ส่องแนวคิด"เอไอเอส ไฟเบอร์"

เมื่อผู้ตามสร้างมาตรฐานใหม่เน็ตบ้านเมืองไทย
          เมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามากำหนดมาตรฐานให้ตลาดไฟเบอร์บรอดแบนด์ ทำให้ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านกลับมาคึกคักมากขึ้น ผู้ให้บริการแต่ละรายต่างเร่งนำเสนอจุดเด่น และแข่งขันกันทางด้านราคามากขึ้น
          การก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของ เอไอเอส ไฟเบอร์ กลับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ มาเป็นการเติบโตแบบยั่งยืน หลังจากที่ในช่วงสิ้นปี 62 ที่ผ่านมาสามารถกวาดลูกค้าไปได้แล้วกว่า 1 ล้านราย ตามหลังเบอร์ 3 ในตลาดนี้ไม่ไกลนัก
          แนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของ เอไอเอส ไฟเบอร์ คือการกลับมาโฟกัสในส่วนของคุณภาพมากขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ถูกคู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาดงัดกลยุทธ์การปรับลดราคามาแข่งขัน จนทำให้ทุกฝ่ายเจ็บตัวไปตามๆ กัน
          เป้าหมายหลักของ เอไอเอส ไฟเบอร์ในปีนี้ จึงไม่ใช่การเข้าไปกวาดเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กลายเป็นผู้นำในแง่จำนวนผู้ใช้งานจากตลาดอินเทอร์เน็ตบ้าน แต่หันกลับมาให้ความสำคัญกับความเร็ว ความเสถียร และความครอบคลุมในการใช้งาน เพื่อทำให้เกิดการเติบโตแบบแข็งแรง
          โดยหวังให้เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ กลายเป็นมาตรฐานต่อผู้ให้บริการเน็ตบ้านทุกราย  ให้ย้อนกลับมามองถึงการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน คำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้งานเน็ตบ้านได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้านจริงๆ ไม่ใช่แค่ในระยะใกล้จุดกระจายสัญญาณเท่านั้น
          ศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ไฟเบอร์ ขอเริ่มต้นปี 2563 ด้วยการออกมากำหนดมาตรฐานให้แก่เน็ตบ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1 Gbps ที่ต้องใช้งานได้ทุกจุดภายในบ้าน
          "ตอนนี้เอไอเอส ไฟเบอร์ถือเป็นผู้นำในส่วนของการให้บริการ Mesh Wi-Fi  ภาย ในบ้านของลูกค้า เพื่อให้การใช้งานเน็ตบ้านได้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด และคิดว่า ควรเป็นมาตรฐานที่ทุกผู้ให้บริการควรหันมาใส่ใจร่วมกัน"
          ขณะเดียวกันมองว่า เมื่อเกิดการแข่งขันทางด้านราคานั้นส่งผล กระทบต่อธุรกิจในระยะยาว ที่มีทั้งขาดทุนจากการให้บริการ และทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ได้ ดังนั้นจึงควรหันกลับมา สร้างคุณค่าในการให้บริการ
          "เชื่อว่าหลังจากนี้ตลาดจะเริ่มมีการปรับตัวไปสู่การที่ลูกค้าพึงพอใจที่จะเสียค่าบริการในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพมากกว่าเน้นเรื่องของราคาถูก แต่ไม่ได้ประสิทธิภาพในการใช้งานที่แท้จริง"
          จากข้อมูลล่าสุดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเอไอเอส ไฟเบอร์  ยังถือเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เบอร์ 4 ในตลาดด้วยฐานลูกค้า 1 ล้านราย และมีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปเป็นเบอร์ 3 ได้ถ้ายังสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่อง
          ส่วนเบอร์ 1 ในตลาดเวลานี้คือทรู ที่มีฐานลูกค้าราว 3.5 ล้านราย ตามด้วย 3BB อยู่ที่ 3.4 ล้านราย ส่วนทีโอที อยู่ที่ 1.4 ล้านราย ซึ่งในปีนี้ เอไอเอส ไฟเบอร์ มีแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุม 77 จังหวัด จากเดิมที่ครอบคลุม 58 จังหวัด
          สำหรับกลยุทธ์ในการบุกตลาดของ เอไอเอส จะเริ่มจากกลุ่มลูกค้าในหัวเมืองหลักก่อน โดยแบ่งการทำตลาดเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.การทำครอสเซลล์ไปยังกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานเบอร์โทรศัพท์เอไอเอส ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดเวลานี้ ในการนำเสนอแพกเกจแบบบันเดิลที่ลูกค้าจะได้รับส่วนลดเพิ่มเติม
          อีกส่วนก็คือ 2.กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์คุณภาพสูง ที่จะได้รับการการันตีว่าสามารถใช้งาน Wi-FI ได้ครอบคลุมทั่วบ้านทั้งหลัง จากการพัฒนา บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งไฟเบอร์ ไปคอยให้บริการแก่ลูกค้าในชื่อ  'เอไอเอส ไฟเบอร์ กูรู' ที่ปัจจุบันให้บริการแล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ
          เป้าหมายของลูกค้ากลุ่มแรกคือการเข้าไปสนับสนุนธุรกิจหลักของเอไอเอส ในการให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพราะเมื่อมีการใช้งานบริการมากขึ้น โอกาสที่จะผูกให้ลูกค้าใช้งานต่อเนื่องก็จะมีเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวคิดแรกเริ่มในการพัฒนาบริการเอไอเอส ไฟเบอร์ขึ้นมา
          ขณะเดียวกัน เพื่อให้อัตราค่าใช้บริการเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน เพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้องมีการนำเสนอแพกเกจที่มีความหลากหลาย และเน้นเรื่องคุณภาพในการให้บริการขึ้นมา โดยเฉพาะแพกเกจความเร็วระดับ 1 Gbps ที่ถือเป็นฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม
          "นอกจากการเข้าไปเสริมเพื่อรักษาฐานลูกค้าของโมบายแล้ว สิ่งที่เอไอเอส ไฟเบอร์ทำถัดมาคือการสร้างรายได้ให้ธุรกิจโดยไม่เป็นภาระของฝ่ายธุรกิจมือถือ หน้าที่ของ เอไอเอส ไฟเบอร์ จึงไม่ใช่แค่การทำกำไรโดยไม่สนใจธุรกิจโมบาย"
          ชูจุดขาย Super Mesh Wi-Fi ความเร็ว 1 Gbps
          จากก่อนหน้านี้ที่เอไอเอส เคยให้ข้อมูลว่า ปัญหาหลักในการใช้งานไฟเบอร์ของลูกค้า คือสัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า ซึ่งกลายเป็นว่าปัญหามาจากการที่สัญญาณ  Wi-Fi ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้าน จึงทำให้เริ่มมีการนำตัวกระจายสัญญาณเข้า มาทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับพันธมิตรอย่าง Nokia นำ Wi-Fi Beacon 3 และ Beacon 1 เข้ามาเป็นทางเลือกให้ลูกค้า
          ขณะเดียวกันก็พัฒนาเราเตอร์รุ่นพื้นฐานให้รองรับการกระจายสัญญาณแบบ Mesh Wi-Fi ประเดิมด้วย AIS Fibre Mesh Wi-Fi ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อจำกัดของ เราเตอร์รุ่นนี้คือสามารถทำความเร็วในการเชื่อมต่อได้สูงสุดที่ราว 350 Mbps เท่านั้น  แต่กลายเป็นว่าเอไอเอส ได้มีการเพิ่มความเร็วให้ลูกค้าขึ้นไปเป็น 500 Mbps-1 Gbps  ทำให้เราเตอร์รุ่นเดิมไม่รองรับ
          ล่าสุดจึงได้เข้าไปร่วมพัฒนากับทางหัวเว่ย (Huawei) เพื่อนำ AIS Super Mesh Wi-Fi เข้ามาเป็นเราเตอร์พื้นฐานในการให้บริการแก่ลูกค้าที่สมัครใช้งานแพกเกจ Super Mesh Wi-Fi ที่สามารถกระจายสัญญาณได้สูงสุด  1 Gbps พร้อมรองรับการเพิ่มจุด กระจายสัญญาณเพิ่มเติมด้วย
          ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าลูกค้าที่เลือกติดตั้งใช้งานแพกเกจ Super Mesh Wi-Fi ที่มีความเร็วให้เลือกทั้ง500/200 Mbps และ 1 Gbps /200 Mpbs ให้เลือกใช้งาน ซึ่งจะได้ เราเตอร์ 2 ตัวเพื่อนำไปกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วบ้าน
          "ตั้งแต่เอไอเอสเริ่มนำเสนอ  Mesh Wi-Fi ออกสู่ตลาด เห็นได้ว่าผู้บริโภคเริ่มให้การตอบรับที่ดีมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่เปิดให้ลูกค้าเอไอเอส  สามารถนำพอยต์มาแลกรับ Mesh Wi-Fi ได้ฟรี ก็เพิ่มปริมาณการใช้ งานขึ้นหลายเท่าตัว"
          ข้อจำกัด Mesh Wi-Fi
          อย่างไรก็ตาม ในการให้บริการ  AIS Super Mesh Wi-Fi  ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการใช้งาน เนื่องจากถ้าต้องการให้เราเตอร์ทั้ง 2 ตัว (เพิ่มได้สูงสุด 8 ตัว) กระจายสัญญาณที่ความเร็วสูงสุด 1 Gbps เท่ากันทั้งหมดนั้น จะต้องเชื่อมต่อระหว่างเราเตอร์ด้วยสาย แลน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สะดวก
          วิธีการนำเสนอของ AIS Super Mesh Wi-Fi จึงไม่ได้เน้นว่าต้องให้ผู้ใช้งานได้ ความเร็ว 1 Gbps ครอบคลุมทั้งบ้าน แต่ต้องการให้สามารถใช้งานได้ลื่นไหล อย่างน้อยต้องรองรับการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ 4K ได้หลายๆ จุดพร้อมกัน เพราะถือเป็นเทรนด์ที่ เกิดขึ้นแน่นอนในปีนี้
          ดังนั้น ในการเชื่อมต่อ Mesh Wi-Fi แบบไร้สาย ในบริเวณใกล้เคียงเราเตอร์ก็จะ สามารถทำความเร็วได้ 100-300 Mbps ซึ่งถือว่าเพียงพอกับการใช้งานแล้ว ประกอบกับการที่ปัจจุบันดีไวซ์ที่รองรับการใช้งาน Wi-Fi ความเร็ว 1 Gbps จะมีเฉพาะโน้ตบุ๊กที่ใช้ชิปเซตรุ่นใหม่เท่านั้น ส่วนสมาร์ทโฟนมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่รองรับ 1 Gbps เพราะอย่าง  iPhone 11 Pro ยังได้อยู่ที่ราว 850 Mbps เท่านั้น
          ข้อดีของการที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่มีแบนด์วิดท์ขนาด 1Gbps จึงอยู่กับการใช้งานหลายๆ ดีไวซ์พร้อมๆ กัน อย่างเช่นการใช้งานในครอบครัวขนาด 4-5 คน ก็สามารถแบ่งความเร็วในการใช้งานได้ทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานเน็ตบ้านดีขึ้น และที่สำคัญคือครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในบ้านด้วย.

          บรรยายใต้ภาพ 
          ศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิสจำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส