"อุตตม"ลั่นพค.พร้อมเทงบ เร่งลงทุนแสนล.

ครม.เคาะอ้อยขั้นต้น750บ. ไฟเขียวควบรวมแคท-ทีโอที เปิดทางร่วมประมูลคลื่น5จี
          ครม.ไฟเขียวราคาอ้อยขั้นต้นตันละ 750 บ. อนุมัติควบรวมกิจการ 'แคท-ทีโอที' พร้อมเห็นชอบให้เข้าประมูลคลื่น 5จี คลังเตรียมจัดแพคเกจอุ้มเอสเอ็มอี 'สมคิด'เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ หลัง พ.ร.บ.งบปี'63 บังคับใช้ 'อุตตม'ลั่นภายใน พ.ค.เบิกจ่ายงบลงทุน 1 แสนล้าน
          'บิ๊กตู่'ยันแก้ยางราคาตกเยอะแล้ว
          เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติขอให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมอาชีพอื่นๆ แทนยางพารา เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำและได้รับผล กระทบจากโรคใบร่วงยางพาราว่า ทำไปตั้งเยอะแล้วกรุณาฟังแล้วก็จำ และชี้แจงกันด้วยมีมาตรการทั้งลดพื้นที่ปลูกยาง ส่งเสริมการปลูกพืชชนิดอื่นแซมสวนยาง การตัดต้นยางที่อายุเกินเป็นวัสดุชีวมวล ทำมาทั้งหมด ปัญหามีอยู่ว่าหลายคนที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวสำเร็จ แต่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว ต้องมีการปลูกพืชเสริม พืชที่เป็นความต้องการของตลาด อะไรก็ตามที่มากเกินไปบางทีมันก็ทำให้ราคาตกเหมือนกัน เพราะปริมาณสำรองมีเยอะ ทุกคนก็เป็นห่วงเรื่องการเกษตร พยายามจะปลูกกันเองแต่ละประเทศไม่ต้องง้อคนอื่น จึงกลายเป็นปัญหามากเหมือนกันในเรื่องของยางและทุกประเภท เรื่องการตลาดสำคัญ ทุกคนต้องเรียนรู้ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะไม่มีปัญหา รัฐบาลช่วยมากๆ ก็ไม่ไหว บางอย่างผิดกติกา ขอให้เข้าใจด้วย
          "ทุกคนก็ทราบดีครั้งที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องอ้อย ถ้ารับฟังความต้องการอย่างเดียวรัฐบาล ก็ทำได้บางอัน แต่บางอันผิดกติกาพันธสัญญาก็ทำไม่ได้ มันก็มีผลกระทบอย่างอื่นไปด้วย เช่น การกีดกันทางการค้า ไม่ใช่อยู่คนเดียว กำหนดกติกาเองได้เมื่อไหร่ ทุกคนเชื่อมโยงกันหมด" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
          'สนธิรัตน์'โวแก้ปาล์มทำถูกทาง
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาผลผลิตปาล์มที่สูงขึ้นว่า ผลผลิตปาล์มราคาดีขึ้นมาก สิ่งที่ต้องร่วมกันทำต่อไปคือการบริหารจัดการสต๊อกปาล์มที่จะออกมา รวมถึงการทำให้ราคานั้นไม่สูงเกินความเป็นจริงมากเกินไป อันนี้สะท้อนกลไกตลาดว่ามีความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล จนราคาปาล์มปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงเวลาหลายปี แสดงว่ารัฐบาลเดินถูกทางแล้วในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ส่วนปัญหาการลักลอบนำเข้าปาล์มนั้น เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องดูแล เข้มงวด ควบคู่กับการจัดการสต๊อกภายในประเทศ ยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ และจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด
          ไฟเขียวควบรวม'แคท-ทีโอที'
          นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้บริษัทที่ตั้งใหม่ใช้ชื่อ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือเอ็นที และมีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมด
          รวมทั้งเห็นชอบให้บริษัทเอ็นทีได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ และมติ ครม. ที่ใช้กับรัฐวิสาหกิจทั่วไป มาใช้บังคับในหลักการเดียวกันกับที่แคทและทีโอที ได้รับเมื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับเงินเดือนค่าจ้าง ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ มากำหนดขอบเขตสภาพการจ้าง ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
          พร้อมกันนี้ ให้บริษัทเอ็นทีสามารถจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างภาครัฐ (จีทูจี) ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป และเพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทเอ็นที ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พิจารณานำเสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาความเหมาะสมในประเด็นการกำหนดให้บริษัทเอ็นทีเป็นผู้สนับสนุนนโยบายของรัฐในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและความมั่นคง รวมทั้งบริการเพื่อสังคมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยให้รัฐสนับสนุนคลื่นความถี่ที่เหมาะสมในการทำภารกิจดังกล่าว
          เปิดทางแจมประมูลคลื่น5จี
