เคาะกองทุนใหม่ แทน"แอลทีเอฟ"

 ฝาก10ปีลดหย่อนภาษี30% กสทช.ลั่นไม่เลื่อนประมูล5จี
          ครม.ไฟเขียวกองทุน'เอสเอสเอฟ'แทน'แอลทีเอฟ' หักลดหย่อนภาษีเงินได้ 30% ตั้งแต่ปี 63-67 ถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี
          วิษณุ-ศักดิ์สยามเคลียร์โฮปเวลล์
          เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาการจ่ายเงินชดเชยให้บริษัท โฮปเวลล์ ประเทศไทย จำกัด ตามที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณา เจรจาและขั้นตอนการดำเนินการ โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมมือกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คค.) พิจารณาเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบ รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วย ซึ่งทั้งหมดจะต้องหารือร่วมกันให้ได้
          บิ๊กตู่ตอกพวกวิจารณ์ศก.เกินเหตุ
          พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ว่า สิ่งสำคัญเวลานี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ในงานเปิดตัวเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย ได้พยายามนำหลายๆ ส่วนมาหารือในเรื่องเหล่านี้ ข้อสรุปต่างๆ จะร่วมมือกันได้ หากร่วมกันทั้ง 2 ทาง ทั้งภาครัฐที่กำหนดนโยบายในการกำจัดปัญหาและอุปสรรค และในส่วนของภาคเอกชนก็ต้องร่วมลงทุน มีมาตรการสิทธิประโยชน์แรงจูงใจต่างๆ การใช้เงินตราต่างประเทศ เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท หากเราใช้จ่ายเงินต่างประเทศให้มากขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าเงินบาทแข็งตัว ซึ่งวันนี้ก็อ่อนตัวลงมาบ้างเล็กน้อย ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะมีผลกระทบในเรื่องของต่างประเทศ ทั้งนี้ หลายอย่างมีความคืบหน้า ถ้าเราเข้าใจสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นเอง ซึ่งหลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์เกินเหตุ ทำให้คนสับสนอลหม่าน การแก้ไขปัญหาก็ยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเพราะความไม่เข้าใจกัน
          'บิ๊กตู่'ขอโทษเกษตรกรช่วยล่าช้า
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรว่า โครงการช่วยเหลือเกษตรกรขณะนี้กำลังรอการเสนอ ครม.พิจารณา เช่น โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย การสนับสนุนปัจจัยการผลิต โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง โครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพด และอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งศึกษาในรายละเอียดแล้ว เห็นสมควรให้พิจารณาในเรื่องเหล่านี้ แต่จำเป็นต้องรอสักนิด ต้องขอโทษด้วย เพราะวันนี้ต้องดูเรื่องงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งใช้ไปพลางๆ ก่อน งบประมาณปี 2563 มียอดที่ใช้ได้จำนวนจำกัด เพราะมีมาตรา 28 อยู่ด้วย ก็เหลือจำนวนน้อยมาก เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาในวาระ 2-3 ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่กำลังศึกษารายละเอียดอยู่ขณะนี้ ถ้ายิ่งช้าไปเรื่อยๆ มันก็ยาวไปเรื่อย เงินงบประมาณเอามาเพิ่มไม่ได้ ใช้เพิ่มไม่ได้ ตรงนี้ก็มีปัญหากับเกษตรกรและพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมความไปถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงใน งบประมาณฟังก์ชั่นทั้งหมด อย่างเร็วที่สุดก็น่าจะเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงจะสำเร็จตามขั้นตอน แต่ถ้ามันยืดเยื้อไปอีกก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก ภาระก็จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ
          พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเห็นชอบในหลักการช่วยเหลือเกษตรกรดังกล่าว ซึ่งมีหลายอย่างให้ต้องช่วยเหลืออีก เพราะต้องใช้เงินผ่านธนาคารรัฐ ฉะนั้นต้องดำเนินการตามระเบียบวินัยการเงินการคลัง และรองบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 ประกาศใช้บังคับ ถึงเวลานั้นเมื่อเราพร้อมแล้ว จะทยอยให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ทำไว้ในปัจจุบันค่อนข้างเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้ต้องกราบเรียนให้ทราบ ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยนิ่งนอนใจ ถ้าตราบใดที่กฎหมายหรืออะไรต่างๆ ทำได้ตนทำให้หมด ตนไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นเรื่องของพรรคใด เพราะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องดูแลคนทุกภาคส่วนอยู่แล้ว
          ครม.ไฟเขียวกองทุนSSFแทนLTF
