อีอีซีปี 62 สะดุด ลงนามร่วมทุน 4 แสนล.พลาดเป้า

การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ในปี 2562 ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า การผลักดันโครงการหลักของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ที่ตั้งเป้าหมายจะลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน การดำเนินงานพลาดเป้าหมายไปหลายโครงการ มีเพียง 2 โครงการเท่านั้น ที่ภาครัฐสามารถลงนามสัญญาร่วมทุนรัฐและเอกชน ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่าราว 2.24 แสนล้านบาท ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนามร่วมทุนกับกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตรหรือกลุ่มซีพี และโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 มูลค่าราว 5.54 หมื่นล้านบาท ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้ลงนามกับกลุ่มบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอลฯ ที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 เป็นต้นไป
          ถูกฟ้อง 2 โครงการ
          ขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเรือ F มูลค่า 1.14 แสนล้านบาท มีปัญหากลุ่มกิจการร่วมค้า NCP ฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ที่ตัดสิทธิในการเข้าร่วมประมูล เนื่องจากไม่ผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติ ยื่นเอกสารในส่วนสัญญากิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ไม่ครบถ้วน และไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารการคัดเลือกเอกชน ต่อมาศาลปกครองกลางตัดสินแล้ว ให้เพิกถอนการตัดสิทธิดังกล่าว ส่งผลให้ขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกสะดุดลง จากเดิมที่คาดว่าจะลงนามในสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC (กลุ่มกัลฟ์) ในปี 2562 ต้องเลื่อนไปในปี 2563
          รวมทั้งโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท มีผู้เข้ายื่น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส กลุ่ม Grand Consortium และกลุ่มกิจการค้าร่วม บริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตรหรือกลุ่มซีพี ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการต่อศาลปกครองกลาง เนื่องจากถูกตัดสิทธิการประมูล จากการยื่นเอกสารเลยระยะเวลาที่กำหนด จนถึงขณะนี้กระบวนการฟ้องร้องดังกล่าวยังพิจารณาไม่ได้ข้อยุติ
          MRO เงื่อนไขไม่จงใจ
          นอกจากนี้ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาหรือ MRO มูลค่าลงทุน 10,588 ล้านบาท เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอร์บัสฯ ยังติดปัญหาว่าทางแอร์บัส ยังไม่สามารถยื่นข้อเสนอการร่วมทุนได้ภายในปี 2562 ทำให้การคณะกรรมการคัดเลือกฯไม่สามารถพิจารณาในรายละเอียดได้ ต้องเลื่อนลงนามในสัญญาร่วมทุนไปเป็นปี 2563
          อีกทั้ง โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand)หรือ EECd มูลค่าการลงทุน 4,342 ล้านบาท มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เป็นเจ้าภาพหลัก และมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เป็นผู้ดำเนินงาน ยังอยู่ระหว่างจัดทำร่างข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) เพื่อให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น หลังจากที่เปิดประมูลมา 2 รอบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหากรวมทั้ง 4 โครงการ ที่ต้องสะดุด คิดเป็นมูลค่าการร่วมลงทุนราว 4.14 แสนล้านบาท
          ปลื้มดึงลงทุนอุตฯเป้าหมาย
          ส่วนที่เป็นเชิดหน้าชูตาของอีอีซี ในปี 2562 คงจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี ที่เห็นได้จากตัวเลขการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ในรอบ 9 เดือน(มกราคม-กันยายน 2562) คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.73 แสนล้านบาท หรือราว 73.89 % ของการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดของประเทศที่ 7.76 แสนล้านบาท โดยเป็นคำขอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี 4.78 แสนล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ลงทุนสูงสุดที่ 3.42 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์ 8.55 หมื่นล้านบาท และอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 3.24 หมื่นล้านบาทและมีบริษัทที่สนใจมาลงทุนจริงในอีอีซีจำนวน 380 ราย มูลค่าการลงทุน1.22 แสนล้านบาท อยู่ในจังหวัดชลบุรี 172 ราย มูลค่าลงทุน 2.28 แสนล้านบาท จังหวัดระยอง 143 ราย มูลค่าลงทุน 1.22 แสนล้านบาทและจังหวัดฉะเชิงเทรา 65 ราย มูลค่าลงทุน 1.78 หมื่นล้านบาท
          อีกทั้ง มีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เข้าพบเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเพื่อขอดูงานในพื้นที่อีอีซีมากกว่า 1 พันครั้ง จำนวนกว่า 7 พันราย ขณะที่การพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) มีนักลงทุนได้ทยอยเข้าไปลงทุนเข้าไปในพื้นที่และเริ่มก่อสร้างอาคารต่างๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรมแล้ว
          อีกทั้ง การผลักดันแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคของพื้นที่อีอีซี โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น
          การดำเนินงานพลาดเป้าหมายไปหลายโครงการ มีเพียง 2 โครงการเท่านั้นที่ภาครัฐสามารถลงนามสัญญาร่วมทุนรัฐและเอกชน