          นางนฤมลกล่าวว่า นอกจากนี้ ให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 และให้ยุบเลิกบริษัท โครงข่าย บรอดแบนด์แห่งชาติ (เอ็นบีเอ็น) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (เอ็นจีดีซี) โดยให้แคทและทีโอที รับพนักงานที่ลาออกไปทำงานที่บริษัทเอ็นบีเอ็นและบริษัทเอ็นจีดีซี ให้กลับเข้าทำงานในระดับเดิม และได้สิทธิประโยชน์เท่าที่ได้อยู่เดิมในวันที่ลาออกไป และให้นับอายุงานต่อเนื่อง
          รวมทั้งยังเห็นชอบในหลักการและแนวทางการถือหุ้นของแคทและทีโอที ในบริษัท INET ตามที่เสนอ และให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอีเอสกำกับดูแลและดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ดำเนินการควบรวมกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ ครม.มีมติเห็นชอบ และรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทราบทุกเดือนต่อไป
          "ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้แคทและทีโอที เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 5G ตามเงื่อนไขประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เกี่ยวข้อง" นางนฤมลกล่าว
          ชี้ควบรวมแล้วมีจุดแข็งด้านสื่อสาร
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า จุดแข็งของการควบรวมกิจการนี้จะช่วยให้เกิดการผสานศักยภาพ สร้างความพร้อมให้กับรัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารของประเทศไทย เพื่อรับมือการแข่งขันในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสิ้นสุดสัมปทานถือครองคลื่นความถี่ในปี 2568 ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะไม่เหลือคลื่นความถี่ในมือเลย อีกทั้งเป็นการสร้างโอกาสของการไปสู่ธุรกิจในอนาคตร่วมกัน รวมถึงธุรกิจ 5G ซึ่ง กสทช.เตรียมเปิดประมูลคลื่นความถี่ในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนขั้นตอนหลังจากผ่านมติ ครม. จะมีการว่าจ้างที่ปรึกษา 3 ด้าน เพื่อให้ทำการศึกษาและจัดทำแผน ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านการควบรวมกิจการ และด้านทรัพยากรบุคคล ทำการศึกษา และกำหนดทิศทางในการดำเนินงานภายหลังการควบรวมกิจการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 6 เดือน กระบวนการควบรวมกิจการจึงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์
          "โครสร้างหลังการควบรวมบริษัทเอ็นที จะแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 5 สายงาน ได้แก่ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ, ธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างประเทศ, ธุรกิจบริการโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์, ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสารไร้สาย และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล" นายพุทธิพงษ์กล่าว
          ครม.อนุมัติราคาอ้อย750บ.ต่อตัน
          น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 62/63 ในอัตรา 750 บาทต่อตันอ้อยระดับความหวานที่ 10 CCS หรือเท่ากับร้อยละ 97.91 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศหรือประมาณ 16.001 บาทต่อตันอ้อย และกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยเท่ากับ 45 บาทต่อ 1 หน่วย CCS สำหรับผลตอบแทนผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 62/63 เท่ากับ 321.43 บาทต่อตันอ้อย อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น เป็นเพียงการกำหนดราคาอ้อยเพื่อให้โรงงานน้ำตาลชำระเงินค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยไปก่อน เพื่อให้ชาวไร่อ้อยมีเงินที่จะนำไปใช้หมุนเวียนประกอบธุรกิจและสร้างรายได้ การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นยังไม่ใช่ราคาอ้อยและผลตอบแทนที่แท้จริง
          'เอไอเอส'รับเอกสารประมูล5G
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า นาย สุเทพ เตมานุวัตร์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์และพัฒนา บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) เข้ามารับเอกสารการประมูล 5G จากสำนักงาน กสทช. เป็นรายที่ 5 ทั้งนี้ กสทช.ยังคงเปิดให้ผู้ที่สนใจขอรับเอกสารการประมูลได้จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 และจะเปิดให้ยื่นเข้าร่วมการประมูลในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 จากนั้นวันที่ 10 และ 14 กุมภาพันธ์ 2563 จะให้มีการประมูลรอบสาธิต และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันประมูล 5G
          ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รวม 4 ราย ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท ทรู มูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้ารับเอกสารการประมูล 5G ทุกย่านความถี่ที่เปิดประมูล คือคลื่นความถี่ย่าน 700, 1800, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์