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF) และการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวมากขึ้น ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะมุ่งเน้นให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยและผู้ที่เริ่มต้นวัยทำงานได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวเริ่มต้นการออมระยะยาวโดยเร็ว
          "ทั้งนี้ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนเอสเอสเอฟ เป็นกองทุนระยะยาว มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีนี้ โดยเอสเอสเอฟกำหนดให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายซื้อกองทุนหักลดหย่อนภาษีเงินได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน หรือไม่เกิน 2 แสนบาทต่อปี และเมื่อนับรวมกับกองทุนระยะยาวอื่นต้องไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี เช่น RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ" นายอุตตมกล่าว
          นายอุตตมกล่าวว่า ทั้งนี้ ไม่กำหนดการซื้อขั้นต่ำในการซื้อ และไม่กำหนดเงื่อนไขการซื้อต่อเนื่อง โดยกองทุน SSF สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท แต่กำหนดให้ถือครองกองทุน SSF ไม่น้อยกว่า 10 ปีจึงจะขายได้ เงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน SSF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งการนำมาหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF กำหนดไว้เพียง 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2563-2567 หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะมา ทบทวนเรื่องการให้สิทธิลดหย่อนใหม่อีกครั้ง ว่าที่ผ่านมาเกิดผลอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจและตลาด
          ปรับปรุงRMFซื้อเพิ่มเป็น30%
          นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้ ครม.มีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุน RMF ให้ปรับสัดส่วนการหักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF เป็น 30% ของเงินได้พึงประเมินให้ใกล้เคียงกับกองทุนอื่นๆ จากเดิมไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน โดยยังคงกำหนดวงเงินหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ รวมถึงยกเลิกการกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อกองทุน RMF (เดิมกำหนดให้ซื้อไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมิน หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า) เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อยสามารถซื้อกองทุน RMF ได้ โดยยังคงกำหนดให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม
          "การปรับกองทุนเพื่อการออม เพื่อดึงให้คนรุ่นใหม่ คนเพิ่งเริ่มทำงาน และกลุ่มมีรายได้ปานกลางเข้ามาออมเงินเพื่อเกษียณให้มากขึ้น โดยประเมินว่าถ้ามีการซื้อ SSF และ RMF เต็มเพดานที่กำหนด กลุ่มคนที่มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท จะมีเงินออมระยะยาวเพิ่มขึ้นปีละ 1.8 แสนบาท ถ้ารายได้ต่อเดือน 5 หมื่นบาท มีเงินออมเพิ่มขึ้น 3.6 แสนบาทต่อปี หากรายได้ต่อเดือน 1 แสนบาท จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสนบาท โดยก่อนหน้านี้มีคนใช้สิทธิในการคืนภาษี LTF ปีละ 4 แสนราย คิดเป็นเงินภาษีที่ขอคืน 1 หมื่นล้านบาท RMF ประมาณ 2 แสนราย คิดเป็นเงินภาษีที่ขอคืน 6 พันล้านบาท โดยคาดว่ากองทุนใหม่จะไม่ต่างจากของเดิม" นายอุตตมกล่าว
          เริ่มลงทุนกองทุนใหม่ก.พ.63
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund) หรือ LTF ซึ่งจะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 นั้น นักลงทุนจะยังคงสามารถซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน LTF ได้ และแม้ว่าจะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป แต่กระทรวงการคลังได้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้ที่ถือหน่วยลงทุนได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุน LTF เช่นเดียวกับกองทุนรวมอื่นๆ
          นางสาวรื่นฤดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า หลังจาก ครม.มีมติเข้าสู่กระบวนการออกกฎกระทรวง และ ก.ล.ต.พร้อมนำเรื่องนี้ไปประสานกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการรับมือ คาดว่าเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทุนกองทุนใหม่อย่างช้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เงินลงทุนน่าจะเริ่มต้นปี 2563
