เปิดแนวคิดพัฒนานักธุรกิจเลือดใหม่ ดีแทค หนุนสร้าง Start-up ระดับโลก

ดีแทคเอาจริง มุ่งมั่นสร้างสรรค์เศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนกระบวนการ "Dtac Accelerate" ต่อเนื่อง 7 ปี บ่มเพาะและหนุนสร้างนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ที่คัดกรองมาได้ 60 บริษัท รวมมูลค่า 6.2 พันล้านบาท จากการระดมทุนได้ 1.2 พันล้านบาท มุ่งสู่ตลาดโลก
                    ไม่หยุดแค่การขยายธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในมิติการลงทุนเพื่อสังคมธุรกิจได้มีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อทุ่มเทกับโครงการนี้โดยเฉพาะจนมีความก้าวหน้าทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
                    ทีมงาน Green Innovation&SD ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ถึงพัฒนาการของ Dtac Accelerate ซึ่งเขาเป็นกรรมการผู้จัดการ
                    จากจุดเริ่มต้นเมื่อปลายปี 2012 เป็นการร่วมมือกันของ ซิคเว่ เบรคเก้ อดีต CEO ของดีแทค กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KPTG และแอนดรูว์ ควอเซส หัวหน้ากลยุทธ์ของดีแทคในยุคนั้น โดยมองว่าประเทศไทยยังขาดเครื่องมือหลายอย่างที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ต้องการมองหานวัตกรรมเข้าสู่องค์กร และคิดว่าเมืองไทยก็น่าจะมีศักยภาพพอ
                    ดีแทคจึงมองหาสตาร์ทอัพที่ เชื่อมโยงกับโทรศัพท์มือถือ หรืออินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับโทรคมนาคมก็ได้ขอเพียงเป็นธุรกิจที่คน 1 ล้านคนจะได้ประโยชน์จากมัน แค่เป็นอินเทอร์เน็ต ที่สามารถขยายบริการได้ (Scaleble) และทำซ้ำๆได้ (Repeatable) จึงเป็นจุดเริ่มต้นในตอนนั้น และดีแทคยังต้องการสร้างธุรกิจที่มีเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่มีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป ที่เรียกว่า "Tech Unicon" 
                    ในกระบวนการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถจัดแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.Incubation Stage ระดับที่มีไอเดียโครงการ 2.Excurtion Stage คือ ระดับที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตลาดได้ และก่อตั้งบริษัท เริ่มมีคนให้เงินลงทุนและเริ่มมีลูกค้า 3.Growth Stage ระดับเติบโต มีคนใช้งานแล้ว มีคนร่วมลงทุนสามารถมีรายได้และทำกำไรได้แล้ว อีกทั้งมีความมุ่งหมายที่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (Global Expansion Track)
                    ทั้งนี้วิธีบริหารจัดการสตาร์ทอัพ 3 กลุ่มจะแตกต่างกัน หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ผู้นำบริษัทเหล่านี้จะต้องเข้าค่ายฝึกอบรมที่เรียกว่า Boot Camp เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อบ่มเพาะด้วยกิจกรรมและคอนเทนต์ต่างๆจากนักธุรกิจผู้มีประสบการณ์ และสตาร์ทอัพชั้นนำของโลก โดยทางดีแทคได้จัดเตรียมสถานที่ห้องทำงาน (Hangar Coworking Space) เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับทุกทีม หลังจากนั้นจะมี Demo Day เป็นวันที่เหล่าสตาร์ทอัพต้องมานำเสนอผลงานธุรกิจของตนเอง ซึ่งในวันนั้นมีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 2 พันคน เป็นนักลงทุน 300-400 คน ที่มาร่วมงานและพิจารณาลงทุนในสตาร์ทอัพที่เขาคิดว่ามีโอกาสจะโตต่อไป หรือที่เรียกกันว่า Angel Investment, หรือ Seed Investment เป็นการบ่มเพาะเม็ดเงินลงทุนซึ่งไม่ได้สูงมาก
                    เมื่อนักลงทุนเห็นว่ามีศักยภาพ มีตลาดรองรับก็จะลงทุน เมื่อผลลัพธ์ดีก็จะมีการบอกต่อเป็นเครือข่าย ทำให้ 70% ของสตาร์ทอัพที่อยู่ในโครงการของดีแทคแอคเซอเลอเลท เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและเป็น 1 ใน 3 ของเอเชียใต้ที่สามารถต่อยอดธุรกิจของตนเองได้
                    เวลานี้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานธุรกิจด้านนี้ของดีแทคมีวิธีการบริหารงานที่ทำตัวเหมือนตนเองเป็นสตาร์ทอัพ มีการสร้างเครื่องมือวัดผลเพื่อเรียนรู้ ในระยะเวลา 7 ปี มีสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการมากถึง 3,000 บริษัทแต่ผ่านการคัพเลือก 60 บริษัท และ 70% ของสตาร์ทอัพจำนวนนี้สามารถต่อยอดธุรกิจของตนเองได้จนมีมูลค่าบริษัทรวม 6.2 พันล้านบาท ระดมทุนได้ถึง 1.2 พันล้านบาท โดยได้รับเงินทุนต่อเนื่องจากนักลงทุน และดีแทค แอคเซอเลอเรท ยังได้รับเลือกเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวในไทยทั้งจาก Google Developer Iaunchpad และ FB Start (Facebook)
                    หลังจากจบจาก Boot Camp จะมีการวัดผลตลอดว่าภายใน 12 เดือนที่ออกไปธุรกิจสตาร์ทอัพเหล่านี้โตขึ้นอย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น