          ส่งออก63ปัจจัยเสี่ยงติดลบ0.9%
          นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลวิเคราะห์และคาดการณ์ส่งออกไทย 2563 และปัจจัยรุมเร้าว่า ปัจจัยเสี่ยงกระทบต่อการส่งออกไทยปี 2563 ยังมีมาก คาดว่าอยู่ในกรอบบวก 0.5% ถึงลบ 2.4% โดยโอกาสสูงสุด 40% คาดว่าติดลบ 0.9% หรือมูลค่า 2.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากปีที่ผ่านมา ติดลบ 2.6% คิดเป็นมูลค่า 2,158 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 64,740 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อจีดีพีไทยหายไป 0.5% โดยรวมถือว่าการส่งออกไทยดีขึ้นเพราะอัตราติดลบลดลง แต่ยังไม่ถึงกับฟื้นตัว โดยปัจจัยเสี่ยงการส่งออก คือ เรื่อง 3 สงคราม ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และค่าเงิน เรื่องค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า 29-30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งบาทแข็งค่าขึ้น 1% มูลค่าส่งออกลดลง 0.11% เรื่องวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน และเรื่องเศรษฐกิจโลกทรงตัวและขยายตัว 2.7-3.2% ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงระดับปานกลาง คือ เรื่องเศรษฐกิจสหรัฐ จีน ญี่ปุ่นชะลอตัว ซึ่งเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของการส่งออกรวม ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นเฉลี่ย 60-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของโลกรุนแรงขึ้นจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนสูงขึ้น ปัญหาภัยแล้งที่ไทยอาจกระทบมากกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ผลผลิตหายไป 30-40% มีผลต่อราคาพืชสูง 25-30% ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่ำคือสหรัฐตัดจีเอสพีไทย การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปีนี้อีก 1.8% ซึ่งค่าจ้างเปลี่ยนไป 1% ส่งผลให้ส่งออกลดลง 0.06% และความตกลงที่สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรป (USMCA)
          นายอัทธ์กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีประเด็นต้องติดตาม คือ ความก้าวหน้าของความตกลงเปิดเสรีในกรอบอาร์เซ็ปที่ได้มีการลงนามระดับผู้นำไปแล้ว ความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ เบร็กซิท ที่อังกฤษอยู่ในขั้นตอนเปลี่ยนถ่ายหลังออกจากสหภาพยุโรป และการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐอีก 25% จะเริ่มมีผลกระทบในปี 2564
          หวังลงทุนช่วยดันศก.ขยายตัว
          นายอัทธ์กล่าวต่อว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 ประเมินว่าจะขยายตัว 2.6-2.7% ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา เพราะการส่งออกที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก การบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเพราะปัญหารายได้ต่ำ ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนสูง
          "ปีนี้คาดหวังการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่การลงทุนของภาครัฐ และแรงกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้น เมื่องบประมาณผ่านสภาแล้วอยากให้รัฐเร่งเบิกจ่ายภายในเดือนกุมภาพันธ์ เร่งจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วที่สุด เมื่อเหลือการลงทุนเป็นหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำให้ประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้โตเท่าปีก่อน 2.6% ยกเว้นรัฐเร่งกระตุ้นการส่งออก เร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้า ใช้ประโยชน์จากออนไลน์เต็มที่ และกำหนดราคาส่งออกให้ใกล้เคียงประเทศในอาเซียน ซึ่งตอนนี้บาทไทยยังแข็งค่าถึง 5% รวมถึงต้นทุนแรงงานไทยสูงสุดเทียบอาเซียน ทำให้เวียดนามแซงหน้าในตลาดส่งออกมากขึ้น" นายอัทธ์กล่าว
          'มติชน'จัด2020ปีแห่งการลงทุนฯ
          รายงานข่าวจากบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าในวันที่ 15 มกราคม จะมีการจัดสัมมนาเรื่อง "2020 ปีแห่งการลงทุน : ทางออกประเทศไทย" ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์รางน้ำ ระหว่างเวลา 08.00-12.30 น. โดยงานดังกล่าวจะมีการกล่าวต้อนรับโดย น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน จากนั้นจะมีปาฐกถาพิเศษ เปิดงานเสวนาโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมีการบรรยายพิเศษโดย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหลังจากนั้นในเวลา 10.25-11.40 น. จะมีการเสวนาเรื่อง ลงทุนไทย 2020 สู่บริบทใหม่ โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช., น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี, นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ต่อจากนั้นระหว่างเวลา 11.45-12.30 น. จะมีการเสวนาเรื่อง ปีแห่งการลงทุน ทางออกประเทศไทย โดยนาย สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์
          นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ พิธีกรรายการและผู้ประกาศข่าว
          'อุตตม'เตรียมเดินสายโรดโชว์
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนต่างชาติให้เข้าลงทุนในไทยให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อร่วมให้ข้อมูลทางเศรษฐกิจแก่นักลงทุน โดยจะเน้นประเทศที่มีนักลงทุนระยะยาว อาทิ ออสเตรเลีย อังกฤษ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น เป็นต้น
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า สำหรับการพบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงจากนักลงทุนสถาบันภาคเอกชนของฮ่องกง ซึ่งกระทรวงการคลังจัดร่วมกับ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 14 มกราคม มีนักลงทุนเข้าหารือกว่า 35 กองทุน รวมมูลค่า 20.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 1.5 เท่าของจีดีพีสหรัฐ ซึ่งได้นำเสนอทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีนโยบายให้ปี 2563 นี้เป็นปีแห่งการลงทุนของไทย รวมทั้ง ได้ชี้แจงถึงความสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
          นายอุตตมกล่าวว่า ทั้งนี้ไทยเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งในรูปแบบกายภาพและดิจิทัลซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะการลงทุนในอีอีซี จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม แห่งอนาคตของไทย และการวางระบบอีเพย์เมนต์ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของไทยให้เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร การลดความเหลื่อมล้ำ และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาธุรกิจสตาร์อัพ และฟินเทค
          ยันไทยมีการเงิน-คลังแข็งแกร่ง
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า ไทยมีสภาวะด้านการคลังและการเงินที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะด้านการบริโภคและการลงทุนในประเทศในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ซึ่ง นักลงทุนส่วนใหญ่จะสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันและมีแนวทางบริหารอย่างไร ซึ่งได้ชี้แจงและบอกว่า ด้วยเสถียรภาพการเงินและการคลังที่แข็งแกร่งของไทยจะทำให้สามารถออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าเงินก็เป็นอีกเรื่องที่นักลงทุนสนใจสอบถาม ชี้แจงว่า พร้อมออกมาตรการที่เหมาะสมมาดูแลหากเงินบาทแข็งเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ที่ล่าช้า ซึ่งชี้แจงว่า เป็นเพราะการเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความล่าช้า แต่ขณะนี้ กฎหมายผ่านและจะเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังสอบถามถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเอสเอ็มอีไทยด้วย ซึ่งชี้แจงว่าได้ออกมาตรการไปดูแลและจะมีมาตรการดูแลต่อเนื่อง
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันที่ร่วมงานครั้งนี้ได้แสดงความสนใจในเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยเป็นอย่างมาก และมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข่งแกร่ง และนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐต่างๆ ที่จะเอื้อต่อการลงทุนในระยะยาวต่อไป ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้ ถือเป็นนักลงทุนคุณภาพที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเงินลงทุนระยะยาว
          ชี้บาทแข็งเพราะดุลบัญชี
          นายภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาด หลักทรัพย์กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในปี 2562 พบว่า เงินออกมากกว่าเงินเข้าในทุกตลาด ดังนั้น ค่าบาทแข็งค่าไม่ใช่จากการเก็งกำไรแต่การแข็งค่ามาจากกรณีดังกล่าว
          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทว่า ในส่วนของคลังจะดำเนินการน่าจะสอดคล้องกับแนวคิดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องการให้เอกชนลงทุน โดยสิ่งที่คลังทำได้คือมาตรการภาษี เช่น นำค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนมาหักลดหย่อนภาษี 2 เท่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากเดิมให้แค่ 1 เท่า อย่างไรก็ตามจะมีการเสนอมาตรการทั้งหมดต่อนายสมคิดก่อน ซึ่งในวันที่ 15 มกราคมนี้นายสมคิดจะมาประชุมที่กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ คาดว่าจะนำเสนอแพคเกจด้านการลงทุนต่อนายสมคิดในวันดังกล่าว
