"อุตตม"ดัน"มารดาประชารัฐ"แจงเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่

คลังย้ำเกณฑ์ลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ คิดรายได้ครัวเรือน เล็งเพิ่มสวัสดิการ'มารดาประชารัฐ' หนุนเพิ่มประชากร
          'อุตตม'ลุยลงทะเบียนคนจนรอบใหม่
          เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม 2563 กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอเบื้องต้นนำรายได้ครอบครัวมาใช้เป็นเกณฑ์ประเมิน ร่วมกับรายได้ส่วนบุคคลที่กำหนดไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ส่วนข้อมูลบัตรเครดิตและรถยนต์นั้นคงยังไม่นำมาดู ซึ่งคาดว่าการนำรายได้ครอบครัวทำให้กลุ่มที่ได้รับบัตรสวัสดิการเดิม 14.6 ล้านรายหายไปส่วนหนึ่ง โดยกระทรวงการคลังเปิดให้คนใหม่เข้ามาลงทะเบียนเพิ่มเติมด้วย
          "เดิมทีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจะเสนอให้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 24 ธันวาคม แต่ไม่ทัน เพราะมอบให้ไปปรับแก้ในบางประเด็น อาทิ เรื่องการคิดรายได้ครัวเรือนยังมองไม่ตรงกัน ผมไม่อยากให้เกณฑ์ดังกล่าวไปดึงคนให้เข้ามารับบัตรมากขึ้น เพราะจุดประสงค์คือคนที่ได้บัตรต้องจนจริง และอยู่ในครอบครัวไม่มีฐานะร่ำรวย หากมีรายได้ของครบครัวปีละ 1 ล้านบาท ก็ไม่ควรได้รับบัตรทั้งครอบครัว" นายอุตตมกล่าว
          นายอุตตมกล่าวว่า ในส่วนรายได้ครัวเรือนนั้นจะนำรายได้ทั้งครอบครัวมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนสมาชิก อาทิ พ่อมีรายได้ 2 แสนบาทต่อปี แม่มีรายได้ 5 หมื่นบาทต่อปี ลูกไม่มีรายได้ เฉลี่ยแล้วครอบครัวนี้มีรายได้เฉลี่ย 8 หมื่นบาทต่อปี ดังนั้น คนที่จะได้รับบัตรสวัสดิการคือแม่และลูก ส่วนพ่อรายได้ส่วนบุคคลเกินกว่าที่กำหนดไว้จะไม่ได้บัตร ซึ่งก่อนหน้านี้แม่ได้บัตรไปแล้ว ดังนั้น เกณฑ์ใหม่จะไม่ไปตัดสิทธิของแม่ อย่างไรก็ตาม หากพ่อมีรายได้ 5 แสนบาทต่อปี รายได้เฉลี่ยครัวเรือนอยู่ที่ 1.8 แสนบาทต่อปี ถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งครอบครัวนี้ไม่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการทั้งครอบครัว
          เพิ่มสวัสดิการ'มารดาประชารัฐ'
          นายอุตตมกล่าวว่า ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาสวัสดิการเพิ่มเติมจำเป็นจากเงินรายเดือนซื้อของร้านธงฟ้า ค่ารถเมล์ รถไฟ โดยมาตรการคาดว่าจะนำมาใช้เพิ่มเติม อาทิ มารดาประชารัฐ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคพลังประชารัฐเคยหาเสียงไว้ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เพิ่มประชากรไทยและเป็นการช่วยเหลือแม่ที่มีรายได้น้อยเพิ่มเติมจากที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเงินค่าเลี้ยงดูเด็กอายุ 0-6 ขวบ นอกจากนี้ จะมีมาตรการอื่นๆ จำเป็น โดยจะนำข้อมูลจากการใช้จ่ายผ่านระบบอีเพย์เมนต์เข้ามาพิจารณาว่าจะให้สวัสดิการอะไรเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบ 2563 รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการ 4 หมื่นล้านบาท หากไม่เพียงพอจะเพิ่มเติมได้อีก
          นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้ มอบหมายให้นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง จัดตั้งกองประชารัฐสวัสดิการเพื่อเข้ามาดูในเรื่องของสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้ถือบัตร และให้กองดังกล่าวเป็นศูนย์การในการบริหารจัดการ เนื่องจากต้องการให้เรื่องสวัสดิการเป็นงานประจำของกระทรวงการคลังต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง และต้องการให้มีการลงทะเบียน และรีเช็กข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยทุกปี จากของเดิมนั้นลงทะเบียนไว้เมื่อปี 2560 ใช้ฐานรายได้ในปี 2562 ดังนั้น อาจมีความเป็นไปได้คนกลุ่มหนึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นจนพ้นเส้นความยากจนที่กระทวงการคลังกำหนดไว้ 1 แสนบาทต่อปีไปแล้ว
