ครม.ไฟเขียวปลุกลงทุน ทุ่มสินเชื่อแสนล.

บูมอีอีซี-เอสเคิร์ฟ-โรโบติกส์ อนุมัติสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ปลดล็อก'กัญชง'-ปลูกได้1ไร่
          ททท.หารือคลัง ชง ครม.เศรษฐกิจลดภาษีน้ำมัน สายการบิน-ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวถึง 31 ธันวาฯ ไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบทัวร์จีนยกเลิก-เตรียมดึงตลาดใหม่เสริม
          'บิ๊กตู่'ขอชาวสวนยางเข้าใจราคา
          เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนยางพาราภาคใต้ ชุมนุมเรียกร้องรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้ในเรื่องของราคาว่า เคยบอกไว้แล้วว่าอะไรที่เคยหาเสียงไม่ใช่ว่าจะได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องมีประสิทธิภาพตามวงเงินที่มีอยู่ เพราะจะทำทุกนโยบายทั้งหมดทีเดียวเลยคงไม่ได้ วันนี้ได้อนุมัติเบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นจากเดิม 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน จะเห็นได้ว่าในช่วงตั้งแต่ปี 2557-2562 การเพิ่มจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท สำหรับเบี้ยคนพิการใช้เงินกว่า 4 พันกว่าล้านบาท การขึ้นแต่ละอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ขึ้นมาแค่ 200 บาท ก็ต้องเข้าใจว่าต้องบริหารงบประมาณให้เหมาะสม ก็ขอประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ
          พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องของสวนยางพารา ปัญหาสำคัญคือปริมาณและความต้องการของตลาด รวมถึงปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว วันนี้ในหลายพื้นที่มีการปรับเปลี่ยนการปลูกยางไปบ้างแล้ว มีการปลูกพืชอื่นเสริม ต้องช่วยกันแบบนี้ เพราะหากยังผลิตที่ยังมากอยู่ก็ไม่มีทางที่ราคาจะสูงขึ้น เพราะสต๊อกยางมีมากขึ้น ต้องส่งเสริมการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเพื่อพี่น้องเกษตรกร แต่ต้องยอมรับว่าการจะทำอะไรก็ตาม แม้แต่ทำโซนนิ่งพื้นที่การเกษตรก็ยังดำเนินการไม่ได้มากนัก เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของเกษตรกร ต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลงเรื่องพวกนี้อีกพอสมควรถึงจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน แต่ก็ไม่ท้อ เพราะเข้าใจดีถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร
          'เทพไท'เผยสวนยางขอ60บ./กก.
          นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการชุมนุมของเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มหนึ่ง เพื่อเรียกร้องราคายางพาราที่กำลังตกต่ำ ให้ราคาท้องตลาดที่กิโลกรัม (กก.) ละ 60-65 บาทว่า รู้สึกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องชาวสวนยางทุกคน เพราะราคายางพาราในขณะนี้อยู่ที่ กก.ละ 30-35 บาท แม้ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการช่วยเหลือเยี่ยวยาพี่น้องชาวสวนยางในเบื้องต้น ด้วยนโยบายประกันรายได้เกษตรกร กำหนดให้ราคายางพารา กก.ละ 60 บาทแล้ว แต่อาจจะไม่ทั่วถึงเกษตรกรทุกกลุ่ม
          "ในฐานะที่ผมเป็น ส.ส.ของพี่น้องชาวสวนยางพาราคนหนึ่ง ในวันที่ 29 มกราคมนี้ จะใช้สิทธินำเรื่องการชุมนุมและความเดือดร้อนของชาวสวนยางพารา หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร และหาแนวทางหรือมาตรการแก้ไขปัญหาต่อไป" นายเทพไทกล่าว
          โคโรนาทำทัวร์จีนหาย2ล้านคน
          นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อหารือติดตามสถานการณ์และผลกระทบด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคปอดติดเชื้อไวรัสโคโรนาว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ พบว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ทางการจีนระงับการเดินทางของกรุ๊ปทัวร์ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรมของสมาคมโรงแรมไทยที่เป็นลักษณะกรุ๊ปทัวร์ยกเลิกห้องพัก 100% ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางด้วยตนเองมีการยกเลิกห้องพักไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยคาดว่าจากผลกระทบครั้งนี้ จะทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนหายไปประมาณ 1.89-2 ล้านคน
          นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ ททท.จะทำต่อจากนี้ คือ ดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นมาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป เพื่อให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมาย โดยประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศในอาเซียน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน รัสเซีย ยูเครน โปแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยจะเน้นการเพิ่มความถี่และจำนวนวันเข้าพัก พร้อมวางแผนทำการตลาด 2 ช่วง คือ ช่วงครึ่งปีแรกจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่วนครึ่งปีหลัง จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ได้เดือนละ 1 ล้านคน ตลอดจนเน้นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ไม่ได้เป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโคโรนา
          คุยคลังลดภาษีน้ำมันสายการบิน
          นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ขณะที่มาตรการเร่งด่วนที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผล กระทบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง อาทิ การเสนอลดภาษีน้ำมันของสายการบิน การขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินให้นักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ที่จะมาทดแทนตลาดจีน ซึ่งเป็นมาตรการใกล้เคียงกับที่รัฐบาลเคยใช้ในช่วงที่เกิดปัญหาโรคซาร์สระบาด ควบคู่กับการเสนอมาตรการเดิม คือ เสนอขอขยายเวลาฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับประเทศอินเดีย รัสเซีย และจีน โดยขอขยายไปถึง 31 ธันวาคม 2563 โดยมาตรการทั้งหมดจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ในวันที่ 31 มกราคมนี้
          คงเป้าท่องเที่ยว3.16ล้านล.บาท
          "ผมได้เน้นย้ำว่าแม้จะมีสถานการณ์โรคระบาดกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ ททท.เชื่อมั่นว่ามาตรการและความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนจะยังคงทำให้เป้าหมายของนักท่องเที่ยวในปีนี้เป็นไปตามแผนเดิมคือ มีรายได้รวม 3.16 ล้านล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ คาดจะมีนักท่องเที่ยว 40.78 ล้านคน รายได้ 2.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% และตลาดในประเทศ 172 ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น 3% สร้างรายได้ 1.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ส่วนตลาดจีน คาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาเพิ่มขึ้น 5 แสนคน ถึง 1 ล้านคน ตามเป้าหมายที่คาดว่าตลอดทั้งปี 2563 ที่จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนรวมประมาณ 11.5-12 ล้านคน" นายยุทธศักดิ์กล่าว
          'กสทช.'คลายปมประมูล5G
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า หลังการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย 5G ระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ได้ให้โอเปอเรเตอร์รวบรวมข้อกังวลและเสนอถึง กสทช. เพื่อให้ กสทช.เสนอไปยังรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่โอเปอเรเตอร์ เสนอให้ช่วยพิจารณาขยายเพดานหนังสือค้ำประกัน (แบงก์การันตี) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ แต่ทั้งนี้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ราย จะยื่นเรื่องให้ กสทช.พิจารณาได้หลังวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นวันยื่นซองแสดงความจำนงเข้าประมูล
          นายฐากรกล่าวว่า ส่วนเรื่องงบประมาณ หากต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ขอให้ กสทช.ระบุตอนนำส่งรายได้เข้ารัฐว่าต้องการให้นำเงินที่ส่งนั้นแปลเป็นงบประมาณในการสนับสนุน 5G อย่างไร เช่น โรงพยาบาลอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ เป็นต้น เพราะ กสทช.ไม่สามารถนำเงินโดยตรงให้ภาคเอกชนได้ ทั้งนี้ เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติในทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก 5G อย่างเต็มที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
          บอร์ดทีโอทีไฟเขียวประมูล5G
          นายพิพัฒน์ ขันทอง กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยในการแถลงข่าวเตรียมความพร้อมการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 5G ว่าคณะกรรมการบริษัทเห็นชอบให้เดินหน้าประมูลคลื่น 5G แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะประมูลคลื่นไหน ซึ่งทีโอทีได้เตรียมความพร้อมด้านเอกสาร รวมถึงได้เสนอแผนธุรกิจ 5G ต่อคณะกรรมการบริษัทแล้ว จากนั้นจะเสนอต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ต่อไป ซึ่งทีโอทีมีฐานะสามารถใช้เงินของทีโอทีในการเข้าร่วมประมูลเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา ทีโอทีมีรายได้ 57,897 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,896 ล้านบาท คาดว่าปี 2563 จะมีรายได้อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท และวางแผนเงินลงทุนไว้ที่ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการอีอีซี, โครงการท่อร้อยสาย, โครงการดิจิทัล เซอร์วิส โครงสร้างพื้นฐาน 5G และโครงการยกเลิกชุมสายทองแดง