          เล็งให้สิทธิประโยชน์เพิ่มชิมฯ
          นายอุตตมกล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้อะไรเพิ่มเติม หรือต่อยอดสิทธิประโยชน์ในโครงการชิมช้อปใช้อย่างไร ซึ่งการพิจารณาจะต้องเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้สามารถใช้ได้ภายในก่อนปีใหม่นี้ เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชน จากปัจจุบันสิทธิประโยชน์ในกระเป๋าที่สอง หรือ G-wallet 2 กระทรวงการคลัง ให้เงิน cash back 15% สำหรับเงินที่ใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 ในส่วนที่ไม่เกิน 3 หมื่นบาท และในส่วนที่เกินกว่า 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จะได้รับ Cash back 20% รวมแล้วหากมีการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 เต็ม 5 หมื่นบาท จะได้รับเงินคืน 8,500 บาท ส่วนล่าสุดมีผู้ใช้สิทธิรวม 3 เฟสกว่า 11 ล้านคน การใช้จ่ายกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท สำหรับ G-Wallet 2 มีผู้ใช้สิทธิกว่า 2.47 แสนราย การใช้จ่ายกว่า 6.2 พันล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 25,314 บาท โดยยอดใช้จ่ายผ่าน G-Wallet 2 ยังคงขยายตัวเป็นอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง
          พม.ชวนมอบของขวัญปีใหม่
          น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์แก่พี่น้องประชาชนว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ขอเชิญชวนให้มาร่วมโครงการสะสมบุญปีใหม่ส่งแรงใจให้เด็กน้อย ซึ่งถือเป็นกิจกรรมในการมอบของขวัญให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในสถานสงเคราะห์สังกัดกระทรวงทั่วประเทศ โดยร่วมบริจาคและมอบของขวัญ ของเล่น เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา ซึ่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะได้รับไปเพื่อแจกจ่ายให้กับทุกหน่วยงาน ซึ่งถ้าประชาชนสนใจสามารถโทรศัพท์ไปได้ที่หมายเลข 1300 ได้ ทั้งนี้เด็กในสถานสงเคราะห์ไม่ได้มีโอกาสที่จะมีของขวัญเป็นของตัวเอง ดังนั้น โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เราทุกคนจะได้ร่วมกันทำสิ่งที่ดีร่วมกัน
          เผย10เดือนส่งออกติดลบ2.4%
          นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศ ไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนตุลาคม 2562 มีมูลค่า 20,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวลบ 4.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 628,319 ล้านบาท หดตัวลบ 10.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้าในเดือนตุลาคม 2562 มีมูลค่า 20,251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 621,738 ล้านบาท หดตัว -13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการส่งออกช่วงเดือนมกราคมตุลาคม 2562 มีมูลค่ารวม 207,330 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ติดลบ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 6,461,028 ล้านบาท ติดลบ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
          ปรับใหม่ชี้ทั้งปีติดลบ2.5-3%
          "สรท.ได้มีการปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2562 หดตัวติดลบ 2.5 ถึง ลบ 3% บนสมมุติฐานค่าเงินบาท ปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์การส่งออกปี 2563 เติบโต 0-1% บนสมมุติฐานค่าเงินบาท 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 30.211 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบ 30.16-30.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยไม่พบปัจจัยบวก แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ อาทิ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ, สถานการณ์ค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง และกรณีที่สหรัฐอเมริกามีคำสั่งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้าจากไทย เป็นต้น" นางสาวกัณญภัคกล่าว
          นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในปี 2563 นั้นคาดว่าการส่งออกจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% เนื่องจากมองว่าทุกกลุ่มสินค้าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มสินค้าที่คาดว่ามีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้าคือ กลุ่มอาหาร ที่ในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 2-3% ขณะที่ปี 2563 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 5% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ในปีนี้ติดลบ 4% ส่วนในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 2% กลุ่มยานพาหนะ ในปีนี้ติดลบ 6% ส่วนในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3% และกลุ่มพลังงาน ในปีนี้ติดลบ 12%