          เตรียมแพคเกจอุ้มเอสเอ็มอี
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกแพคเกจมาตรการสนับสนุนให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงทุนใหม่ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมพิจารณาออกมาตรการดังกล่าว
          นายอุตตมกล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที้เกี่ยวข้องออกชุดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ เมื่อธุรกิจของผู้ประกอบการดีขึ้น จะมีความสามารถในการลงทุนใหม่ ซึ่งกระทรวงการคลังก็จะออกแพคเกจ มาตรการมาสนับสนุน โดยมีหลายเครื่องมือ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาในแพคเกจ มาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุนของเอสเอ็มอี เช่น การให้สิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งแมทชิ่งฟันด์นำเงินไปลงทุนในเอสเอ็มอี ขณะที่ บีโอไอได้รับโจทย์จากรัฐบาลในการพิจารณามาตรการ โดยในส่วนของ ธปท.นั้น กำลังพิจารณามาตรการเพื่อช่วยลดต้นทุนการลงทุนของเอสเอ็มอี เช่น การให้ซอฟท์โลนแก่สถาบันการเงิน ขณะที่ ธนาคารออมสินก็สามารถให้ซอฟท์โลนแก่สถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอี ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
          ให้แต้มต่อเอสเอ็มอีประมูลงานรัฐ
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงการคลังก็จะหาทางให้แต้มต่อแก่เอสเอ็มอีในการเข้ามาประมูลงานภาครัฐ ซึ่งกำลังให้กรมบัญชีกลางไปพิจารณาว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่มโอกาสดังกล่าวแก่เอสเอ็มอี โดยไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด
          "การกระตุ้นการลงทุนของเอสเอ็มอีจะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของทั้งภาครัฐแลรัฐวิสาหกิจที่จะเข้ามาช่วยเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย โดยในส่วนของการเร่งรัดการเบิกง่ายงบลงทุนของกฎหมายงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งเพิ่งผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดมา 4 เดือน ทางรัฐบาลได้เตรียมแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนเนื่องจาก ประเมินแล้วว่ากฎหมายงบประมาณปีดังกล่าวจะต้องล่าช้ากว่ากำหนด" นายอุตตมกล่าว
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ส่วนราชการที่มีงบลงทุน ได้เตรียมการประมูลก่อนที่กฎหมายงบประมาณจะผ่านการอนุมัติ เช่น การจัดเตรียมเอกสารการประมูล รวมถึง การจัดทำร่างสัญญาการประมูล เมื่อกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้จะได้สามารถเปิดการประมูลแข่งขันได้ทันที ซึ่งสำนักงบประมาณคาดว่า ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ จะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ราว 1 แสนล้านบาทจากงบลงทุนของรัฐบาลกว่า 6แสนล้านบาท
          นายอุตตมกล่าวว่า ในส่วนงบลงทุนใหม่ของรัฐวิสาหกิจนั้น ทางกระทรวงการคลังก็จะเข้าไปกำกับดูแลให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมาย โดยในวัน 15 มกราคมนี้ มีการประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนกับรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
          แบงก์ชาติยันดูแลค่าบาทใกล้ชิด
          นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. กังวลสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากเห็นว่าจำเป็น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นช่วงที่ผ่านมาเหตุผลหลักมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการที่ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวสูงกว่ารายจ่ายจากการนำเข้า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้เป็นผลจากการเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนของต่างชาติสุทธิที่เป็นการไหลออกสุทธิ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธปท.ได้มีการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป ผ่านการเข้าไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐและขายเงินบาท ส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเงินทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการค้าขายสินค้าและบริการกับต่างประเทศโดยหาก ธปท. ไม่ได้เข้าไปดูแลเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดยตั้งแต่ต้นปี 2563 ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เทียบจากปี 2562 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าราว 8% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
