จับตาเกมแย่งคลื่น 2600 MHz ชิงผู้นำ 5G

หลังจากที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการเปิดรับเอกสารการประมูล 5G ไปเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เข้ายื่นเอกสารครบทั้ง 5 รายคือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิว นิเคชั่น จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ทั้งนี้ได้มีการคาดการณ์จากทั้งทางสำนักงาน กสทช. รวมถึงนักวิชาการออกมาว่าคลื่นความถี่ใดที่จะได้รับความสนใจจากโอเปอเรเตอร์และมีการแข่งขันช่วงชิงกันอย่างดุเดือดมากที่สุด
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ในปี 2563-2565 คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 5G จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 985,720 ล้านบาท โดยในปี 2563 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 177,039 ล้านบาท ปี 2564 จะสร้าง 322,619 ล้านบาท และ 476,062 ล้านบาท ในปี 2565 ซึ่งหลังจากมีการเคาะราคาการประมูลแล้วโอเปอเรเตอร์จะขอรับใบอนุญาตจาก กสทช. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนในต้นเดือนมีนาคม 2563
          ทั้งนี้คาดการณ์ว่าคลื่นความถี่ที่จะได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประมูลที่จะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากที่สุด คาดว่าน่าจะเป็นคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์เป็นอันดับแรก เนื่องจากคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์มีจำนวนแค่ 3 ใบอนุญาต แต่มีผู้เข้าร่วมประมูลหลายราย ทำให้ต้องมีการแข่งขันกัน อันดับที่ 2 คือคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะ เฮิรตซ์ ขณะที่คลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ อาจยังไม่มีการแข่งขันกันเท่าไหร่เพราะมีจำนวนมาก รวมถึงย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจเช่นกันเพราะผู้เข้าประมูลส่วนใหญ่มีคลื่นความถี่ดังกล่าวแล้ว
          ด้านนายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิชาการด้านโทรคมนาคม กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สำหรับการประมูลในครั้งนี้ประกอบด้วยคลื่นความถี่ย่าน 700, 1800, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งคลื่นที่จะมีการแข่งขันช่วงชิงกันมากที่สุดน่าจะเป็นคลื่น 2600 เมกะ เฮิรตซ์ ที่ตอนนี้มีอยู่ 190 เมกะ เฮิรตซ์ นอกจากนี้คลื่นความถี่ย่านอื่นๆ จะได้รับความสนใจน้อยลง อย่างเช่นคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่เป็นย่านความถี่ที่เอกชนทุกรายมีอยู่แล้ว ไม่รวมแคทและทีโอที ซึ่งคลื่นดังกล่าวไม่ได้มีแบนด์วิดธ์มากพอที่จะนำไปทำ 5G อีกทั้งยังมีราคาตั้งต้นสูงกว่าคลื่นย่านอื่น เนื่องมาจากราคาอ้างอิงในการประมูลครั้งก่อนด้วย จึงชี้ชัดว่าคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะไม่มีโอเปอเรเตอร์หรือผู้เข้า ประมูลสนใจ
          ขณะที่คลื่น 700 เมกะ เฮิรตซ์ ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้งานได้เพราะติดเรื่องการรีฟาร์มมิ่ง จากกิจการโทรทัศน์และอุปกรณ์สื่อสาร โดยคาดว่าน่าจะนำมาใช้ได้จริงในช่วงสิ้นปี เพราะ ฉะนั้นเอกชนอาจไม่สนใจ แต่มีรัฐวิสาหกิจ คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ที่มีคลื่นความถี่ใกล้เคียง คือย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานในปี 2568 ถ้าต้องการที่จะใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ต่อก็เป็นไปได้ว่าจะเลือกคลื่นย่านนี้ ส่วนคลื่นความถี่ 26 กิกะเฮิรตซ์ ในความเป็นจริงสามารถใช้ทำ 5G ได้แต่เชื่อว่าในการประมูลครั้งนี้เนื่องจากคาดว่าเอกชนยังไม่ค่อยมีความมั่นใจหรืออาจยังไม่อยากลงทุน เพราะมีการใช้งานที่จำกัด เอกชนน่าจะสนใจคลื่นชุดที่มีศักยภาพสามารถทำ 5G ได้จริงอย่างคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์
          "เอกชนน่าจะสนใจชุดคลื่นความถี่ที่นำไปแล้วเป็นประโยชน์ในการสร้างโครงข่าย 5G ได้จริง ซึ่งเป็นอาวุธในการแข่งขันกับเอกชนรายอื่น เพราะฉะนั้นน่าจะยังไม่ให้ความสนใจกับคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ ตอนนี้ความถี่ที่คาดว่าจะได้รับความสนใจมากที่สุดน่าจะเป็นย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ รองลงมาคือ 700 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ สำหรับตัวเลขคาดการณ์รายได้จากการประมูล 75,000 ล้านบาท ต้องอยู่บนบรรทัดฐานที่ว่าชุดคลื่นความถี่ 2600 เมกะ เฮิรตซ์ ถูกประมูลออกไปทั้งหมดและมีการแข่งขันเคาะราคากันภายในการประมูล รวมถึงคลื่นความถี่ในชุดอื่นๆ ที่จะต้องมีการประมูลออกไปได้ด้วย ทั้งนี้อาจมีชุดความถี่ที่ไม่ได้รับความสนใจเลยซึ่งตรงนี้ก็ต้องเผื่อใจไว้"

          คลื่นที่จะมีการแข่งขันช่วงชิงกันมากที่สุดน่าจะเป็นคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์