ADVANC-SCC-ม.อ.ร่วมพัฒนา นำ5Gควบคุมรถยกผ่านทางไกล

 “ADVANC” ผนึก “SCC” และ “ม.อ.” ร่วมพัฒนาและทดสอบการใช้งานจริง 5G กับภาคอุตสาหกรรมครั้งแรก ผ่านการควบคุมรถยก Forklift ผ่านทางไกลระหว่างกรุงเทพฯ-สระบุรี เล็งทดสอบการใช้งานจริงกับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต่อไป
          นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมคิดค้นและพัฒนาโซลูชั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตด้วย 5G ทดลองทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 2.6 GHz ภายใต้การอนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่านการสาธิตการบังคับรถยก (Forklift) ต้นแบบ ควบคุมผ่านระยะไกลบนเครือข่าย 5G ระหว่างเอสซีจีสำนักงานใหญ่บางซื่อ กรุงเทพฯ-โรงงานผลิตถุงปูนซีเมนต์ของเอสซีจี จ.สระบุรี
          “การร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำ 5G มาทดสอบการใช้งานจริงกับอุตสาหกรรมครั้งแรกในไทย โดยผู้ควบคุมรถอยู่ที่กรุงเทพฯ ควบคุมผ่านเครือข่าย 5G ให้รถยกที่อยู่ในโรงงาน จ.สระบุรี ขนถุงปูนเข้าไปเก็บยังคลังเก็บได้ ทำให้เราเชื่อมั่นว่า 5G จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจของไทยได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทเตรียมนำ 5G ไปใช้ทดสอบการใช้งานจริงกับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต่อไป” นายวสิษฐ์ กล่าว
          นอกจากนี้ บริษัทและ SCC ยังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในการร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเครือข่าย 5G ในโครงการอื่น ๆ รวมทั้งร่วมพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนโลกยุคดิจิทัล เป้าหมายเพื่อร่วมกันสร้าง 5G Ecosystem ของการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน ช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย และคุณภาพชีวิตของคนไทยไปอีกขั้น มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0
          ด้านนายอรรถพงศ์ สถิตมโนธรรม ผู้อำนวยการ โครงการระบบอัตโนมัติและอุตสาหกรรม 4.0 เอสซีจี กล่าวว่า โครงการพัฒนารถ Forklift ขับเคลื่อนระยะไกลด้วยเครือข่าย 5G เริ่มดำเนินการที่โรงงานของเอสซีจีใน จ.สระบุรี เป็นแห่งแรก ช่วยตอบโจทย์ของบริษัท ทั้งการมีผลิตผลที่มากขึ้น เนื่องจากพนักงานสามารถควบคุมรถจากที่ใดก็ได้ อีกทั้งยังสามารถฝึกอบรมการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับพนักงานที่อยู่ในพื้นที่อื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่หน้างาน
          ขณะเดียวกัน บริษัทจะนำเทคโนโลยี 5G มาใช้เสริมขีดความสามารถของธุรกิจในอนาคตเกี่ยวกับงานที่มีความเสี่ยง เช่น การทำงานของเครื่องจักรบริเวณเหมืองและเตาเผาปูนซีเมนต์, การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงงานในหลากหลายพื้นที่มายังศูนย์ควบคุมส่วนกลางเพื่อให้บริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และการเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจโลจิสติกส์, การตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น เช่น การเสริมประสิทธิภาพของ IoT ในบ้าน ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้น หรือ Smart Home รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาตามแนวทาง Industry 4.0 ได้อย่างแท้จริง