          ชี้ทุกภาคส่วนช่วยดูแลค่าบาท
          นายเมธีกล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นเพียงแค่อาการของปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ คือ การเกินดุลการค้าต่อเนื่อง และการออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ยังมีน้อย ดังนั้น การเข้าไปดูแลค่าเงิน รวมถึงนโยบายการคลังอื่นๆ ในระยะสั้น ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้น ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไขโดยทุกภาคส่วน โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเพิ่มการนำเข้าเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือลงทุนเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงการผลิต ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบในช่วงที่เงินบาทมีการแข็งค่า การลดแรงซื้อบาทจากภาคส่งออก เช่น การเก็บรายได้ไว้ในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (เอฟซีดี) และการเพิ่มการลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศของนักลงทุนสถาบันที่ยังมีสัดส่วนน้อยอยู่
          "เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถ้ามีการประสานความร่วมมือกันทั้งแบงก์ชาติ ภาครัฐและเอกชนจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ ปัจจุบันแบงก์ชาติก็มีความกังวล ภาครัฐก็กังวล และเอกชนก็กังวล เมื่อ 3 ฝ่ายกังวลเหมือนกันต้องช่วยกัน ถ้าบอกให้แบงก์ชาติดูแลค่าเงินบาทคนเดียวยังมีมาตรการอื่นที่ทำได้แต่จะเป็นมาตรการที่รุนแรง เพราะต้องใช้ยาแรงถึงจะเอาอยู่ แต่ถ้ามาร่วมมือกันจะเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เหมือนกับเป็นโรคก็มีหลายวิธีรักษา คนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ถ้าไปรักษาด้วยคีโมก็จะเป็นวิธีที่รุนแรงซึ่งร่างกายผู้ป่วยก็จะรับไม่ไหว แต่ถ้าใช้ธรรมชาติบำบัด ค่อยๆ รักษาจะดีขึ้นและร่างกายรับได้ก็จะดีกว่า เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่ต้องร่วมมือกันในการแก้ไข" นายเมธีกล่าว
          กองทุนมั่งคั่งดูแลบาทไม่ตอบโจทย์
          นายเมธีกล่าวว่า ส่วนข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเพื่อแก้ไขเรื่องค่าเงินบาท ถือว่าไม่ตอบโจทย์ เพราะเป็นการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปัจจุบัน ธปท. มีการลงทุนในต่างประเทศอยู่แล้วไปเปลี่ยนประเภทการลงทุนเท่านั้น ไม่มีเงินไหลเข้าออกจริง ทั้งนี้ หากต้องการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงความเสี่ยงก็จะสูงเช่นกัน และปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากแล้วอาจจะเป็นการไปซื้อของแพงเกินไป
          พนักงานกทพ.ยื่นหนังสือคค.
          รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า นายชาญชัย โพธิ์ทองคำ อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในฐานะตัวแทนพนักงาน กทพ. ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนรับหนังสือ เรื่องการยุติข้อพิพาทสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งพนักงาน กทพ.ได้ติดตามความก้าวหน้าของการเจรจามาโดยตลอด แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้กลุ่มพนักงาน กทพ. เกิดความกังวลต่อความมั่นคงและสวัสดิภาพการทำงานอย่างมาก จึงได้ทำหนังสือเพื่อชี้แจงจุดยืน
          ทั้งนี้ มีรายละเอียดของหนังสือ คือ 1.ข้อพิพาทดังกล่าวเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของฝ่ายบริหาร กทพ. ทำให้เกิดปัญหาพิพาทกับเอกชนมาโดยตลอด และไม่ได้แก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จ ทำให้ยืดเยื้อมากว่า 30 ปี หากไม่รีบดำเนินการแก้ไขจะเกิดความเสียหายต่อหน่วยงาน เป็นภาระทางการเงินของประเทศและประชาชน และเกิดผลกระทบต่อความมั่นคง สวัสดิการ รายได้ของพนักงาน กทพ. 2.การเจรจาที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความล่าช้า เนื่องจากมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีให้ข้อมูลแก่สังคมในทางที่ผิดว่าควรจะสู้คดีในทุกคดี โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ในกรณีที่แพ้คดี