          นางสาวกัณญภัคกล่าวว่า สรท.มีความกังวลต่อการชะลอตัวของการส่งออกไทย หากการส่งออกชะลอตัวหรือหดตัว จะทำให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นลูกโซ่ อาทิ การผลิตลดลงจะส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน ค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับรายรับที่ลดน้อยลงจะทำให้เม็ดเงินที่กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจน้อยลง มีเงินหมุนเวียนสำหรับการบริโภคภาคเอกชนลดลง และส่งผลต่อเนื่องไปถึงการชะลอตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในที่สุด จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและสินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกมากขึ้น
          รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ในวันที่ 4 ธันวาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนัดประชุม กรอ.พาณิชย์เพื่อหารือเรื่องส่งออกปีนี้และแผนส่งออกปี 2563
          กรุงศรีฟันธงจีดีพี'63โต2.5%
          นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2563 จะขยายตัว 2.5% โดยปรับลดลงจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 3.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมาอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบสงครามการค้าที่ทำให้มูลค่าการส่งออกติดลบ และส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน คาดว่าจีดีพี ปี 2562 จะขยายตัวแค่ 2.4% โดยประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และเริ่มเห็นประเทศต่างๆ มีการอัดเงินเข้ามาในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความต้องการสินค้า และผลดีจากการย้ายฐานการผลิตจากสงครามการค้า ส่วนการส่งออกคาดว่าขยายตัว 1.5% แต่ต้องติดตามเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หากความเชื่อมั่นลดลงเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการชะลอการลงทุน กระทบต่อจ้างงานลด การบริโภคลดลง ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอลงได้ ซึ่งคาดการณ์การลงทุนเอกชนขยายตัว 3.3% ขณะที่การลงทุนรัฐยังต้องติดตามว่าจะมาเร็วเพียงใดคาดขยายตัว 3.0% ส่วนการบริโภคขยายตัว 3.5% การอุปโภคภาครัฐขยายตัวที่ 2.4% ทั้งนี้ แนวโน้มการท่องเที่ยวคาดว่าจะปรับดีขึ้นคาดจำนวนนักท่องเที่ยว 41.6 ล้านคน
          "ภาพเศรษฐกิจไทยยังสลัวๆ ยอมรับว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่โชคดีที่เรารู้ตัวว่าเราเดินลงไปเรื่อยๆ ทำให้ยังมีเวลาปรับตัว ไม่เหมือนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะเกิดขึ้น เป็นการเดินตกท่อไม่รู้ตัว ปรับตัวไม่ได้ ขณะนี้เศรษฐกิจไทยแค่ชะลอตัวไม่ได้ถดถอย แต่ความเสี่ยงที่จะถดถอยมีมากขึ้น ซึ่งจากการประเมินความเสี่ยงเกิดการถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 27% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 18% ซึ่งหากถึง 40% จะเป็นระดับที่เศรษฐกิจถดถอย เพื่อดูแลเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและนโยบายการคลังยังมีช่องว่างที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้และเชื่อว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นออกมา เนื่องจากหนี้สาธารณะอยู่ที่ 42% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% แต่ไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อ" นายสมประวิณกล่าว
          แนะใช้แผนกระตุ้นที่เหมาะสม
          นายสมประวิณกล่าวว่า สำหรับมาตรการการกระตุ้นด้วยนโยบายการคลังจะเห็นผลเร็ว แต่ต้องใช้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ตรงกลุ่มเป้าหมาย และปริมาณเงินเพียงพอให้เม็ดเงินเกิดการหมุนลงไปในระบบเศรษฐกิจ มองว่าอาจจะกระตุ้นกลุ่มคนที่ยังมีกำลังซื้อ เช่น ชนชั้นกลาง ลูกจ้างประจำ ผ่านนโยบายที่สนับสนุนการใช้จ่ายหรือนโยบายด้านภาษี เช่น คืนภาษี หรือลดภาษี ณ ที่จ่าย ด้านดอกเบี้ยนโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยลงไปอยู่ที่ 1.00% ในช่วงต้นปี 2563 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและจะมีการทำนโยบายการเงินแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ให้สิทธิบางกลุ่มได้รับดอกเบี้ยถูกและเข้าถึงทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้านค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายจากแรงกดดันการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงคาดเกินดุลที่ 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทสิ้นปีอยู่ที่ 30.00 บาทต่อดอลาร์สหรัฐ
          ส.อ.ท.ถกค่าบาทกับธปท.-แบงก์
          นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 4 ธันวาคม จะหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรม ส.อ.ท. เพื่อหามาตรการหรือแนวทางดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกของไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะมีผลต่อการส่งออกไปถึงปี 2563 จากปีนี้คาดว่าส่งออกจะติดลบ2-0%
          "ที่ผ่านมา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ ส.อ.ท.ได้หารือกับตัวแทน ธปท.แล้ว ในส่วน ของ ส.อ.ท.ได้หารือร่วมกันใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ดังนั้นวันที่ 4 ธันวาคม จะมาหารือลงลึกอีกรอบ" นายเกรียงไกรกล่าว
          นายเกรียงไกรกล่าวว่า แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี และมีมาตการดูแลค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง พบว่า 11 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-พฤศจิกายน) เฉลี่ยค่าเงินบาทไทยยังคงแข็งค่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าประเด็นสำคัญหนึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากไทยอยู่ในภาวะเกินดุลทางการค้า แม้ส่งออก 10 เดือนแรกของปีนี้ติดลบ 2.35% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบสงครามการค้าและเงินบาทที่แข็งค่า แต่ในการนำเข้าสินค้าทุนกลับไม่ขยายตัวเพราะเอกชนชะลอการลงทุน
          "จะเห็นว่าล่าสุดรัฐบาลพยายามเรียกร้องให้เอกชนมีการลงทุนในประเทศและต่างประเทศมากขึ้นในช่วงที่บาทแข็งค่าเพื่อที่จะมีส่วนในการผ่อนคลายการแข็งค่าของค่าเงินซึ่ง ส.อ.ท.เองก็เห็นด้วยว่ารัฐควรจะเร่งส่งเสริม ขณะเดียวกันก็คงจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลค่าเงินเพราะอาจจะมีผล กระทบต่อเนื่องต่อการส่งออกในปี 2563 ได้จากที่ปีนี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0-ติดลบ2%" นายเกรียงไกรกล่าว
          'ฐากร'ยันไม่เลื่อนประมูล5จี
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยในการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 700, 1800, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 กิกะเฮิรตซ์ และ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องแผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่านความถี่ 2500-2690 เมกะเฮิรตซ์ และ 24.25-27 กิกะเฮิรตซ์ ว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าร่างมีความรัดกุม ซึ่งเข้าใจว่าร่างประกาศที่ออกมา ยังมีหลายประเด็น หลายจุด ที่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทั้งประชาชน และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ในการเสนอแนะข้อคิดเห็นต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขอให้เสนอความคิดเห็นในเรื่องที่ กสทช. สามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยในความคิดเห็นที่แสดงมาแล้ว กสทช. ไม่สามารถนำไปปฏิบัติหรือแก้ไขปรับปรุงได้ ต่อให้แสดงความคิดเห็นมา ก็ไม่สามารถนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข เช่น ขอให้นำคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูลพร้อมกันนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เรียกคืนคลื่นดังกล่าวจาก บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) อีกทั้งต้องใช้เวลาในการเรียกคลื่นอย่างน้อย 300 วัน โดยคลื่นดังกล่าวจะหมดสัมปทานในเดือนกันยายน 2564 ส่วนกรณีที่เสนอให้เลื่อนการประมูลออกไปนั้นก็เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาล และ กสทช. ได้กำหนดวันในจัดการประมูลเรียบร้อยแล้ว
          "ขอให้การแสดงความคิดเห็นอยู่ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ เพื่อให้ กสทช. นำร่างประกาศดังกล่าวไปปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เดินหน้าต่อไปสู่การประมูลคลื่นความถี่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 และประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 5G จะเกิดได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับร่างประกาศนี้ที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข ให้มีความสมบูรณ์" นายฐากรกล่าว
          เอไอเอสชี้ควรเลื่อนประมูล5จี