          "ส่วนความคืบหน้าการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่นั้น ยังคงต้องดำเนินการเพราะการควบรวมยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ความคืบหน้าการตรวจรับงานโครงการเน็ตชายขอบที่ทำกับ กสทช. อยู่ระหว่างตรวจรับงาน ยอมรับว่าบางพื้นที่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ แต่บางพื้นที่ก็ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน" นายพิพัฒน์กล่าว
          นายชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริษัททีโอทีฯ กล่าวว่า ได้มีการวางแผนการลงทุน 5G ไว้อย่างชัดเจน หากเป็นโครงการเพื่อประโยชน์สังคมและสาธารณะ ทีโอทีจะขอให้รัฐบาลช่วยลงทุน แต่หากเป็นโครงการของทีโอทีเองก็จะใช้เงินตัวเอง และรับรองว่าจะไม่ขายคลื่นต่อให้คนอื่นทำธุรกิจแทนแน่ๆ ส่วนการลงทุน 5G นั้น จะไม่ซ้ำซ้อนกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เพราะต้องช่วยกันทำโครงการในอนาคตอยู่แล้ว หลังมีการควบรวมกิจการของทั้งสองบริษัท
          ตั้ง13คณะทำงานดูเรื่องควบรวม
          นางณัฏฐ์ณัชชา ไชยประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกฎหมาย ทีโอที กล่าวถึงความคืบหน้าในการควบรวมกิจการระหว่างแคท และทีโอที เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือเอ็นที ว่าขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการย่อย 13 คณะ ในการดูเรื่องต่างๆ เช่น ด้านบริการ การเงิน และบุคลากร เพื่อไม่ให้การควบรวมเกิดผลกระทบต่อสวัสดิการของพนักงาน ส่วนการว่าจ้างที่ปรึกษาได้ดำเนินการร่างสัญญาเสร็จแล้วในวงเงิน 30 ล้านบาท โดยทั้งทีโอที และแคท ออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ซึ่งจะมีการศึกษา 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องกฎหมาย เรื่องบุคลากร ทีโอทีรับผิดชอบ และที่ปรึกษาควบรวม ทั้งด้านการเงิน และยุทธศาสตร์ แคทเป็นผู้รับผิดชอบ
          คลังเล็งหั่นจีดีพีปีนี้ใหม่29ม.ค.
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ให้ทุกหน่วยงานช่วยดูแลเศรษฐกิจในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงนี้มีปัญหาทั้งในเรื่องไวรัสโคโรนา ในเรื่องงบประมาณประจำปี 2563 โดยทุกหน่วยงานต้องสื่อสารให้ประชาชนรับทราบว่าทำอะไรไปแล้ว ยอมรับว่าปัญหาทั้งเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทำให้กระทรวงการคลังต้องปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปี 2563 ใหม่จากเดิมเคยประเมินไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่าปีนี้จะโต 3.3% คาดว่าต้องปรับลดลงในการประเมินวันที่ 29 มกราคมนี้
          จ่อออกชิมช้อปใช้เฟส4
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงการคลังเตรียมมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพากรและกรมบัญชีกลาง ศึกษาดำเนินการชิมช้อปใช้เฟส 4 หลังจากดำเนินการไปแล้ว 3 เฟส หมดอายุทั้ง 3 เฟสในวันที่ 31 มกราคมนี้ โดยขณะนี้ยังเหลือเงินในการดำเนินการชิมช้อปใช้อีก 5 พันล้านบาท และถ้าไม่พอสามารถขอเพิ่มเติมได้ โดยหวังให้มาตรการชิมช้อปใช้มาช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในให้คึกคักขึ้น อาจจะมีการลงทะเบียนเพิ่มเติมจากผู้ที่ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ 12.6 ล้านคน รวมถึงให้ร้านค้ามาลงทะเบียนใหม่จากเดิมมีอยู่แล้ว 1.7 แสนราย
          นายอุตตมกล่าวว่า ส่วนกรณีชิมช้อปใช้อินเตอร์แนวคิดกระทรวงท่องเที่ยวนั้น ยังไม่ได้หารือ ถ้ากระทรวงท่องเที่ยวจะนำชื่อชิมช้อปใช้ไปทำมาตรการไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ ใช้ได้เลย ส่วนกรณีผู้ประกอบการท่องเที่ยวเสนอขอให้ลดภาษีเครื่องบินนั้น กรมสรรพากรกำลังพิจารณาอยู่ ส่วนลดดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวนั้นคงต้องขอดูในรายละเอียดก่อน
          ยันมีทางออกงบปี'63ชะงัก
          นายอุตตมกล่าวถึงกรณีงบประมาณ 2563 ว่ากระทรวงการคลังหารือกับสำนักงบประมาณ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมแนวทางในงบประมาณ 2563 ไว้ ขณะนี้คงรอศาลรัฐธรรมนูญว่ามีคำตัดสินอย่างไรออกมา อย่างไรก็ตาม หากงบประมาณ 2563 ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในเดือนมีนาคม รัฐบาลมีทางออกในเรื่องงบประมาณไว้หลายแนวทาง พร้อมนำมาใช้ทันที แต่ไม่สามารถไปพูดก่อนได้ เพราะส่วนหนึ่งจะเป็นการก้าวล่วงศาล โดยยืนยันว่าการเบิกจ่ายงบประมาณในเรื่องเงินเดือนข้าราชการไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้นขณะนี้เตรียมแนวทางไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งขอให้มั่นใจว่าในปี 2563 จะมีงบประมาณใช้อย่างแน่นอน
          ครม.เห็นชอบแนวกระตุ้นลงทุน
