที่ยวไทยฟื้นศก. กบง.หั่นราคา"บี10"อีก1บาท

'ทีเส็บ'จัดแคมเปญหนุนการท่องเที่ยว ดึงต่างชาติเข้าไทย อัดโปรโมชั่นพักโรงแรม 3 วัน แถมฟรี 1 วัน
          เชื่อศก.ยังไม่วิกฤตเท่าต้มยำกุ้ง
          เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ รองประธานหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์มติชนรายวันพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า ถึงแม้ขณะนี้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ การระบาดของโรคปอดอักเสบ จากจีน หรือโควิด-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปเป็นจำนวนมาก หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นต้น แต่จากการประเมินในเบื้องต้น ยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 เนื่องจากครั้งนั้นกระทบกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ในปี 2563 คาดว่าธุรกิจฐานราก หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบโดยตรง
          "มองว่าปีนี้เป็นอีกปีที่ค่อนข้างหนัก ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตั้งดรีมทีมเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างจริงจัง และควรดึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในแขนงต่างๆ มาช่วยกันระดมความคิดโดยด่วน เพราะตอนนี้ในมุมมองของภาคเอกต้องการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันคิดแนวทางช่วยเหลือธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องมีการจดทะเบียนซึ่งมีความยุ่งยาก และบางธุรกิจก็ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน จึงอยากให้รัฐช่วยเปิดช่องให้ธุรกิจเหล่านี้ ได้ทำการค้าขายก่อน อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาคเศรษฐกิจได้ในช่วงนี้ แต่เบื้องต้นก็ทราบมาว่ายังติดในเรื่องของความมั่นคงในประเทศจึงไม่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้" ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว
          เร่งเบิกจ่าย-ประมูลโครงการ
          ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าวว่า สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจที่พอจะดำเนินการได้ในช่วงนี้ ต้องเปลี่ยนไปจับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ อาทิ ราชการระดับส่วนกลาง ข้าราชการเกษียณ และบุคคลที่มีเงินเก็บ เป็นต้น โดยภาครัฐและภาคเอกชน ต้องหาวิธีกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้ออกมาใช้จ่ายให้มากขึ้น อาทิ สนับสนุนให้ไทยเที่ยวไทยเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก เป็นต้น ซึ่งจะสามารถช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้ในระยะหนึ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 และต้องเร่งเปิดประมูลในโครงการต่างๆ แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการดำเนินการให้น้อยลง อาทิ จากสัญญาการดำเนินงาน 12 เดือน ร่นระยะมาอยู่ที่ 6 เดือน เพื่อเพิ่มรายได้ในการทำงานล่วงเวลา (โอที) ที่ในหลายบริษัทไม่มีการให้พนักงานทำโอทีแล้ว ให้กลับมามีรายได้ในส่วนนี้อีกครั้ง
          ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าวอีกว่า ขณะที่ปัญหาของการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงนักลงทุนว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์นี้ได้โดยเร็ว และต้องออกมาเตือนประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวปลอมที่ออกมาว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตจาก โควิด-19 ในไทยเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องมีการรายงานต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ ต้องดูเป็นระยะว่าในช่วงจุดพีคของปีหรือประมาณเดือนเมษายน ว่าจะกลับมาคึกคักหรือไม่ ถ้าสามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ คาดว่าทั้งปี 2563 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) จะโตประมาณ 2%
          คลังเล็งชงครม.ฟื้นเศรษฐกิจ
          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงมาตรการฟื้นเศรษฐกิจว่า มาตรการด้านเศรษฐกิจที่จะออกมานั้นคงต้องทยอยเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากเรื่องไหนแล้วเสร็จจะเสนอทันที เพื่อให้นำมาใช้ได้ทันกับสถานการณ์ มาตรการที่คาดว่าจะเสนอ ครม.ทันทีคือ ในเรื่องแนวทางการช่วยเหลือภาคท่องเที่ยว ขณะนี้ได้รับผลกระทบหนักจากไวรัสโควิด-19 ดังนั้น สศค.พยายามทำ รายละเอียดเสนอให้ทันการประชุม ครม.วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ แต่ถ้าไม่ทันจริงๆ คงต้องเสนอช่วงต้นเดือนมีนาคม
          "ขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ทันเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ซึ่งเลื่อนมาประชุมวันจันทร์ ดังนั้นยังไม่มั่นใจ 100% ว่าจะเสนอได้ทันหรือไม่ ส่วนในเรื่องชิมช้อปใช้ 4 คาดว่าจะเสนอในช่วงเดือนมีนาคม เพราะรายละเอียดยังไม่แล้วเสร็จ โดยเรื่อง เร่งด่วนต้องเสนอก่อนคือท่องเที่ยว" นายลวรณ กล่าว
          ลุยกำหนดเกณฑ์ใช้ประโยชน์ที่
          นายลวรณยังกล่าวถึงเรื่องภาษีที่ดินว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าเจ้าของที่ดินมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ถนนรัชดาภิเษก ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดิน ด้วยการนำมะนาวมาปลูกไว้บนที่ดินดังกล่าวนั้น เนื่องจากหากถูกตีความเป็นที่ดินเกษตร จะเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% เป็นขั้นบันใดตามมูลค่าที่ดิน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำอะไร จะต้องถูกเสียภาษีที่ดินในกลุ่มของการเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 0.3% และหากไม่ทำประโยชน์อะไรบนที่ดินแปลงนี้ อัตราภาษีจะปรับเพิ่มทุก 3 ปีในอัตรา 0.3% แต่รวมแล้วสูงสุดจะต้องไม่เกิน 3% ซึ่งตามกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ที่ถูกยกเลิกไปแล้วที่ดินดังกล่าวจะเสียภาษีประมาณ 1 แสนบาท ถ้าเข้าข่ายเป็นเกษตรกรรมจะเสียภาษีประมาณ 2 ล้านบาท แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินเกษตรกรรมจะถูกตีความเป็นที่รกร้างว่างเปล่าจะเสียภาษีประมาณ 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กำหนดคำว่าที่ดินรกร้างว่างเปล่า และไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ซึ่งก็จะต้องมาตีความกันว่าการใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพนั้น เป็นอย่างไร เช่น การนำที่ดินมูลค่าสูงๆ มาทำประโยชน์เป็นมูลค่าต่ำถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์ตามควรแก่สภาพหรือไม่ ซึ่ง สศค.จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์นี้ขึ้นมา
          ท้องถิ่นเก็บภาษีเกือบเท่าเดิม
          "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะทำให้นายทุนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากหรือ แลนด์ลอร์ด มีภาระในการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไรสูงขึ้น ซึ่งผลักดันให้นายทุนต้องคายที่ดินที่ถือครองมาทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เช่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ส่วนตัวมองว่าผู้ที่ถือครองที่ดินระดับพันไร่ หมื่นไร่ คงไม่สามารถทำสวนกล้วย สวนมะนาวได้ทั้งหมด เพราะมีต้นทุน ดังกล่าวการนำไปปล่อยเช่า เพื่อให้เกษตรกรได้ทำประโยชน์อาจจะเป็นแนวทางหนึ่ง" นายลวรณกล่าว
          นายลวรณกล่าวว่า สำหรับประเด็นที่มีการระบุว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้ต่ำลงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วนั้น โดยมีการยกกรณีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของห้างสรรพสินค้าว่ากฎหมายใหม่ทำให้ห้างเสียภาษีน้อยกว่ากฎหมายเดิม ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะตัวเลขที่ยกขึ้นมาอ้างนั้น เป็นการคำนวณเฉพาะภาษีที่เป็นตัวอาคารที่คิดภาษีตามตารางเมตร ยังไม่ได้คำนวณภาษีที่คิดบนมูลค่าราคาประเมินที่ดิน ซึ่งที่ดินที่เป็นที่ตั้งห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่จะมีมูลค่าสูง ดังนั้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉลี่ยแล้วรายได้ของท้องถิ่นจะใกล้เคียงเดิม
          ทีเส็บชี้โควิดกระทบคอนเสิร์ต
          นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยถึงผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงจัดการประชุม นิทรรศการ หรือการแสดงสินค้า ได้รับผล กระทบมากสุดคงจะเป็นการจัดกิจกรรม อาทิ คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาบางประเภท ส่วนงานอื่นๆ ที่จองการจัดงานในช่วงระยะยาวที่เป็นรายการสำคัญๆ ยังไม่ได้รับผลกระทบ มากนัก เพราะหลายรายการยังคงดำเนินไปตามกำหนดการเดิม อาทิ การประชุมระดับโลก และระดับภูมิภาค 18 รายการ ที่มีกำหนดจัดงาน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต โดยเบื้องต้น คาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานรวมทั้งสิ้น 17,800 ราย รวมถึงประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการนานาชาติอีก 6 รายการ ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาเยี่ยมชมงานมากถึง 24,546 ราย
