"รพ-มือถือ"รับยุคดิจิทัลบริการเข้าถึงทุกที่ทุกเวลา

พวงชมพู ประเสริฐ
          qualitylife4444@gmail.com
          ก้าวเข้าสู่ยุค "ดิจิทัล ทรานส์  การฟอร์เมชั่น" หากนำมาใช้ในมุมด้านสาธารณสุข สุขภาพ นับว่าจะเป็นโอกาสอย่างมาก ไม่เพียงสร้างความสะดวกให้แก่ประชาชนเท่านั้น แต่รวมถึงการแก้ปัญหาสำคัญที่โรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องเผชิญ อยู่ด้วย นั่นคือ "ความแออัด" ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า การเจ็บป่วยของประชาชนคนไทยถึง 80% แท้จริงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่จากข้อมูลของศูนย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สธ. ย้อนหลัง 5 ปี พบว่าอัตราการเข้ารับบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นทุกปี
          ภาครัฐเริ่มขยับ
          สิ่งที่ สธ.ในฐานะหน่วยงานที่มี โรงพยาบาลในสังกัดมากที่สุดในประเทศ แยกเป็นระดับโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 34 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) 85 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน (รพช. )หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ 779 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) อีกกว่า 9,700 แห่ง ได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเช่นกัน
          ก่อนหน้านี้ สธ.มีนโยบายการ นำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ มุ่งเน้นพัฒนาระบบบริการให้ครอบคลุมระบบสุขภาพชุมชน เช่น การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligent) มาช่วยในการตรวจวินิจฉัย และการพัฒนาให้เป็นสมาร์ท ฮอสปิทัล ที่มีการนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเพิ่มความสะดวกในระบบบริการ ลดความแออัด เช่นระบบคิว ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูล ที่เน้นใน 3 โรคหลัก คือ ตา ไต หัวใจ
          พร้อมทั้งพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับคลินิกหมอครอบครัว เพิ่มความสะดวกในการเก็บข้อมูลสุขภาพประชาชน นำเข้าระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information System Gateway : HIS Gateway) ไว้ในระบบคลาวด์เพื่อง่ายต่อการดึงข้อมูลมาใช้ในการกำหนดทิศทางและนโยบายของ สธ. ตั้งเป้าหมายในปี 2562 คลินิกหมอครอบครัวทุกแห่งมีการใช้แอพพลิเคชันสำหรับคลินิกหมอครอบครัว และเขตสุขภาพมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานอย่างน้อยเขตละ 1 จังหวัด
          ล่าสุด ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) CAT ลงนามความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มหลักระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (National Health Care Platform) และร่วมขับเคลื่อนมาตรฐานสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (National Digital Healthcare Standard) พัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มหลักระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ขับเคลื่อนมาตรฐานสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ประมวลผลข้อมูลสุขภาพและระบบสนับสนุน ประชาชนเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง WiFi by CAT เพื่อเป็นการอำนวย ความสะดวกให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) ที่จะทำให้ประชาชนทราบข้อมูลและนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ช่วยในการตัดสินใจดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง
          "สธ.ได้พัฒนามาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานในสังกัด ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรับส่งข้อมูลได้อย่างทันทีทันใด รวมทั้ง มีเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล หรือ Tele Medicine ที่ข้อมูลจะถูกส่งจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังระบบต่างๆ ช่วยให้ทีมแพทย์วินิจฉัยอาการโรคได้อย่างรวดเร็ว สื่อสารเข้าใจตรงกันได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้ข้อมูลทางการแพทย์และสุขภาพมีปริมาณมาก จึงจำเป็นต้อง มีระบบบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) ที่มีศักยภาพสูง ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงข้อมูลได้ตามมาตรฐานสากล" นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ.กล่าว
          นอกจากนี้ การ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อราวเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นการนำ "บิ๊กดาต้าด้านสาธารณสุข" โดยเฉพาะข้อมูลการใช้บริการระบบสาธารณสุขมาใช้ เพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองช่วง 17 ปี ที่ผ่านมา มีการจัดเก็บข้อมูลการใช้บริการ ผู้ป่วยในกว่า 100 ล้านข้อมูล ผู้ป่วยนอกอีกกว่า 200 ล้านข้อมูล และยังมีฐานข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคล
          "ปัจจุบันหากใช้บัตรประชาชนเสียบเข้าไปก็จะรู้ข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะในโรงพยาบาลแห่งนั้น แต่เมื่อมีการพัฒนาใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้า ก็จะทำให้สามารถใช้บัตรประชาชน ใบเดียวแล้วรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วย เมื่อต้องไปเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งการแพ้ยา ประวัติการรักษา หรือยาประจำตัวต่างๆ ลดปัญหา 1 คน มี 10 เลขบัตรโรงพยาบาล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวินิจฉัยโรคเมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่นๆ อีกทั้ง เป็นการลดภาระการให้บริการทางการแพทย์" นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าว
          ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนำข้อมูล ส่วนตัวไปใช้ เพราะข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้ ที่คลาวด์ แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดได้ คนที่เปิดข้อมูลได้มี เพียงคนเดียวคือผู้ป่วยเจ้าของข้อมูลนั้น เพราะการเปิดดูข้อมูลจะใช้บัตรประชาชน นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
          ภาคเอกชนก้าวกระโดด
          อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "แนวทางการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัลและการพัฒนาคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาล" ซึ่ง รศ.นพ.วรรษา เปาอินทร์ เลขาธิการสมาคมเวชสารสนเทศไทย กล่าวในการประชุมระดับชาติด้าน เวชสารสนเทศ ครั้งที่ 8 และการประชุมวิชาการสมาคมเวชสารสนเทศไทย ประจำปี 2562 ภายใต้แก่น "ปฏิรูปการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล" ว่า องค์ประกอบดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ด้านสุขภาพ หมายถึง การมองยุทธศาสตร์ขององค์กรและคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน เพื่อเพิ่มกำไร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มผลลัพธ์ ถ้ามีองค์ประกอบครบทั้งหมดนี้จะเรียกว่าดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันของโรงพยาบาล แต่หากทำเพียงแค่ติดตั้งตู้คิวหรือการซื้อไอแพดให้แพทย์ใช้ในโรงพยาบาล โดยไม่มียุทธศาสตร์ก็จะเป็นแค่การซื้อเทคโนโลยีมาใช้เท่านั้น
          และแม้โรงพยาบาลภาครัฐเริ่มที่จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาดำเนินการ แต่สำหรับในภาคเอกชนมีการก้าวกระโดดอย่างมาก ดำเนินการในรูปแบบประหนึ่งย่อส่วนแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลมาอยู่บนมือถือ
          นพ.วรรษา บอกว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเริ่มเปิดบริการในลักษณะของบริการออนไลน์ อย่างเช่น รพ.สมิติเวช ที่เปิดบริการ Samitivej Virtual Hospital มาเป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลา เดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แต่สามารถพบแพทย์ปรึกษาอาการป่วยได้ผ่านระบบวิดีโอคอล ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึง บริการจัดส่งยา และสรุปค่าใช้จ่ายต่อครั้ง โดยผู้ป่วยสามารถจ่ายเงินผ่านออนไลน์ได้ เช่นกัน นอกจากนี้ รพ.บำรุงราษฎร์ก็ให้บริการ รูปแบบนี้แล้วเช่นกัน ผ่านแอพพลิเคชั่น Raksa สามารถเลือกปรึกษาแพทย์ได้แบบทันทีทันใดเช่นเดียวกัน
          เทคโนโลยีจะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการตรวจรักษาคนไข้ จากเดิมที่จะต้องเดินทางไปพบแพทย์ถึง โรงพยาบาล ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบพบแพทย์ออนไลน์ ซึ่งในแง่ของการลงทุนระบบใหม่นี้ จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าแบบเดิม 10 หรือ 100 เท่า เพราะไม่ต้อง ลงทุนสร้างตึกอาคารใหญ่โต หรืออาจไม่ต้องจ้างแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากแบบเต็มเวลา เมื่อมีคนเปิดใช้บริการระบบแพทย์ออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลที่เป็นสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการก็จะทยอยปิดตัว เพราะโรงพยาบาลรูปแบบเดิมต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายที่สูง ปัจจุบันอาจจะมีการให้บริการรูปแบบนี้เพียง 1% แต่อัตราการเติบโตจะเป็นแบบคูณ 2 คือ จาก 1% เป็น 2 % และคาดว่า น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีก็จะเติบโตถึง 100% ในการรองรับกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ต้องรักษาในโรงพยาบาล
          "ความเจ็บป่วยของประชาชนในความเป็นจริง 80% เป็นความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่สามารถดูแลตนเองได้ เพราะฉะนั้นบริการตรวจวินิจฉัยให้แนวทางการรักษาบนมือถือแก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้อง เสียเวลาเดินทางไปยังไปโรงพยาบาล ไม่ต้อง รอเวลาพบแพทย์ หรือรอรับยา ขณะที่ ค่าใช้จ่ายที่ให้แก่โรงพยาบาลก็เท่าเดิม และภาคธุรกิจก็พึงพอใจเพราะต้นทุนไม่มาก แต่ได้รับเงินเท่าเดิม" นพ.วรรษากล่าว
          หากภาครัฐสามารถนำโมเดลของภาคเอกชนมาต่อยอดได้ ก็จะช่วยประหยัดเงินประชาชนและงบประมาณประเทศได้ไม่น้อย
          ดูเหมือนแนวทางการดูแลสุขภาพ และตรวจรักษาความเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ในยุคดิจิทัล....กำลังจะเปลี่ยนไป!