          นายอุตตมกล่าวว่า ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 มกราคม เห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศปี 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรได้ 250% หรือ 2.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นอกจากนี้ ยังยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยปัจจุบันเครื่องจักรส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่แล้ว มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าในครั้งนี้จะยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรส่วนที่เหลืออีก 146 รายการ โดยของที่ได้รับยกเว้นอากรต้องเป็นของที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน และจะต้องนำไปใช้ในการประกอบกิจการของผู้นำของเข้าเท่านั้นไม่ใช่เพื่อการจัดจำหน่ายหรือใช้ในบ้านเรือนระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลังมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563
          นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ หรือซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ปีที่ 1-2 ดอกเบี้ย 2% และปีที่ 3-5 ดอกเบี้ย 4% วงเงินกู้สูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563
          พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ จาก ธสน. เช่น ฟรีค่าธรรมเนียม Front-end-Free ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. 4 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การขอสินเชื่อและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ ธสน. กำหนด นอกจากนี้ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังมีสินเชื่ออัตราพิเศษอีกมากกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลุ่มธุรกิจ New S-Curve หรือธุรกิจที่เป็น Supply Chain ธุรกิจเกษตรแปรรูป และธุรกิจ Robotics ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 จะส่งผลก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 110,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.25% หลังจากนี้จะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมาเสริม ซึ่งเสนอเข้าบอร์ดบีโอไอวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นเสนอ ครม.ให้พิจารณาต่อไป
          ส.อ.ท.หวั่นไตรมาสแรกไม่ฟื้น
          นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม 2562) นี้ มีความน่าเป็นห่วงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงไม่คาดคิดจากภายนอกว่าด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งหากรัฐบาลจีนไม่สามารถควบคุมให้ยุติได้ภายในไตรมาส 1 จะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของไทยและหากยืดเยื้อไปถึงไตรมาส 2 จะทำให้กระทบเศรษฐกิจไทยภาพรวมทั้งปี 2563 อาจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจีนจะแก้ไขปัญหาไวรัสโคโรนาให้ยุติลงได้รวดเร็วเพียงใด หากยืดเยื้อไปนานเศรษฐกิจไทยจะเสี่ยงมากขึ้นจะกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะจีนเป็นคู่ค้าสำคัญ นอกจากนี้ ผลจากปัญหาทำให้จีนปิดประเทศ เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง กระทบท่องเที่ยวไทย เพราะนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเฉลี่ยเดือนละ 900,000 คน คาดว่าไตรมาส 1 รายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวจากจีน จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท
          "คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโต 2.5-3% ส่งออก -2-0% ดีกว่าปี 2562 แต่ขณะนั้นไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังจากนี้จึงต้องติดตามใกล้ชิด" นายเกรียงไกรกล่าว
          ติดตามใกล้ชิดร่างฯงบปี'63
          นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ ร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่มีการยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าจะเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใด แต่ต้องยอมรับว่างบประมาณล่าช้าไปมากนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 มีผลกระทบต่อเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจให้ยิ่งล่าช้าออกไปอีก
          นายเกรียงไกรกล่าวว่า อีกปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามอีก คือภัยแล้ง จะรุนแรงหรือไม่ เพราะหากรุนแรงจนเกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้จะกระทบต่อแรงซื้อในประเทศ ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมเองเริ่มวิตกกังวลว่าน้ำจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ล่าสุดเอกชนหารือเบื้องต้นเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งการนำระบบกลั่นน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืดแม้ต้นทุนแพงแต่ดีกว่าขาดน้ำในกระบวนการผลิต การซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และบางรายเตรียมรับมือด้วยการเจาะน้ำบาดาลและขุดบ่อกักน้ำไว้บางส่วนแล้ว
          กังวลไวรัสฉุดบาทอ่อนสุดในเอเชีย
          นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้านี้อ่อนค่าที่ระดับ 30.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน ที่ระดับ 30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คาดกรอบเงินบาทวันนี้ 30.70-30.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยในคืนที่ผ่านมาตลาดทุนทั่วโลกไม่สดใส โดยดัชนีหุ้นทั้งฝั่งยุโรปและสหรัฐปรับตัวลงทั้งหมดราว 1-3% ดัชนีวัดความกลัวอย่าง VIX index ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 18% ใกล้เคียงกับช่วงสงครามการค้า จากปกติราว 14% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลง 2.6% มาที่ระดับ 52.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลกับปัญหาไวรัสระบาดที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก
          "เงินบาทช่วงนี้ซื้อขายอ่อนค่าอย่างเดียว จนล่าสุดกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชียตั้งแต่ต้นปี โดยอ่อนค่าถึง 2.4% จาก 29.92 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เชื่อว่าส่วนหนึ่งเกิดจากภาพเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นจากการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็มีแรงขายเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบ จึงมีโอกาสอ่อนค่าได้อย่างไม่มีแนวต้าน อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าจากสถานการณ์นี้ค่าเงินบาทอาจจะอ่อนค่าเดือนละ 1% ซึ่งในช่วง 1-2 เดือนนี้อาจจะเห็นบาทอ่อนค่าไปถึง 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ ระยะสั้นแนะนำจับตาทิศทางตลาดทุนเป็นหลัก ถ้ายังมีแรงขายต่อก็อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงได้อีก" นายจิติพลกล่าว
          นายจิติพลกล่าวว่า ค่าเงินบาทวันที่ 28 มกราคม ปิดตลาดที่ 30.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.58% จากเปิดทำการช่วงเช้า โดยปัจจัยหลักที่ทำค่าเงินบาทอ่อนค่าคือความกังวลไวรัสโคโรนา ประกอบกับตลาดหุ้นที่ยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และมีปัจจัยการเมืองในประเทศด้วยส่วนหนึ่ง ในช่วงวันทำการที่เหลือสัปดาห์นี้คาดกรอบค่าเงินบาทที่ 30.75-31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
          ผวาโคโรนาหุ้นปิดลบ10.89จุด
          ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการซื้อขายดัชนีหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,524.15 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,531.53 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,513.26 ปรับลดลง 10.89 จุด หรือ 0.71% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,535.23 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,507.36 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 67,113.51 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 907.10 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,262.61 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 651.20 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 3,820.91 ล้านบาท
          นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลง หลังจากภาคเช้าเคลื่อนไหวในแดนบวก เนื่องจากมีกลุ่มคนตีความว่า มีกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับโรคระบาดเชื้อโคโรนาไวรัส ได้แก่ กลุ่มส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เนื่องจากมีการประเมินว่า การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ๆ ของจีนหยุดชะงักไป สะท้อนได้จากบริษัทที่มีฐานผลิตในจีน ราคาหุ้นก็ปรับลดระดับลง อาทิ ซีพีเอฟ ที่ปรับตัวลงเล็กน้อย โดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดยเดลต้า ปรับลดลงเกือบ 10% เคซีอี 5% ซึ่งเมื่อหุ้นเหล่านี้ปรับลดลง ก็ทำให้บรรยากาศในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ดีมากนักนั้น นักลงทุนตกใจจึงเกิดแรงขายขึ้น ส่วนหุ้นกลุ่มที่อ่อนแอมากกว่าภาพรวมตลาด อาทิ ท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน ความจริงไม่ได้ปรับลดลงมาก แต่ตัวที่ปรับลดลงมากจริงๆ เป็นกลุ่มที่แข็งกว่าตลาดมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จึงเป็นการปรับฐานให้หุ้นอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
          "ส่วนวันที่ 29 มกราคม ประเมินว่าปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยยังเป็นเรื่องเดิมๆ ซึ่งการปรับตัวลงของตลาดในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ปรับฐานลงมาในระดับใกล้เคียงกัน จึงคิดว่าน่าจะเห็นการฟื้นตัวของดัชนีได้ โดยโรคระบาดไวรัสโคโรนา ในประเทศไทยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสส่วนมากมาจากประเทศจีน ในส่วนของคนไทยที่ติดมาจากคนจีน หรือคนไทยติดสู่คนไทย ภาพยังไม่ได้เกิดขึ้น และยังไม่มีผู้เสียชีวิตในประเทศไทย ทำให้มองว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศไทย ยังสามารถควบคุมได้" นายณัฐพลกล่าว
          เคาะรถไฟฟ้าสีส้ม1.1แสนล.
