เงินเยียวยาคลื่น2600 ล็อกแบ่งอสมท-เอกชน ชี้ประมูล"5จี"เดือดแน่

สภาตลาดทุนเผยดัชนีเชื่อมั่น นักลงทุน ก.พ.วูบ ซบเซาครั้งแรก ในรอบ 4 ปี เหตุกังวลไวรัสโคโรนา
          เชื่อมั่นนักลงทุนก.พ.ต่ำสุดรอบ4ปี
          เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ 72.75 ปรับตัวลดลง 9.91% โดยดัชนีปรับลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ซบเซา เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกไทย เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยทั้งหมด อีกทั้งไทยยังพึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นอันดับ 1 หรือ 10% ของการส่งออกในภาพรวม รวมถึงปัจจุบันจีนกำลังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์แบบไม่ทันคาดคิด รองลงมาเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยมากที่สุด รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายของภาครัฐ
          "ผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.2% และจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเหลืออยู่ที่ 2.0-2.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ที่ 2.6-2.7% โดยเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวหายไป บวกกับการส่งออกก็ได้รับผล กระทบ ซึ่งจีนถือว่ามีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวและการบริโภคของประเทศไทยสูง โดยเฉพาะปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับ 2 รองจากฮ่องกง แต่ยังคาดว่าผล กระทบดังกล่าวจะกินเวลาไม่เกิน 3 เดือน และเชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเชื่อว่าผลกระทบจากไวรัสโคโรนาจะเป็นปัญหาระยะสั้น ไม่ได้ยืดเยื้อเหมือนสงครามการค้า โดยหากมีการค้นพบวัคซีนการแพทย์ที่สามารถออกมาควบคุมไวรัสได้ คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวแรงๆ ได้อีกครั้ง รวมทั้งยังมีปัจจัยกังวลอีกหลายเรื่อง อาทิ ความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 สงครามการค้าสหรัฐและจีน ที่แม้จะตกลงกันได้แล้วในเฟสแรก แต่การส่งออกของไทยก็ยังไม่ฟื้น ต่อเนื่องถึงการบริโภคในประเทศที่ยังอ่อนแอ การลงทุนเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นน้อยลง" นายไพบูลย์กล่าว
          ตลาดหุ้นไทยถึงจุดเลวร้ายสุดแล้ว
          นายไพบูลย์กล่าวว่า ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงสอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลกประมาณ 3-4% ยกเว้นตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังปรับขึ้นได้ดีอยู่ โดยถือว่าดัชนีหุ้นไทยปรับระดับได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากในปี 2562 ดัชนีปรับขึ้นเพียง 1% ซึ่งถือว่าแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะปรับบวกกว่า 25% และตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ที่บวกประมาณ 10-15% โดยขณะนี้ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะถึงจุดที่สะท้อนกรณีเลวร้ายที่สุดออกมาแล้วมากพอสมควร ทำให้หากเหตุการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาไม่ได้บานปลายไปมากกว่านี้ และจำนวนผู้ติดเชื้อยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง คาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะมีโอกาสปรับดีดตัวขึ้นได้ แต่ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ ดัชนีอาจจะไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร โดยประเมินดัชนีหุ้นไทยจะกลับขึ้นไปถึงระดับ 1,600 จุดได้ ส่วนทั้งปี 2563 คาดว่าเป้าดัชนีจะเคลื่อนไหวที่บริเวณ 1,650 จุด สำหรับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% นั้น มองว่าเป็นการช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม และทำให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับอ่อนค่าต่อได้ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติที่กำลังลังเลตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น รวมถึงรัฐบาลเองก็คงจะมีมาตรการกระตุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นนี้ด้วย
          เงินต่างชาติเข้าไทยทรงตัว
          นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ไทยบีเอ็มเอ) เปิดเผยว่า ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่าดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี และ 10 ปี ในรอบการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีนาคม 2563 (ประมาณ 7 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 50 และ 66 ตามลำดับ โดยดัชนีคาดการณ์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ "ไม่เปลี่ยนแปลง" เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลได้ปรับลดลงแล้วในช่วงต้นปี 2563 ก่อนที่จะทำแบบสำรวจความคิดเห็นนี้ จึงมีการรับรู้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา การลดดอกเบี้ยและความล่าช้าของงบปี 2563 ไปแล้ว รวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว จึงลดลงได้อีกไม่มาก ส่วนปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ อุปสงค์อุปทานในตลาดตราสารหนี้ที่ทรงตัวจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ การขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัว และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ลดลง ส่วนผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรแต่ละช่วงอายุ พบว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ 7 กุมภาพันธ์ 2563) พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับลดลง 0.30 บาท ขณะที่ผลตอบแทนจากพันธบัตรในช่วงอายุอื่นๆ มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกันหากเทียบกับผลตอบแทน ณ สิ้นปี 2562 ส่วนของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ทรงตัว หรือบวกขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รวมถึงหากพิจารณาฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าออกในตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ พบว่ามีเพียงมาเลเซียเท่านั้นที่นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิติดต่อกัน 2 เดือน ขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังอยู่ในสถานะขายสุทธิ
          เอสเอ็มอียอดขายหาย40%
          นายปรีชา ส่งวัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมทั้งการแข็งค่าของเงินบาท หากไม่ปรับระบบการผลิต ใช้นวัตกรรม สร้างแบรนด์ สร้างสินค้า ก็จะมีปัญหา เนื่องจากเอสเอ็มอีที่มีกว่า 2 ล้านรายนั้น พบว่า 95% รับจ้างการผลิต
          น.ส.อัครนงค์ รุจิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มิราเคิล เฮลธ์แคร์ จำกัด บริษัทรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กล่าวว่า ได้ใช้โปรแกรมพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมองค์กร (ไอโอพี) ประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต อาทิ พัฒนาสินค้าสร้างแบรนด์ของบริษัทเอง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 2561 เพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสูงขึ้น 25% คิดเป็นสัดส่วนต่อต้นทุนมากถึง 80% ของการผลิตทั้งหมด ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศชะลอลง ส่งผลต่อยอดคำสั่งสินค้าลดลงด้วย
          "ขณะนี้บริษัทได้ปรับตัว ทั้งลดกำลังการผลิต เลิกจ้างแรงงานที่เป็นสัญญาจ้างลง 20% และพัฒนาสินค้าสร้างแบรนด์ เพื่อประคองธุรกิจ แต่อยากให้รัฐบาลหาช่องทางตลาด เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ" น.ส.อัครนงค์กล่าว
          น.ส.ศุภร เอิบธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเกรด เคมิคอลกรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อทำความสะอาด กล่าวว่า ช่วงที่เกิดไวรัสโคโรนา บริษัทได้อานิสงส์ยอดขายกลับมาดีขึ้น จากปีที่ผ่านมายอดขายลดลง 10% แต่เชื่อว่าผลจากไวรัสจะส่งผลแค่ช่วงสั้น แต่ระยะยาวต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐช่วยเหลือพัฒนาเครื่องจักรที่มีราคาเหมาะสมกับ เอสเอ็มอี ไม่ใช่แค่ด้านเงินทุน
          กกร.จี้รัฐอุ้ม'เอสเอ็มอี'
          นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน อาทิ การขอยกเว้นการจ่ายประกันสังคมของลูกจ้างและเอสเอ็มอีเป็นระยะเวลา 6 เดือน ขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เร็วขึ้น ไม่เกิน 30 วัน จากเดิม 90 วัน การลดค่าไฟฟ้า 5% ระยะเวลา 6 เดือน แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล ดังนั้น กกร.จะหารือในที่ประชุมอีกครั้ง เพื่อจัดทำหนังสือข้อเสนอแนวทางการช่วยเหลือเร่งด่วน เพราะเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ต้องเผชิญหลายปัจจัย ทั้งจากไวรัสโคโรนาและปัญหาฝุ่น กระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและการจับจ่าย แม้รัฐบาลและสถาบันการเงินจะออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีไปบ้างแล้ว แต่คงจะต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง
          กสทช.ชี้'5ค่าย'ชิง5Gดุเดือด
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 700, 1800, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับ 5G พบว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) 5 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู มูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติครบทุกราย โดยพบว่าโอเปอเรเตอร์สนใจเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ใน 3 ย่าน ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700, 2600 และ 26 กิกะเฮิรตซ์ ขณะที่ คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใดสนใจเข้าร่วมประมูล เนื่องจากเป็นคลื่นความถี่ที่โอเปอเรเตอร์ถือครองอยู่แล้ว
          3ค่ายยักษ์สู้บิดคลื่น700
          "คาดว่าคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะมีการแข่งขันกันดุเดือด เนื่องจากมีโอเปอเรเตอร์ 3 ราย ได้แก่ เอไอเอส ทรู และแคท ยื่นคำขอรับใบอนุญาต โดยคลื่นดังกล่าวนำออกประมูล จำนวน 3 ชุด ชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 8,792 ล้านบาท นอกจากนี้ โอเปอเรเตอร์ 3 ราย ยังยื่นคำขอรับใบอนุญาตในคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ด้วย ซึ่งคลื่นความถี่นี้นำออกประมูล จำนวน 19 ชุด ชุดละ 10 เมกะเฮิรตซ์ รวม 190 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 1,862 ล้านบาท ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ มีโอเปอเรเตอร์ 4 ราย ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ได้แก่ เอไอเอส ทรู ดีแทค และทีโอที โดยคลื่นดังกล่าวนำออกประมูล จำนวน 27 ชุด ชุดละ 100 เมกะเฮิรตซ์ รวม 2700 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 423 ล้านบาท" นายฐากรกล่าว
          นายฐากรกล่าวว่า เป็นที่น่าจับตาว่า การประมูลครั้งนี้ เอไอเอสและทรู ที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใน 3 ย่านความถี่ น่าจะต้องการช่วงชิงความเป็นเบอร์หนึ่งในการให้บริการ 5G และต้องการชำระเงินทันทีที่ได้รับใบอนุญาต เพราะต้องการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด จึงต้องลุ้นกันว่าโอเปอเรเตอร์รายใดจะเป็นผู้ลงทุน 5G ก่อนกัน ส่วนดีแทค ซึ่งยื่นคำขอรับใบอนุญาตในคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ เพียงย่านเดียวนั้น ทำให้การประมูลในคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ มีการแข่งขันที่ไม่ดุเดือด เนื่องจากคลื่นความถี่ย่านดังกล่าวยังไม่พร้อมให้บริการ เพราะอุปกรณ์ยังไม่รองรับ
          'อสมท'รอเคาะเยียวยาสัปดาห์นี้
          นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกรณีการจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ว่า การจะทำโทรทัศน์บอกรับสมาชิกของ อสมท เกิดขึ้นในปี 2553 โดยเลือกบริษัท เพลย์เวิร์ค จำกัด เป็นพันธมิตรในการบริหารเนื้อหาและการตลาด โดยมีบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ดูแลโครงข่ายให้บริการด้วยเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไวร์เลสเน็ตเวิร์ค ทั้งนี้ อสมท พยายามขออนุญาตในการนำเข้าอุปกรณ์มาให้บริการแต่ไม่ได้ข้อสรุป กระทั่งปี 2561 อสมท ได้ขอนำเข้าอุปกรณ์เพิ่มเติม และปรับปรุงเทคโนโลยี ให้บริการบนเทคโนโลยี LTE จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ยังไม่ทันให้บริการ พบว่า ในปี 2562 กสทช. ได้เรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 144 เมกะเฮิรตซ์ ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่ง อสมท ได้เข้าชี้แจงและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุปเรื่องค่าเยียวยาในสัปดาห์นี้
          นายเขมทัตต์กล่าวว่า มองว่าการเยียวยาควรได้รับความเป็นธรรมและสมเหตุสมผล ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่า ที่ประชุม กสทช. จะสรุปการพิจารณาเยียวยาอย่างไร ซึ่งเมื่อที่ประชุม กสทช. มีมติแล้ว ต้องรีบแจ้งบอร์ดพิจารณาโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากได้ในอัตราที่พอใจ ในวงเงินที่คุ้มค่าจะต้องเข้ากระบวนการของคณะกรรมการตลาดทุน ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แจ้งผู้ถือหุ้น และตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระโดยต้องทำให้เร็วที่สุด ส่วนหากได้ในอัตราที่ไม่พอใจจะนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการข้อพิพาทระหว่างรัฐพิจารณา เพราะหน่วยงานรัฐไม่สามารถฟ้องหน่วยงานรัฐด้วยกันได้
          แบ่ง2ก้อนให้'อสมท'กับเอกชน