          "ผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่นอนว่าส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจไมซ์ ที่อาจจะทำให้ตัวเลขเป้าหมายการเติบโตของปีนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นลูกค้าหลักหายไปเกือบ 100% โดยจากการลงพื้นที่ไปตามแหล่งท่องเที่ยว ก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่จีน เข้ามาเที่ยวไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงแรมบางแห่งก็ยังดูดี ไม่สามารถจองได้เพิ่มแล้ว เพราะเข้าพักเต็มหมด สาเหตุมองว่าเป็นเพราะโรคระบาดดังกล่าว จะรุนแรงในประเทศที่มีอากาศหนาว ส่วนประเทศไทยเป็นเมืองร้อน น่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก" นายจิรุตถ์กล่าว
          จับมือกระตุ้นคนไทยท่องเที่ยว
          นายจิรุตถ์กล่าวว่า ทั้งนี้ไทยยังแสดงจุดยืนในการรักษาความสะอาด และการควบคุมโรค จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีอยู่ ส่วนการประเมินมูลค่าความเสียหายต้องขอดูรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง แต่ยังเชื่อว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา จะควบคุมได้ภายในไตรมาส 1 นี้ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริง ในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2563 ก็จะเป็นช่วงที่ตัวเลขการจัดการทั้งหมดฟื้นกลับมา สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ การเตรียมความพร้อมในภาคการท่องเที่ยวของไทยทุกด้าน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับเข้ามาในอนาคต
          นายจิรุตถ์กล่าวว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ จะมีการจัดกิจกรรมร่วมกับตัวแทนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หอการค้าไทย และภาคเอกชนจำนวนมาก ลงพื้นที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่ต้องทำในขณะนี้คือ การกระตุ้นให้คนไทยออกเที่ยวไทย การพูดเชิญชวนหรือประชาสัมพันธ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ จึงต้องออกมาเดินทางด้วยตัวเอง และในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวกลับมาแล้ว จะมีการกระตุ้นตลาดเพิ่มเติม เริ่มต้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จะออกแคมเปญอัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาจัดกิจกรรมต่างๆ ในไทยมากขึ้น อาทิ การเดินทางเข้ามาพักในโรงแรม 3 วัน โรงแรมจะเพิ่มให้พักฟรี 1 วัน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ที่จัดกิจกรรมประชุมในประเทศไทยในด้านอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
          กบง.ไฟเขียวหนุนใช้น้ำมันบี10
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ กบง.ได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 ซึ่งรัฐได้ประกาศให้เป็นน้ำมันพื้นฐาน แทนดีเซลบี7 ภายในวันที่ 1 มีนาคมนี้ ทุกสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) จะต้องจำหน่ายทั้งหมดโดยจะกำหนดเพิ่มส่วนต่างราคาขายปลีกปัจจุบันจากเดิม บี10 ถูกกว่า บี7 เป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมจำนวน 2 บาทต่อลิตร และ บี20 ถูกกว่า บี7 จำนวน 3.50 บาทต่อลิตร จากเดิม 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้มากขึ้นโดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป
          "พบว่าส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลปัจจุบัน ยังไม่จูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ดีเซล บี10 ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ยังไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด ซึ่งการปรับครั้งนี้จะทำให้ บี20 ถูกกว่า บี10 เหลือแค่ 0.50 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังกำหนดค่าการตลาด บี10 อยู่ที่ 1.85 บาทต่อลิตร ส่วน บี20 เหลือ 1.55 บาทต่อลิตร และ บี7 เหลือ 1.50 บาทต่อลิตร เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจำหน่าย บี10 อีกทางหนึ่งด้วย" นายสนธิรัตน์กล่าว
          ปรับใหม่โครงสร้างราคาน้ำมัน
          นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า แนวทางดังกล่าวจะต้องนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาแนวทางการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวต่อไป ซึ่งแผนดังกล่าวจะส่งผลให้การใช้ บี10 เพิ่มเป็น 20 ล้านลิตรต่อวัน และระยะยาวจะไปสู่ระดับ 57 ล้านลิตรต่อวัน
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ยังมีการประชุมคณะทำงานเพื่อพลังงานที่เป็นธรรม มีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน โดยผลการหารือของที่ประชุมจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาชน องค์กรภาคเอกชน โรงกลั่น ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันได้ 0.50 บาทต่อลิตร โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม กบง.ครั้งหน้าราวต้นเดือนมีนาคม และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 19 มีนาคมต่อไป
          "ถือเป็นครั้งแรกที่เชิญภาคประชาชน เอ็นจีโอ มาหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อทำโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาข้อยุติ เพราะมีข้อรายละเอียดซับซ้อน เดิมตั้งใจจะให้เสร็จใน กบง.ครั้งนี้ แต่ไม่ทัน เบื้องต้นได้ข้อยุติลดลง 0.50 บาทต่อลิตรแต่จะเป็นชนิดใด หรือทุกชนิด ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งโครงสร้างนี้ก็จะเป็นแบบถาวร" นายสนธิรัตน์กล่าว
          'เอไอเอส'จ่ายเงินค่าคลื่น5G
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า 5G ว่าบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ผู้ชนะการประมูลความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิรตซ์ รวม 100 เมกะเฮิรตซ์ เข้าชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรก จำนวน 2,093.027 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็น 10% ของราคาค่าใบอนุญาต 20,930.027 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางหนังสือค้ำประกัน (แบงก์การันตี) จากธนาคารเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าใบอนุญาตในส่วนที่เหลือ 18,837 ล้านบาท โดยการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะแบ่งเป็น 7 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 จำนวน 10% และงวดที่ 2-7 จำนวนงวดละ 15% (ปีที่ 5-10) โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 50% ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใน 1 ปี และครอบคลุม 50% ของประชากรในเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) ภายใน 4 ปี
          นายฐากรกล่าวว่า เอดับบลิวเอ็นยังเป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 1 ใบอนุญาต รวม 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตงวดแรก จำนวน 1,835.478 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็น 10% ของราคาค่าใบอนุญาต 18,354.78 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมวางแบงก์การันตีจากธนาคารเพื่อค้ำประกันการชำระเงินค่าใบอนุญาตในส่วนที่เหลือภายใน 15 วัน ก่อนวันเริ่มต้นการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งสำนักงาน กสทช.กำหนดเบื้องต้นให้เริ่มในวันที่ 1 เมษายน 2564 หรือจนกว่า กสทช.จะกำหนดเป็นอย่างอื่น และคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 12 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 100 เมกะเฮิรตซ์ รวม 1200 เมกะเฮิรตซ์ ต้องชำระเงินค่าใบอนุญาต 5,719.15 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งกำหนดชำระเงินค่าใบอนุญาตเต็มจำนวนภายใน 1 ปี นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล
          เปิด5Gเชิงพาณิชย์ครึ่งปีแรก
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารเอไอเอส กล่าวว่า จากการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 700, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ ที่ผ่านมา ทำให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการทั้งระบบ 4G และ 5G รวม 1420 เมกะเฮิรตซ์ (ไม่รวมความร่วมมือกับพันธมิตร) ซึ่งมากที่สุดในอุตสาหกรรม โดยวางแผนงบลงทุนเบื้องต้น จำนวน 10,000-15,000 ล้านบาท ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