          นายกิตตินันท์ พจน์ประสาท หัวหน้าส่วนงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า กสทช.ควรเลื่อนการประมูลออกไปก่อน เพราะคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ไม่เหมาะสมในการทำ 5G ขณะที่การเรียกคืนคลื่นความถี่ดังกล่าวก็ยังไม่ชัดเจน ทั้งนี้ มีความเห็นว่าคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ เหมาะกับการทำ 5G มากกว่า แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาประมูลได้ เพราะยังไม่สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ มีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนกับสัญญาณไมโครโฟน ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้นการประมูลสูงไป และเหมาะกับการเสริมโครงข่าย 4G มากกว่า สุดท้ายคือคลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ ยิ่งไม่น่าสนใจเพราะเป็นคลื่นที่ยังไม่มีการลงทุนใดๆ ในตลาด
          ดีแทคชี้คลื่น3500เหมาะสุด
          นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ มีความกว้างของแถบคลื่นความถี่ (แบนด์วิดท์) ไม่เพียงพอ อีกทั้งยังติดปัญหาที่คลื่นความถี่บางส่วนยังไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้มีคลื่นความถี่ที่ใช้งานได้เพียง 170 เมกะเฮิรตซ์ และหากมีการกำหนดเพดานการถือครองคลื่นความถี่ไม่เกินรายละ 100 เมกะเฮิรตซ์ อาจจะทำให้มีผู้ได้คลื่นความถี่แค่สองราย จึงควรปรับเป็นกำหนดเพดานตามจำนวนผู้ประมูล ดังนั้นคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ จึงเป็นคลื่นที่มีแบนด์วิดท์กว้างและพร้อมที่สุด ในเมื่อ กสทช.นำมาประมูลไม่ทันครั้งนี้ จึงต้องการขอทราบช่วงเวลาและแผนการประมูลคลื่นความถี่นี้ให้ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การที่ออกมาให้ความเห็นนี้ไม่ใช่ว่าดีแทคจะเข้าร่วมการประมูลหรือไม่เข้าร่วมประมูล โดยการตัดสินใจนี้ยังคงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด)
          ทรูเห็นด้วยนำคลื่น2600ประมูล
          นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ รองผู้อำนวยการด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องการทราบความชัดเจนเรื่องคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ว่าพื้นที่ใดใช้ไม่ได้ และใช้ได้เมื่อไร และเห็นว่า กสทช.ควรนำคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ มาประมูลเพียงคลื่นเดียว เพื่อให้เอกชนเก็บเงินไว้ลงทุนคลื่นอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วให้เกิด 5G ภายในปี 2563 โดยประเด็นที่บังคับให้ผู้ชนะการประมูลรีบลงทุน 50% ในพื้นที่อีอีซี ภายใน 1 ปี ปฏิบัติตามได้ยาก เพราะบางครั้งความต้องการอาจจะอยู่นอกพื้นที่ จึงต้องการให้นำเงื่อนไขนี้ออกไป
          นายณัฏฐวิทย์ สุฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท กล่าวว่า เห็นด้วยกับการลดปริมาณการถือครองคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ โดยควรกำหนดตามจำนวนผู้ประมูล และไม่เห็นด้วยกับการบังคับการลงทุนในพื้นที่อีอีซี 50% ในปีแรกเพราะอาจจะไม่ตรงความต้องการการใช้งาน
          นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท ทีโอที  จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอทีสนใจเข้าร่วมประมูลทุกคลื่นความถี่ โดยเฉพาะคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องการกำหนดระยะเวลาลงทุนด้านโครงข่าย และการกำหนดเพดานถือครองคลื่นความถี่รวมถึงการพิจารณาคุณสมบัติของทีโอที และแคท ว่าจะสามารถเข้าร่วมประมูลได้หรือไม่ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นรายเดียวกัน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2562 และจะรวบรวมข้อมูลเพื่อเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. ก่อนนำ (ร่าง) ประกาศดังกล่าวจะลงในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 จากนั้นจะประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการประมูลระหว่างวันที่ 2 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2563 และยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 จากนั้นตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าร่วมการประมูล วันที่ 5-12 กุมภาพันธ์ 2563 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ซ้อมการประมูล สำหรับผู้เข้าร่วมการประมูล วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 และจัดการประมูลแบบหลายย่านความถี่พร้อมกัน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 5 ธ.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--