          นายจิตรนรา นวรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาการทดแทน ชดใช้ หรือ จ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2500-2690 เมกะเฮิรตซ์ กล่าวว่า อนุกรรมการชุดนี้มีความเป็นกลาง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ อสมท แต่อย่างใด โดยการที่ กสทช. แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเงินเยียวยา เพราะ อสมท ได้ลงนามความร่วมมือในการให้บริการไว้โดยชอบธรรมตั้งแต่ปี 2553 ทั้งนี้ สัญญาระหว่าง อสมท กับคู่สัญญา ทำขึ้นตามหลักเกณฑ์ทางธุรกิจ โดยอัยการไม่ได้เป็นผู้ร่างแต่เป็นผู้ตรวจร่างสัญญา ซึ่งเชื่อว่า ได้มีการตรวจร่างสัญญาแล้ว เนื่องจากขณะนั้นมีบอร์ด อสมท ท่านหนึ่งเป็นอัยการร่างสัญญาจึงมีความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
          นายจิตรนรากล่าวว่า สัญญานี้ทำให้ อสมท ยังคงได้รับความคุ้มครองตลอดจนกว่าจะหมดสัญญา แต่เมื่อยังเปิดให้บริการสัญญานี้จึงยังคงอยู่ และเมื่อ กสทช. อนุมัติเน็ตเวิร์คโค้ดเมื่อปี 2560 จึงถือว่าการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เกิดขึ้น โดยเริ่มประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ และการเริ่มนับสัญญาได้เริ่มขึ้น ซึ่งต้องมีอายุ 15 ปี (สิ้นสุดปี 2575) แต่เมื่อถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ในปี 2562 จึงเหลือเวลาในการใช้คลื่นความถี่อีกกว่า 13 ปี ดังนั้น ระยะเวลา 13 ปี จึงถูกกำหนดให้เป็นระยะเวลาในการพิจารณาค่าเยียวยาในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ซึ่งไม่ได้ระบุว่า อสมท จะได้รับค่าเยียวยาจำนวนเท่าใด เพราะเป็นอำนาจของที่ประชุม กสทช.
          "สิ่งที่ อสมท จะได้รับคือค่าเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ โดยการพิจารณาจะต้องพิจารณาอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม ภายใต้ความเห็นของอนุกรรมการเป็นความเห็นหลัก ร่วมกับการศึกษาของสถาบันการศึกษา โดย กสทช. จะกำหนดอัตราค่าเยียวยาว่า อสมท จะได้รับค่าเยียวยาเท่าไร และคู่สัญญาจะได้ค่าเยียวยาเท่าไร ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าคู่สัญญาจะแย่งค่าเยียวยาจาก อสมท" นายจิตรนรากล่าว
          นายจิตรนรากล่าวว่า การพิจารณาค่าเยียวยาในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ใช้หลักคือ ระยะเวลาที่ อสมท มีสิทธิใช้คลื่นความถี่ คือเวลาที่เหลือกว่า 13 ปี อนุกรรมการใช้วิธีการเทียบเคียงจากแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) และการจัดสรรคลื่นความถี่ย่านเดียวกันกับประเทศไทย คือ ประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ที่นำคลื่นความถี่ในกิจการโทรทัศน์มาใช้ในกิจการโทรคมนาคม และได้นำการเยียวยาทีวีดิจิทัล ที่คืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (มักซ์) 13,000 ล้านบาท และ 18,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยอนุกรรมการจะนำ 4 แนวทางนี้ มาเทียบเคียงกัน เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าที่ประชุม กสทช. จะให้น้ำหนักกับรายงานของใด
          คาดบอร์ดอีวีประชุมนัดแรกก.พ.นี้
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวีแห่งชาติ) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นว่า คาดว่ากรรมการชุดนี้จะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และการประชุมนัดแรกน่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยในส่วนของกระทรวงพลังงานจะเสนอความคืบหน้าการดำเนินการเพื่อเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน คือ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งดำเนินการมาระยะหนึ่งและคืบหน้าไปมาก
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. พิจารณาอัตราโครงสร้างค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จอีวีแยกออกมาอีกกลุ่มหนึ่ง จากปกติจะมีอัตราค่าไฟเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนธุรกิจนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนเรื่องอัตราค่าไฟภายในไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2563)
          "ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะออกเกณฑ์ด้านพื้นที่ เป็นลักษณะแมปปิ้ง อาจกำหนดระยะการตั้งสถานีชาร์จทุก 50 กิโลเมตร หรือ 100 กิโลเมตร ขณะนี้กำลังพิจารณา นอกจากนี้กระทรวงพลังงานจะออกเกณฑ์การอนุญาตจัดตั้งสถานีชาร์จอีวี เพื่อกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดเป็นรูปธรรม" นายสนธิรัตน์กล่าว
          'เทสโก้'ชี้เหตุโคราชไม่กระทบ