          น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี) ระยะทางรวม 13.4 กิโลเมตร มี 11 สถานีเป็นสถานีใต้ดินทั้งหมด เริ่มต้นที่บางขุนนนท์ จนถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ 7 จุด ได้แก่ บางขุนนนท์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ยมราช ศิริราช ราชเทวี ราชปรารภ และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สำหรับรูปแบบการลงทุนจะเป็นแบบภาครัฐจะลงทุนเฉพาะค่างานจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น ส่วนภาคเอกชนจะลงทุนค่างานโยธาโครงการ ภาครัฐจะทยอยจ่ายคืนให้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เอกชนจะลงทุนค่างานระบบไฟฟ้า ขบวนรถไฟฟ้า การบริหารการเดินรถ และซ่อมบำรุงรักษาตลอดเส้นทาง ระยะเวลาในการเดินรถ 30 ปี นับตั้งแต่โครงการเปิดให้บริการ โดยเอกชนจะเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสาร รับความเสี่ยงด้านรายได้ค่าโดยสาร รายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงาน สำหรับงบประมาณ เป็นวงเงินจากภาครัฐ 110,673 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจัดการกรรมสิทธิ์รวมกับค่าจ้างสำรวจอสังหาริมทรัพย์ 14,666 ล้านบาท และเป็นเงินสนับสนุนให้เอกชนที่เกิดขึ้นตามจริงในการก่อสร้างงานโยธา 96,012 ล้านบาท ขณะที่วงเงินจากภาคเอกชน 32,116 ล้านบาท แบ่งเป็นค่างานระบบรถไฟฟ้า 31,000 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหาร 1,116 ล้านบาท โดยสัดส่วนการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนจะอยู่ที่ 86 ต่อ 15% ด้านผลตอบแทนทางด้านการเงินอยู่ที่ร้อยละ 0.0 ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ อยู่ที่ร้อยละ 19.45 ขณะที่กรอบระยะเวลาในการดำเนินโครงการ จะมีการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการจนถึงเดือนตุลาคมนี้ และพร้อมเปิดให้บริการในปี 2569 ส่วนฝั่งตะวันออกคาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ในปี 2566
          ไฟเขียวเบี้ยพิการเดือนละ1พัน
          น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติเพิ่มเบี้ยผู้พิการจากปัจจุบัน 800 บาท ต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเสนอ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน เพราะจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนพิการได้ และไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มมากขึ้นจนเกินไป สถานะทางการเงินของผู้พิการ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและมีรายได้น้อยมาก เฉลี่ยเดือนละ 4,326 บาท การปรับปรุงเบี้ยผู้พิการให้ตอบสนองความต้องการที่จำเป็นจะช่วยให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข้อมูลจากฐานทะเบียนกลาง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2562 มีจำนวนคนพิการที่ทำบัตรผู้พิการ 2.02 ล้านคน การปรับเบี้ยผู้พิการเพิ่มขึ้นนี้ จะทำให้ต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม 4,852 ล้านบาท/ปี โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 ให้แก่ผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวผู้พิการและผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบประมาณผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ปีงบประมาณ 2564
          จ่ายค่าทำศพผู้ประกันตน5หมื่น
          นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงการกำหนดอัตราเงินค่าทำศพ ที่จะจ่ายให้แก่สามี ภรรยา บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้ 40,000 บาท เพิ่มเป็น 50,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษาได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว รวมทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้เห็นชอบในหลักการ และให้ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและดำเนินการต่อได้