          กรมศุลฯคุมนำเข้าผักผลไม้จีน
          นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการนำเข้าผักและผลไม้เมืองหนาวจากประเทศจีนเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก หากจะตรวจสอบ ณ ด่านศุลกากร ที่เป็นจุดนำเข้า ก็จะต้องใช้เวลา ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าที่เป็นผักและผลไม้สด ดังนั้น กรมกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบตรวจสอบผักผลไม้นำเข้าจากจีนตั้งแต่ต้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้นำเข้า และดูแลสุขภาพของประชาชน
          นายกฤษฎากล่าวว่า กำลังหารือทั้งกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานของประเทศจีนที่เป็นผู้นำเข้า เพื่อกำหนดขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าผักผลไม้ ณ แหล่งผลิต ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาในการตรวจสอบสินค้า ณ ด่านศุลกากร เท่ากับเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้นำเข้าด้วย ขณะเดียวกัน การตรวจสอบ ณ แหล่งกำเนิดสินค้า หรือจากสวนผลไม้ยังเป็นระบบการตรวจสอบ ณ ต้นทางของสินค้า ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าการตรวจสอบ ณ ด่านศุลกากร
          นายกฤษฎากล่าวว่า ในปัจจุบันพ่อค้าจีนบางรายที่เป็นผู้ซื้อผลไม้จากประเทศไทย ไปขายยังประเทศจีน ก็นำระบบการตรวจสอบสินค้า ณ แหล่งผลิต เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของสินค้าตามต้องการ ขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดเวลาในการนำเข้าสินค้าด้วยปัจจุบันการนำเข้าผลไม้จากจีน มีการนำเข้าทางเรือลำแม่น้ำโขง และทางรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันทางรถยนต์มีความสะดวกมากขึ้น ขณะที่การขนส่งทางแม่น้ำโขงมีอุปสรรค ด้านกระแสน้ำ ที่บางช่วงลดลง ทำให้มี โขดหินที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ ก่อน หน้านี้มีข่าวเรื่องสารเคมีตกค้างอยู่ในผักและผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน ซึ่งนำเข้ามาจากทางตอนใต้ของจีนทั้งการล่องมาตามลำน้ำโขงและทางถนนจากตอนใต้ของจีนผ่านลาว จนกระทั่งมาถึงด่านศุลกากรเชียงของ ในจังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ ขอมูลการนำเข้าผักผลไม้จากจีนในปี 2561 ที่ผ่านด่านศุลกากรเชียงของ มีปริมาณกว่า 1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสินค้ากว่า 5 พันล้านบาท ขณะที่ปีนี้ปริมาณการนำเข้าและมูลค่านำเข้าก็ไม่น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว
          'เนด้า'ชง2โครงการช่วยเพื่อนบ้าน
          นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กรมหาชน) (สพพ.) หรือเนด้า กล่าวว่า สพพ.จะเสนอรัฐบาลอนุมัติงบลงทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน 2 โครงการใหญ่ วงเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท โครงการแรกคือการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) วงเงิน 1,300 ล้านบาท และโครงการที่สองคือการพัฒนาถนนรอบเมืองเมียวดี เมียนมา วงเงิน 700 ล้านบาท โดยโครงการก่อสร้างมิตรไทย-ลาว แห่งที่ 5 สพพ.จะลงทุนแบบให้เปล่า (ฟรี) เพื่อสนับสนุนและผลักดันเรื่องการค้าชายแดนทั้งสองประเทศ ส่วนโครงพัฒนาเมืองเมียวดีนั้น จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยไม่เกิน 2% ต่อปี
          "ในปีงบประมาณ 2562 สพพ.ได้รับการสนับสนุนเงินงบประมาณจากรัฐบาล 760 ล้านบาท และปี 2563 ได้รับเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านอีก 837 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาประเทศนั้น จะมุ่งแต่พัฒนาบ้านเราเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้านควบคู่ตามไปด้วยหากปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านลดลงน้อย จะทำให้ปัญหาในบ้านลดลงตามไปด้วย เช่น การสร้างถนนและพื้นที่โดยรอบของเมือง หรือจังหวัด และการสร้างสนามบิน เป็นต้น" นายพีรเมศร์กล่าว