          3.กลุ่มพนักงาน กทพ. มีจุดยืนต้องการให้แก้ไขปัญหาข้อพิพาทให้หมดสิ้นไปจากหน่วยงาน บนพื้นฐานที่เป็นธรรม ไม่ทำให้ กทพ. และรัฐเสียหาย เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง สวัสดิการ และรายได้ ของพนักงาน กทพ. และขอสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่จะเจรจาแก้ไขปัญหาข้อพิพาทให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยขอให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมเป็นหลัก และ 4.ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและมีมติให้เพิ่มเงินเดือนให้พนักงาน กทพ. ทุกคน คนละ 1 ขั้น เหมือนธนาคารออมสิน ที่ทำโครงการธนาคารประชาชนจนประสบความสำเร็จ เนื่องจาก กทพ. ได้ระดมทุนในกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ และการขยายสัมปทานจนประสบความสำเร็จตามนโยบายของรัฐบาล
          นายชาญชัยเปิดเผยว่า ที่มายื่นหนังสือในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสหภาพฯ และไม่มีความเห็นอะไรที่ขัดแย้งกับทางสหภาพฯ แต่เป็นความห่วงใยการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่าง กทพ.กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม จะต้องไม่เกิดผล กระทบต่อประเทศชาติ ประชาชน และไม่กระทบสถานะการเงินการคลังด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงเรื่องการลงบัญชีหนี้สินที่เกิดจากข้อพิพาทจะลงอย่างไรเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสถานะทางการเงินของ กทพ. เมื่อยื่นให้ปลัดกระทรวงคมนาคม รับเรื่องไปแล้วก็จะเสนอนาย ศักดิ์สยาม เพื่อพิจารณาก่อนเสนอ ครม.ต่อไป
          "เราไม่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับสหภาพฯแต่เป็นห่วงเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องของการลงบัญชีจะส่งผลให้ กทพ.มีภาระหนี้สินหรือไม่" นายชาญชัยกล่าว
          คค.รอแก้กม.กำหนดความเร็ว
          แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณาปรับแก้กฎกระทรวงในการกำหนดอัตราความเร็วสูงสุดของรถยนต์ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ให้สอดคล้องกัน เปิดทางให้ปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ทุกประเภทจากความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) เป็นไม่เกิน 120 กม.ต่อ ชม. บนถนนตั้งแต่ 4 ช่องจราจรขึ้นไปได้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) พิจารณาอนุมัติต่อไป
          ทั้งนี้ ยังจะมีการกำหนดเลนขวาสุดของถนน 4 เลน ต้องทำความเร็วมากกว่า 90 กม./ชม.เท่านั้น โดยเรื่องดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งจะมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเสนอ คจร.พิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน
          ห้ามขึ้นราคา-รอผลสต๊อกแท้จริง
          แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับรู้ถึงปัญหาราคาน้ำมันปาล์มสูงจนกระทบต่อน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคราคาสูงเต็มเพดาน 42 บาทต่อขวด (ลิตร) ซึ่งได้มีคำสั่งให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์และเตรียมแผนแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และยังไม่เห็นชอบให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด (ลิตร) แต่อย่างใด รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ราคาขายปลีกขยับขึ้น เพราะต้องการรอดูผลผลิตและสต๊อกสินค้าที่ผู้ผลิตและห้างค้าปลีกมีอยู่ด้วย พร้อมกับกำชับให้เข้มงวดห้ามจำหน่ายในราคาสูงเกินจริงหรือฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร และให้ติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายชัดเจน
          "น้ำมันปาล์มขวดแม้ราคาจะชนเพดาน แต่ทางกรมการค้าภายในได้หารือกับค้าปลีกต่างๆ แล้ว ยืนยันว่าปริมาณเพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องอนุมัติการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเพื่อมาผลิตสินค้าเพื่อการบริโภค มองว่าราคาน้ำมันปาล์มอาจ ผันผวนสั้นๆ โดยกระทรวงพาณิชย์กำลังรอการติดตั้งเครื่องมิเตอร์วัดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่อยู่ในแท็งก์ของผู้ประกอบการทั่วประเทศที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กปน.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯเป็นประธาน เพื่อเช็กสต๊อกแท้จริงว่ามีปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ก่อนนำมาประเมินกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงผลผลิตฤดูกาลใหม่ จะเห็นภาพรวมว่าปริมาณน้ำมันปาล์มดิบตึงตัวหรือไม่ หรือราคาน้ำมันปาล์มที่ขึ้นในช่วงนี้ เป็นขบวนการปั่นราคาหรือบิดเบือนกลไกตลาด หากพบว่าสต๊อกเหลือน้อยไม่พอดีกับความต้องการบริโภค จะหารือออกแนวทางดูแลต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค" แหล่งข่าวกล่าว
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2563 (กรอบบ่าย)--