"สมคิด" เล็งใช้เงิน 5 จี แสนล้าน

มุ่งหวังนำไปพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อชุมชน
          "สมคิด" เล็งใช้เงินประมูล 5 จีแสนล้าน พัฒนาระบบโทรคมนาคม รองรับสตาร์ตอัพ-พัฒนาดิจิทัลชุมชน มั่นใจมีการลงทุนต่อเนื่องอีก 5 หมื่นล้าน "อุตตม" แย้มอาจไม่นำเงินเข้าคลัง และฝากไว้ที่กองทุน กทปส. เปิดกรุคลื่น 3 ค่ายมือถือเอไอเอสกะซวกไป 1,450 เมกะเฮิรตซ์ ทรูตามมาที่ 1,020 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนดีแทคทิ้งห่างครองคลื่น 340 เมกะเฮิรตซ์
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่เพื่อนำไปให้บริการ 5 จี จำนวน 49 ใบอนุญาต มีประมูลไปทั้งหมด 48 ใบอนุญาต รวมเป็นเงิน 100,521 ล้านบาทนั้น รัฐบาลจะพิจารณานำเงินดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาระบบโทรคมนาคมและภาคดิจิทัล จึงมอบหมายให้นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ไปดูข้อกฎหมาย เพื่อจะได้นำเงินนี้มาช่วยพัฒนาสตาร์ตอัพทางด้านดิจิทัล และพัฒนาดิจิทัลชุมชนด้วย และผลจากประมูลคลื่น 5 จี จะก่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องอีกราว 50,000 ล้านบาท
          ด้านนายอุตตม กล่าวว่า จะไปดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้เงินที่ได้จากการประมูล 5 จี ว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ตรงวัตถุประสงค์จึงต้องไปดูว่ามีวิธีใดบ้าง อาจจะเก็บเงินไว้ที่กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ก็ได้ส่วนการประมูลในราคาสูงแล้วจะมีผลต่อเรื่องราคาให้บริการประชาชนหรือไม่นั้น กสทช.จะเป็นผู้ดูแล
          ขณะที่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ในวันที่ 19 ก.พ. จะมีการประชุมบอร์ด กสทช.เพื่อรับรองผลการประมูล 5 จี อย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นผู้ชนะประมูลจะต้องแจ้งมายังสำนักงาน กสทช.ว่าจะนำเงินมาชำระค่าประมูลงวดแรก 10% พร้อมกับหนังสือค้ำประกันตามจำนวนวงเงินที่ชนะประมูลเมื่อใด เพื่อออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ชนะประมูลนำใบอนุญาตไปเปิดให้บริการ 5 จีได้ทันที
          นายอาณัติ เมฆไพบูลย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวหลังเสร็จสิ้นการประมูล 5 จี ว่าทรูได้คลื่นความถี่มาให้บริการเพิ่มอีก 890 เมกะเฮิรตซ์ ประกอบด้วยคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ ทำให้ขณะนี้ทรูมีคลื่นความถี่ไว้ให้บริการครอบคลุมคลื่นย่านความถี่สูง-กลาง-ต่ำ รวมทั้งหมด 1,020 เมกะเฮิรตซ์ นับว่าเพียงพอต่อการให้บริการที่ดี
          ทั้งนี้ การประมูล 5 จี เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ทรูเข้าประมูล 3 คลื่นความถี่ แต่พ่ายแพ้ในการประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ เพราะตัดสินใจหยุดเคาะราคาหลังผ่านการเคาะครั้งแรก ทำให้คลื่น 700 ตกเป็นของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เอไอเอส โดยนายอาณัติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันทรูมีคลื่น 700 ให้บริการอยู่แล้ว 10 เมกะเฮิรตซ์ นับว่าเพียงพอต่อการให้บริการ 5 จีในอนาคต
          "ส่วนแผนการให้บริการ 5 จีนั้น ทรูมีความพร้อมสูงสุด เพราะจะได้รับการสนับสนุนจากไชน่า โมบายล์ ผู้ให้บริการมือถือจากจีน โดยไชน่าโมบายล์เปิดให้บริการ 5 จีเป็นรายแรกๆของโลก ขณะนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเปิดบริการ 5 จีเชิงพาณิชย์เมื่อไร บอกได้แต่เพียงว่าจะเร็วที่สุด และเริ่มจากบริการบนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ส่วน 5 จีบนคลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์นั้น ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะเป็นคลื่นที่เน้นให้บริการเชิงอุตสาหกรรม"
          ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า การทุ่มเงินกวาดประมูลคลื่นความถี่ 5 จีของเอไอเอสในครั้งนี้ เพื่อทำให้แน่ใจว่าจะมีคลื่นความถี่เพียงพอและครอบคลุมสำหรับให้บริการฐานลูกค้ามากกว่า 40 ล้านราย ที่สำคัญเอไอเอสเคยผ่านความเสี่ยงเรื่องคลื่นไม่พอให้บริการมาแล้ว เมื่อมีการนำคลื่นใหม่ออกมาประมูล ก็ถือเป็นโอกาสที่ต้องซื้อคลื่นเก็บไว้ส่วนแผนเปิดให้บริการ 5 จี ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้เช่นเดียวกับทรู
          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการถือครองคลื่นความถี่ของแต่ละค่ายมือถือ เปรียบเทียบสัดส่วนกับฐานลูกค้าที่มีอยู่ โดยเอไอเอสถือครองคลื่นทั้งสิ้น 1,450 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อเปรียบเทียบกับฐานลูกค้าที่มีอยู่ 42 ล้านราย หรือ 1 เมกะเฮิรตซ์ ต่อลูกค้า 29,000 คน ส่วนทรูมีคลื่น 1,020 เมกะเฮิรตซ์ มีลูกค้า 30.1 ล้านรายคิดเป็น 1 เมกะเฮิรตซ์ต่อลูกค้า 29,500 ราย และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ครอบครอง คลื่นทั้งสิ้น 340 เมกะเฮิรตซ์ มีลูกค้า 20.6 ล้านราย คิดเป็น 1 เมกะเฮิรตซ์ต่อลูกค้า 60,600 ราย.