          นายพีรเมศร์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างถนนทวาย ประเทศเมียนมา เพื่อเชื่อมบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรีและท่าเรือทวาย ล่าสุด ครม.อนุมัติวงเงินกู้ให้แก่เมียนมาเพื่อก่อสร้างเส้นทางดังกล่าว มูลค่า 4,000 ล้านบาท ที่ปรึกษาโครงการได้สรุปว่า สามารถปรับลดวงเงินก่อสร้างลงได้ 300 ล้านบาท เหลือ 3,700 ล้านบาท โดยมีระยะทางในการก่อสร้าง 140 กิโลเมตร ถนนขนาด 2 เลน ซึ่งคาดว่าเดือนกุมภาพันธ์นี้ รัฐบาลเมียนมาจะเริ่มก่อสร้างได้ คาดว่าใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่ง สำหรับเส้นทางบ้านพุน้ำร้อนเชื่อมทวาย ดังกล่าว เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (เอสอีซี) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเมียนมา ไทย กัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใหม่บางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งจะทำให้เดินทางกรุงเทพฯถึงทวาย ประเทศเมียนมา ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
          'กุลิศ'สั่งกฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่ม
          นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปจัดทำแผนการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ล็อตใหม่ เพื่อรองรับแผนการนำเข้าแอลเอ็นจีระยะยาวตามแนวนโยบายส่งเสริมกิจการก๊าซเสรีของประเทศ ที่ต้องการให้ กฟผ. เป็นผู้ให้บริการจัดหาและนำเข้า (ชิปเปอร์) รายที่ 2 ของประเทศ ในการทดสอบระบบโครงสร้างพื้นฐานตามข้อกำหนดของรัฐบาลที่เปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาใช้คลังและท่อก๊าซ (ทีพีเอ)ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย ให้เสนอบอร์ด กฟผ.พิจารณาภายในเดือนมกราคม 2563
          "หาก กฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจีล็อตใหม่ต้องไปจัดทำแผนงานมาให้ชัดเจน อาทิ แผนในปี 2563-2565 จะนำเข้าไปใช้ในโรงไฟฟ้าใด ปริมาณเท่าไหร่ นำเข้าในรูปแบบสัญญาระยะยาว หรือระยะสั้นจากตลาดจร (สปอต) เบื้องต้น กฟผ.ได้รายงานว่ามีแผนจะนำเข้าล็อตใหม่ไปป้อนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ชุดที่ 1 จ.สมุทรปราการ กำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในอนาคตถูกลงได้ โดยแผนดังกล่าวจะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในเดือนมกราคมปีหน้า และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ต่อไป" นายกุลิศกล่าว
          ชี้ต้นทุนผลิตไฟลด0.1ส.ต./หน่วย
          นายกุลิศกล่าวว่า ปัจจุบัน กฟผ.อยู่ระหว่างทดสอบนำเข้าแอลเอ็นจีล็อตแรกรูปแบบ สปอต วันที่ 28 ธันวาคมนี้ ปริมาณ 65,000 ตัน มาถึงท่าเทียบเรือมาบตาพุด จ.ระยอง และล็อตที่ 2 อีก 65,000 ตันในเดือนเมษายน 2563 เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 5 จ.ฉะเชิงเทรา และโรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 จ.พระนครศรีอยุธยาของ กฟผ. ซึ่งได้มอบหมายให้จัดทำรายงานผลการนำเข้าล็อตแรก เพื่อนำมาแสดงให้ภาครัฐเห็นถึงประโยชน์นำเข้าของ กฟผ.ที่ทำราคาต่ำ อยู่ที่ 5.32 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งพบว่าจากการคำนวณต้นทุนผลิตไฟฟ้าในเบื้องต้นจะช่วยให้ต้นทุนถูกลงราว 0.1 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นเมื่อเร็วๆ นี้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงให้นโยบายการจัดหาแอลเอ็นจีของ กฟผ.ที่จะนำเอาการจัดหาดังกล่าวไปรวมอยู่ในสูตรโครงสร้างการคำนวณราคาก๊าซของประเทศ ที่เป็นสูตรราคาก๊าซเฉลี่ยรวม หรือพูลก๊าซ เพื่อเฉลี่ยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศในอนาคตถูกลง
          นายกุลิศกล่าวว่า อย่างไรก็ตามวันที่ 26 ธันวาคมนี้ จะมีการประชุมบอร์ด กฟผ.จะพิจารณาความคืบหน้าในเรื่องสัญญาหลักซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (โกลบอล ดีซีคิว) ระหว่างบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ กฟผ. ซึ่งเป็นสัญญาที่ใช้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เพื่อเกิดความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงก๊าซและมีความยืดหยุ่นในการจัดหาเชื้อเพลิงก๊าซโดยเสรี ไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า เพื่อให้เป็นไปตามคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่เห็นชอบให้ ปตท.และ กฟผ.ไปเจรจาในรายละเอียดบางประเด็นในได้ข้อสรุปร่วมกัน เพื่อให้สามารถดำเนินการลงนามสัญญาโกลบอล ดีซีคิวได้ภายในปีนี้ จากนั้นขั้นตอนต่อไปจะเป็นกระบวนการพิจารณาจากคณะกรรมการ กฟผ. อัยการสูงสุด กบง. และนำเสนอ กพช.ต่อไป
          ธปท.เผยระบบแบงก์ล่มลดลง
          รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถิติการให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของธนาคารพาณิชย์ ว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3/2562 (กรกฎาคมกันยายน) ที่ผ่านมา พบว่าการให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในช่องทางต่างๆ ยังมีการขัดข้อง (ระบบล่ม) จำนวน 6 ธนาคาร จาก 22 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทยและธนาคารทิสโก้ ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาที่ขัดข้อง 8 ธนาคาร ด้านจำนวนครั้งที่ระบบล่มในไตรมาสนี้รวม 12 ครั้ง จากไตรมาสก่อนที่ระบบล่ม 38 ครั้ง
          รายงานข่าวระบุว่า สำหรับธนาคารที่ระบบล่มมากที่สุด คือ ธนาคารกรุงไทย จำนวน 4 ครั้ง เป็นช่องทางโมบายแบงกิ้ง 3 ครั้ง และช่องทางเครื่องกดเงินสดอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) และเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ (ซีดีเอ็ม) จำนวน 1 ครั้ง รองลงมา คือ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำนวน 3 ครั้ง โมบายแบงกิ้ง 2 ครั้ง และ ช่องทางสาขา 1 ครั้ง ธนาคารกรุงเทพ 2 ครั้ง ผ่านช่องทางโมบายแบงกิ้ง 1 ครั้ง เอทีเอ็มและซีดีเอ็ม 1 ครั้ง ขณะที่ธนาคารเกียรตินาคิน ระบบล่ม 1 ครั้ง ในช่องทางเอทีเอ็มและซีดีเอ็ม ส่วนธนาคารทหารไทยและธนาคารทิสโก้ ระบบล่มผ่านช่องทางโมบายแบงกิ้ง แห่งละ 1 ครั้ง
          ไตรมาส4ประกาศช่วงเวลาล่ม
          รายงานข่าวระบุว่า นอกจากการเผยแพร่สถิติจำนวนครั้งที่ระบบล่มแล้ว ข้อมูลตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2562 เป็นต้นไป จะมีการเผยแพร่ระยะเวลาที่ระบบล่มด้วยว่าเป็นระยะเวลาเท่าใด เช่น กี่นาที กี่ชั่วโมง เป็นต้น โดยข้อมูล 4/2562 จะมีการเผยแพร่ในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์มีการปรับปรุงระบบการให้บริการผ่านช่องทางต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นรองรับการให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด" รายงานข่าวระบุ
          รายงานข่าวระบุว่า ใน 2 ไตรมาสที่มีการเปิดเผยข้อมูล (เมษายน-ตุลาคม หรือช่วง 6 เดือน) ระบบการใช้บริการของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารเมกะ สากลพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) ธนาคารอาร์ เอช บี ธนาคารอินเดียนโอเวอร์ซีส์ ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีสแบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ยังไม่พบว่ามีปัญหาระบบล่มในช่องทางหลักทั้งหมดที่เปิดให้บริการแต่อย่างไร
          สั่งแบงก์ทำแผนดูแลระยะยาว
          น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 4/2562 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่จะมีปริมาณธุรกรรมมากที่สุด เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะมีการยกระดับ เฝ้าระวัง และติดตามกันอย่างเต็มที่ คาดหวังว่าสถิติระบบล่มในช่องทางการให้บริการต่างๆ จะลดลง ทั้งนี้ ธปท.จะติดตามใกล้ชิดมากขึ้นในปี 2563 และได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ออกแผนเป็นระยะยาวด้วย
          "โมบายแบงกิ้งล่มส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าที่คาด แบบเพิ่มจาก 1 เท่าเป็น 2 เท่า โดยธนาคารพาณิชย์ต้องเรียนรู้และพยายามแก้ไขจุดอ่อน อย่างไรก็ตาม สถิติดีขึ้น ขัดข้องลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยธนาคารกรุงไทยเริ่มดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาที่ขัดข้องติดต่อกันมาก ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นสิ่ง ธปท.ต้องการเห็น เพราะหลังจากออกมาตรการไปทางธนาคารพาณิชย์ได้ปรับปรุงระบบและให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมาก รวมทั้งได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละช่องทาง" น.ส.สิริธิดากล่าว
          ยัน'กก.5จี'ไม่ทับซ้อนกสทช.
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ระดับชาติในทุกภาคส่วนว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ระดับชาติในทุกภาคส่วน โดยมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาจัดตั้ง ซึ่งหลังจากมีการยกร่างคำสั่ง พบว่ามีความกำกวมที่คาบเกี่ยวกับอำนาจของ กสทช. จึงถูกท้วงติงจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นกังวลว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะก้าวล่วงการทำงานของ กสทช.ในการจัดการประมูลคลื่นความถี่
          นายฐากรกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ จึงได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ถึงการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อต่อยอดการใช้งาน 5จี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ที่ต้องเป็นผู้ลงทุน โดยยืนยันว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการประมูลคลื่นความถี่ และ กสทช.เป็นผู้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวเอง
          "ได้มีการหารือร่วมกันนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส เพื่อปรับปรุงยกร่างคำสั่งใหม่ โดยกำหนดกรอบหน้าที่ของคณะกรรมการให้ชัดเจนขึ้น คือ กำหนดทิศทางนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5จี ของประเทศไทยในส่วนของการต่อยอดการใช้งาน การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี 5จี ภายหลังที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมได้มีการประมูลคลื่นความถี่ และมีการลงทุนขยายโครงข่ายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคการเกษตร ภาคสาธารณสุข การอุตสาหกรรม ภาคการเงิน และศักยภาพการลงทุน การขนส่งการศึกษา ตลอดจนภาคอื่นๆ ให้มีการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานเทคโนโลยี 5จี ทำให้มีการใช้งานที่เป็นรูปธรรม เช่น อุตสาหกรรม 4.0, ฟาร์มอัจฉริยะ, โรงพยาบาลอัจฉริยะ เป็นต้น เพื่อลดต้นทุนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตให้ได้มากยิ่งขึ้น และจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเป็นการเข้าถึงระบบสาธารณสุข การเกษตร อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน 5จี ของประเทศต่อไป ทั้งนี้ การกำหนดทิศทางและนโยบายดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด" นายฐากรกล่าว
          'ดีอีเอส'ชงเข้าครม.7ม.ค.63
          นายฐากรกล่าวว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ระดับชาติในทุกภาคส่วน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานร่วม ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ รวมถึงมีตัวแทนจากสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ส่วนโอเปอเรเตอร์เป็นอนุกรรมการ
          รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นาย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ระบุว่าจะนำรายชื่อคณะกรรมการขับเคลื่อน 5จี ระดับชาติในทุกภาคส่วน เข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 7 มกราคม 2563 เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลมีเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่านี้ โดยนายพุทธิพงษ์ยืนยันว่าไม่ได้ติดปัญหาอะไรและไม่ได้เป็นการก้าวก่ายการทำงานของ กสทช.แน่นอน
          'สุรางคณา'โบกมือลาเอ็ตด้า
          นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า หน่วยงานภายใต้กระทรวงดีอีเอส กล่าวว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการเอ็ตด้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หลังจากที่ทำงานในองค์กรดังกล่าวมาเป็นเวลา 9 ปี พร้อมด้วย น.ส.จิตใส เก่งสาริกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และนายสรณันท์ จิวะสุรัตน์ รองผู้อำนวยการ
          นางสุรางคณากล่าวว่า แม้จะไม่ได้เป็นผู้อำนวยการที่เอ็ตด้าแล้ว แต่เชื่อว่าได้วางวัฒนธรรมองค์กรไว้อย่างมั่นคงแล้ว องค์กรจะยังไม่เปลี่ยนแปลงและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งนับตั้งแต่ที่เริ่มก่อตั้งมาเมื่อปี 2554 จากองค์กรตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) สู่องค์กรตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ในปี 2562 กับการเดินทางมาถึงปีที่ 9 และก้าวต่อไปในปีที่ 10 ที่จะเปลี่ยนทั้งโครงสร้าง การทำงาน และโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องเทรนด์เทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งเรื่องบล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แมชชีนเลิร์นนิ่ง รวมทั้งเรื่อง บิ๊กดาต้า
          "งานทั้งหมดจะเร่งสปีดไม่ได้เลย หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างเรื่องกฎหมาย ซึ่งการมีทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) และ พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2562 ทำให้บทบาทของ เอ็ตด้าชัดเจนขึ้น สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางออนไลน์ของประเทศ" นางสุรางคณากล่าว
          ลุยบริษัทสตาร์ตอัพดันไทยโต
          นางสุรางคณากล่าวว่า จากนี้จะจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อบริษัท บีเทค เทคคอมพานี จำกัด โดยมีแผนจะเปิดตัวในวันที่ 8 มกราคม 2563 โดยตั้งใจให้เป็นบริษัทสตาร์ตอัพ บริษัทแรกของเมืองไทยที่เป็นยูนิคอร์น เนื่องจากรูปแบบของบริษัทนั้นจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการทำงานสตาร์ตอัพแบบเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าสตาร์ตอัพในเมืองไทยยังคงเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์เฮาส์ ไม่ใช่เทคคอมพานี ดังนั้น จึงไม่สามารถสร้างลิขสิทธิ์และต่อยอดได้ จึงมักจะเห็นว่าสตาร์ตอัพเมืองไทยมักเป็นเพียงแค่การทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ เพื่อขายบริษัททิ้งให้บริษัทรายใหญ่หรือ ต่างชาติอยู่เสมอ
          "สาเหตุที่สตาร์ตอัพของไทยไม่เติบโตและแข่งขันกับต่างชาติไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีนายทุน ซึ่งนายทุนคนไทยมีจำนวนมากที่พร้อมจะลงทุนกับสตาร์ตอัพ แต่เนื่องจากยังไม่เห็นความต่างที่จะต่อยอดได้ ดังนั้น สตาร์ต อัพของเราจะเป็นทีมที่ทำงานกับทีมต่างๆ เบื้องต้นจะมีประมาณ 10 ทีม ซึ่งเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน อาทิ บล็อกเชน, การทำบัญชี และการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อทำหน้าที่ในการซื้อสตาร์ตอัพที่น่าสนใจและต่อยอดเป็นลิขสิทธิ์ต่อไปได้ โดยที่เจ้าของผลงานมีสิทธิเป็นผู้บริหารร่วม เพื่อให้มีจุดโฟกัสในการทำงานต่อเนื่อง และเมื่อบริษัทมีกลุ่มสตาร์ตอัพที่รวมตัวกัน ก็จะทำให้สามารถบริหารจัดการด้านสิทธิประโยชน์และภาษีได้ เพื่อลดข้อด้อยของกฎหมายไทยที่ไม่สามารถเอื้อประโยชน์ดังกล่าวได้ ทำให้สตาร์ตอัพต้องไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี" นางสุรางคณากล่าว
          'ดีอีเอส'เปิดของขวัญปีใหม่23ธ.ค.