          นายสมชัยกล่าวอีกว่า อย่าเป็นกังวลเกี่ยวกับปริมาณคลื่นความถี่เพราะยังมีการตั้งคำถามว่าทำไมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) บางรายไม่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าทุกโอเปอเรเตอร์มีการวางแผนการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างดี อย่างเอไอเอสก็มีแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนในฐานะที่มีฐานลูกค้ามากที่สุดในอุตสาหกรรม การถือครองคลื่นความถี่ปริมาณมากจะทำให้สามารถดูแลลูกค้าได้ดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่าทุกโอเปอเรเตอร์ล้วนมีแผนการดำเนินธุรกิจที่ไม่ต่างกัน เพราะคงไม่มีรายใดต้องการทำให้ตัวเองเสียเปรียบ หรือเสียประโยชน์จากการประมูลนี้
          "บริษัทจะประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในเดือนมีนาคมนี้ และจะประกาศแผนการขยายโครงข่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ภายในช่วงครึ่งปีแรก" นายสมชัยกล่าว
          'ดีแทค'พร้อมบริการไตรมาส2
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกัน บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 100 เมกะเฮิรตซ์ รวม 200 เมกะเฮิรตซ์ เข้าชำระเงินค่าใบอนุญาตเต็มจำนวน 974 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค กล่าวว่า ช่วงแรกจะเปิดบริการ 5G ในพื้นที่ที่กำหนดเปิดให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการราวไตรมาส 2 ปี 2563 พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายปัจจุบันให้รับส่งข้อมูลดีขึ้น 3 เท่า โดยจะพัฒนาโครงข่ายปัจจุบันด้วยการขยาย Massive MIMO ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความเร็วสูงเพื่อใช้ในพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น และขยายโครงข่ายสำหรับการใช้งานระบบ 4G บนคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการบนคลื่นความถี่ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพิ่มอีก 3,400 สถานีฐาน
          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) 3 ราย ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ยังไม่แจ้งความประสงค์ในการขอเข้ารับใบอนุญาต แต่อย่างใด
          ผนึกจัดงานชวนไทยเที่ยวไทย
          กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ออกมาตรการสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศ โดยจัดแคมเปญ "ไอคอนสยาม ชวนไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่" เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19
          นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงได้เตรียมออกมาตรการรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อรับวิกฤตการณ์จากปัญหาดังกล่าว
          "กระทรวงตระหนักถึงความสำคัญของโรคเชื้อไวรัสที่ระบาดจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงเตรียมออกมาตรการเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยหนึ่งในมาตรการหลักที่กระทรวงเร่งดำเนินการคือการรณรงค์ให้คนไทยเที่ยวในประเทศไทย และงานมหกรรมที่ไอคอนสยามชวนไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฟื้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว" นายพิพัฒน์กล่าว
          ลุ้นบิ๊กตู่ผ่านมาตรการกระตุ้น
          นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า กระทรวงได้นำเสนอมาตรการรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ทราบแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งต้องหารือร่วมกันกับหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงบประมาณ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อเศรษฐกิจไทยจะได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
          นายสุพจน์ ชัยพัฒน์ศิริกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้กลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของคนทั้งโลก ส่งผลกระทบในหลายประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนั้น ไอคอนสยามจึงขานรับนโยบายภาครัฐในการ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศ โดยนำร่องแคมเปญใหญ่ ไอคอนสยาม ไทยช่วยไทย ร่วมกับ ททท.และภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจหลายภาคส่วน ครอบคลุมใน 4 มิติ อาทิ ไทยเที่ยวไทย ไทยช้อปไทย ไทยให้ไทย และไทยชูไทย เพื่อสร้าง บรรยากาศการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคัก โดยกิจกรรมจัดขึ้นจนถึง วันที่ 1 มีนาคม 2563