                    Finnomena สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการประชันครั้งที่ 4 เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือทางด้านการวางแผนการลงทุนให้กับบุคคลทั่วไปที่มีเงิน 5,000 บาทก็ลงทุนในกองทุนได้ ด้วยระบบ Automated, Algorithm และ AI ที่ทันสมัยสามารถบอกได้ว่า เมื่อมีเป้าหมายจะต้องทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายตามเวลาที่วางไว้ ซึ่งถ้าเกิดหลุดเป้าหมายระบบก็จะบอกว่ามันเกิดจากอะไร และสิ่งที่ต้องทำคืออะไร แล้วระบบจะปรับความสมดุลของพอร์ตให้กลับไปสู่เป้าหมายเดิม
                    นอกจากนี้ Finnomena ยังรวบรวมทุก บลจ. ในประเทศไทยให้มาอยู่แพรตฟอร์มของตนด้วย ซึ่งตอนนี้ยอดการซื้อขายในการลงทุนผ่าน Finnomena สูงถึง 7 พันล้านบาท
          .          Ricult สตาร์ทอัพสายเกษตรกรรมที่มีเป้าหมายเพิ่มคุณภาพการผลิตและผลผลิตแก่เกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสและรายได้ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และภาพถ่ายจากดาวเทียมเข้ามาเป็นตัวช่วย
                    ที่สำคัญ Ricult ยังเป็นสตาร์ทอัพเพียงรายเดียวในภูมิภาคนี้ที่สามารถระดมทุนจากมูลนิธิ Gates ได้ ซึ่งช่วยให้พวกเขาขยายธุรกิจได้มากขึ้น และยังให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรทั่วโลกได้มากขึ้นอีกด้วย
                    Arincare เป็น 1 ใน 14 ทีม สตาร์ทอัพที่ผ่านเวที dtac accelerate ปีที่ 7 ซึ่งมีผู้สมัครเข้าคัดเลือก 500 ทีม เมื่อเร็วๆนี้ เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมเครือข่ายร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถไปรับยาได้ที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้อย่างสะดวกเป็นครั้งแรก โดยมีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ความร่วมมือ
                    ผู้บริหารโครงการ dtac accelerate ยืนยันว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเฉลี่ย 500% ต่อปี หมายความว่า ดีแทคสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยไม่ต่ำกว่าหมื่นตำแหน่ง นอกจากนี้ยังได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้คนหมู่มากด้วยเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพเหล่านี้ และยังมีบางส่วนที่ได้ร่วมต่อยอดธุรกิจกับดีแทค สุดท้ายกลายเป็นว่าลูกค้าของดีแทคได้ใช้ประโยชน์จากบริการ ของสตาร์ทอัพเหล่านี้อย่างมาก
                    สมโภชน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนที่อยากประสบความสำเร็จในการทำสตาร์ทอัพหรือการเป็นนักธุรกิจต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ข้อ คือ 1.ทำผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ Fit หมายถึง ทำสิ่งที่คนจำนวนมากจะได้ใช้ประโยชน์จริง มีตลาดรองรับ 2.ทีมงานมือถึง ต้องหาทีมงานที่ใช้ในเวลาที่ถูกต้องธุรกิจก็เกิดได้
                    การสนับสนุนสตาร์ทอัพของดีแทค แอคเซอเลอเรท
                    เงินทุน หลักสูตรการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ การอบรมจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก การให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย พื้นที่ทำงานที่ Hangar Coworking Space ใจกลางกรุงเทพ บนพื้นที่กว่า 600 ตร.ม.
                    การสนับสนุนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มลูกค้าของดีแทค 20 ล้านคนในไทย สตาร์ทอัพในโครงการจะได้เข้าถึงลูกค้าในกลุ่ม เทเลอร์ใน 9 ประเทศ รวมกว่า 182 ล้านคนทั่วโลก
                    ดีแทค ต้องการสร้าง Tech Unicorn สัญชาติไทย หรือสตาร์ทอัพที่มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป
                    มีวิทยากรที่มีชื่อเสียงมาร่วมพูดคุยและให้ความรู้ในบูธแคมป์ เช่น Jacob Greensphan มาให้ความรู้ เกี่ยวกับ UIUX และ Nir Eyal มาให้ความ รู้เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ สก็อตต์ เบลส์ ผู้เขียนหนังสือ "Mobile Ready" สอนเกี่ยวกับกระบวนการเข้าหาและวิเคราะห์ลูกค้า เพื่อที่จะรู้ถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ และสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบนั้นๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างเร็วที่สุด
                    มีพี่เลี้ยง (Mentor) ระดับแนวหน้าของไทย เช่น อริยะ พนมยงค์, ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์, ทิวา ยอร์ค, ไผท ผดุงถิ่น, กิตตินันท์ อนุพันธ์ เป็นต้น
                    ได้รับการสนับสนุน จากพันธมิตรในประเทศไทยร่วมกับ MTL, SIRI Venture, PTT รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เช่น Facebook, Google Clouds, AWS, Omise และอื่นๆ
          
                    บรรยายใต้ภาพ
                    สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์