          รายงานข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า วันที่ 23 ธันวาคม กระทรวงดีอีเอสจะจัดแถลงของขวัญปีใหม่ 2563 หลังจากก่อนหน้านี้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการ ดีอีเอส มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดปรับ รายละเอียดเนื้อหาต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น โดยนายพุทธิพงษ์เชื่อว่าสิ่งที่มอบให้แต่ละหน่วยงานไปศึกษา ถ้าสำเร็จจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
          รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ผ่านมากระทรวงดีอีเอสมีการขับเคลื่อนนโยบายผ่านโครงการต่างๆ อาทิ 1.การจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (แอนตี้ เฟคนิวส์ เซ็นเตอร์) ซึ่งผลการดำเนินงานในเดือนพฤศจิกายน 2562 พบว่ามีข้อความร้องเรียนทั้งสิ้น 761,174 ข้อความ โดยคัดกรองข่าวเหลือ 655,318 ข้อความ พบข่าวปลอมจำนวน 780 เรื่อง โดยแบ่งออกเป็น หมวดสุขภาพ 66% หมวดนโยบายรัฐบาล 22% หมวดเศรษฐกิจ 11% และหมวดภัยพิบัติ 1% 2.การจัดทำบิ๊กดาต้า โดยเริ่มจากภาคท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น ที่พัก สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และ 3.การเร่งการควบรวบกิจการระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือเอ็นที โดยผลักดันให้ทั้ง 2 องค์กร เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5จี ที่จะเกิดขึ้นใน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้น
          ก.พลังงานยันไม่ลดค่าไฟ1เดือน
          รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวว่า กรณีภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลจัดมาตรการของขวัญปีใหม่ให้โดนใจประชาชน อาทิ การลดค่าไฟฟ้าเป็นเวลา 1 เดือนนั้น ในส่วนของกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ได้พิจารณามอบของขวัญปีใหม่ด้วยการตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2562 จำนวน -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย ต่ออีก 4 เดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ใช้เงินประมาณ 6,869 ล้านบาทในการบริหารจัดการค่าเอฟที ซึ่งของขวัญดังกล่าวถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่สามารถลดค่าไฟลงได้ นอกจากนี้กระทรวงยังเตรียมมาตรการที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนด้วยการปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกดีเซลบี 10 และแก๊สโซฮอล์อี 20 ลง 1 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 25 ธันวาคม 2562-10 มกราคม 2563 ซึ่งจะเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนในโอกาสที่เดินทางกลับไปภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในเทศกาลปีใหม่ด้วย
          'สยยท.'หนุนหมอนยางประชารัฐ
          นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธาน สภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวถึงโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ 30 ล้านใบมูลค่า 18,000 ล้านบาท ว่า หากโครงการนี้สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ จะช่วยดูดซับน้ำยางข้นออกจากระบบได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราแทนที่จะส่งออกวัตถุดิบไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อปี 2560 ระบุว่า มียางพาราในระบบทั้งสิ้น 4,400,000 ตัน โดยแบ่งเป็นการแปรรูปยางพาราเพื่อใช้ในประเทศ 10.6% คิดเป็นมูลค่า 262,000 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกยางพาราเป็นวัตถุดิบ เช่น ยางพาราแท่ง ยางแผ่น ยางดิบ เป็นต้น อยู่ที่ 89.4% คิดเป็นมูลค่า 204,000 ล้านบาท ดังนั้น หากผลักดันให้มีการใช้ยางพาราในประเทศจะมีมูลค่ามากกว่าการส่งออกเป็นวัตถุดิบ
          "ถ้าทำได้ก็ดี เพราะจะช่วยดูดซับยาง พาราออกจากระบบได้มาก ทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น และไม่ต้องมีการประกัน รายได้ แต่เกรงว่าจะเป็นราคาคุยมากกว่า บอกไปวันๆ แล้วก็ไม่ทำ เหมือนทุกโครงการที่มีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้ อาทิ การนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำถนน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวม 80,000 หมู่บ้านโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องการให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ" นายอุทัยกล่าว
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 24 ธ.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--