          กรณีเกิดเหตุกราดยิงที่ห้างเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก อาจส่งผลให้ประชาชนหวั่นเกรงการเดินทางห้างสรรพสินค้า และกระทบต่อการดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้า
          นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า เทสโก้ โลตัส ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนยังมาจับจ่ายใช้สอยปกติ เนื่องจากเทสโก้ โลตัส เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคในครัวเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนยังจำเป็นต้องใช้จ่ายอยู่
          "จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางเทสโก้ โลตัสรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้บริจาคสินค้าอุปโภค บริโภคให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.นครราชสีมา รวมถึงได้เปิดให้พนักงานที่สมัครใจร่วมบริจาคเลือดให้กับผู้บาดเจ็บที่ต้องการใช้เลือดอีกด้วย ในส่วนของมาตรการป้องกัน เทสโก้ โลตัสได้เพิ่มระบบความปลอดภัยให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ที่มาใช้บริการ" นางสาวสลิลลากล่าว
          ชี้ยังคาดการณ์ภาพรวมค้าปลีกยาก
          นางสาวสลิลลากล่าวว่า สำหรับธุรกิจค้าปลีกในปี 2563 หลังจากผ่านไปหนึ่ง เดือนแล้ว มองว่ายังคาดเดาสถานการณ์ตลอดทั้งปีนี้ได้ยาก จากหลายปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงดูแลลูกค้า โดยการคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและราคาประหยัด รวมถึงจะมีการจัดแคมเปญทางการตลาด ที่ถือเป็นจุดแข็งของเทสโก้ โลตัส มาสู้กับคู่แข่งทางการตลาดต่อไป นอกจากนี้ ในส่วนของการป้องกันการแพร่กระจายของโรคปอดอักเสบ ไวรัสโคโรนา ทางบริษัทมั่นใจว่าสินค้าที่นำมาขายทุกชนิดมีความสะอาดและได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ในส่วนของการทำความสะอาดราวบันไดเลื่อน หรือบริเวณที่มีใช้ร่วมกันเยอะๆ ได้กำชับพนักงานให้ทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ เช่นเดียวกับสาขาที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักทองเที่ยวเป็นจำนวนมาก ฉะนั้น มั่นใจได้ว่าเมื่อมาซื้อสินค้าที่เทสโก้ โลตัส ปลอดภัยแน่นอน
          สรรพากรจ่อออกมาตรการภาษีลงทุน
          นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมกำลังเตรียมมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับนิติบุคคลที่มีสถานประกอบกิจการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ (Special Economic Zone : SEZ) โดยจะเป็นการให้อัตราภาษีพิเศษสำหรับนิติบุคคล จากเดิมที่เคยเก็บในอัตรา 20% ลดเหลืออัตรา 10% ของกำไรสุทธิเป็นเวลา 10 ปี หรือ 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีการผลิตสินค้า และบริการ ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้มีงานทำ และเป็นการกระจายความเจริญ และเพิ่มรายได้แก่ท้องถิ่น ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยทางกรมสรรพากรจะเปิดให้นิติบุคคลในพื้นที่ SEZ ยื่นขอรับสิทธิได้ทันที จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563ซึ่งมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการค้าชายแดนให้มีความเข้มแข็ง อีกทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย และประเทศกลุ่ม CLMV ด้วย โดยกรมสรรพากรจะร่วมผลักดันไปพร้อมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ที่ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี และลดหย่อนภาษี 50% อีก 5 ปี ในกิจการกลุ่มเป้าหมายที่กำหนด
          "นอกจากนี้ ยังได้เตรียมการที่จะออกมาตรการภาษีสำหรับผู้ประกอบการในเขตพื้นที่อื่นๆ ด้วย ได้แก่ มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่นิติบุคคลที่บริจาคทรัพย์สิน ได้แก่ เครื่องจักร ส่วนประกอบอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องจักรเพื่อระบบอัตโนมัติ ให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ที่จัดตั้งโดยสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน (ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบ) หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยสามารถหักรายจ่ายได้สูงสุด 3 เท่า (ไม่เกินกำไรสุทธิหรือไม่เกิน 100 ล้านบาท) อีกทั้งทรัพย์สินที่บริจาค ยังได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์อีกด้วย ทั้งนี้ นิติบุคคลสามารถบริจาคทรัพย์สินได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้" นางสมหมายกล่าว