สัมภาษณ์พิเศษ: JASIF ปันผล 1.04 บาทต่อหน่วย

JASIF กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสูง ที่ประมาณการปันผล 1.04 บาทต่อหน่วยในปี 2562 ภายหลังจากการเข้าซื้อทรัพย์สินส่วนเพิ่ม
          ตามที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ กองทุน JASIFจะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินใยแก้วนำแสง จาก บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB มูลค่ารวมไม่เกิน 38,000 ล้านบาท
          ล่าสุด กองทุน JASIF เตรียมเปิดจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ในวันที่ 7–13 พ.ย. 2562 ที่ราคาหน่วยละ 9 บาท กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิมต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนรับจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนของกองทุนฯ (RO Agent)
          ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมของกองทุน JASIF ครั้งนี้ จะช่วยดันขนาดสินทรัพย์เส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นจาก 980,500 คอร์กิโลเมตร เป็นไม่เกิน 1,680,500คอร์กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 925 อำเภอ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ หนุนประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1.04 บาทต่อหน่วย จากเดิม 0.99 บาทต่อหน่วย
          นายพรชลิต พลอยกระจ่าง รองกรรมการผู้จัดการ Head of Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ กองทุนบัวหลวง ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF บอกว่า ภายหลังกองทุน JASIF เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะทำให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (Cash Distribution Per Unit หรือ DPU) ในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.04 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 0.99 บาทต่อหน่วย ขณะที่นับจากจัดตั้งกองทุนฯ ได้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนแล้วทั้งสิ้น 18 ครั้ง และลดทุน 3 ครั้งรวมทั้งสิ้น 4.07 บาทต่อหน่วย
          สำหรับทรัพย์สินส่วนเพิ่มที่กองทุน JASIF จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภท ทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง’ (Optical Fiber Cable) จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุม 925 อำเภอ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่พร้อมใช้งานและถูกสร้างขึ้นมาเพียง 1-3 ปี มีอายุใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ปี
          และเมื่อรวมกับทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงที่ถือครองกรรมสิทธิ์ในปัจจุบัน จำนวน 980,500 คอร์กิโลเมตร จะส่งผลให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินประเภทเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร สามารถรองรับความต้องการใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้และผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาว
          นอกจากนี้ TTTBB ยังจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเคลื่อนย้ายและนำเส้นใยแก้วนำแสงลงใต้ดินในทรัพย์สินส่วนที่กองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ด้วย
          ส่วนแหล่งเงินทุนที่ใช้ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะมาจากการเพิ่มทุนของกองทุน JASIF จำนวนไม่เกิน 22,500 ล้านบาท โดยจะออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิ ส่วนที่เหลือจะเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 15,500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่ม
          และอาจมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในประเทศอีกไม่เกิน 2,660 ล้านบาท เพื่อใช้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนเพิ่มครั้งนี้
          ขณะเดียวกัน บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ทำข้อตกลงจะไม่โอนหน่วยลงทุน JASIF ที่จะมีผลให้สัดส่วนการถือหน่วยลงทุนต่ำกว่าที่กำหนด เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน โดยภายหลังทำธุรกรรมซื้อทรัพย์สินส่วนเพิ่มเสร็จสิ้น 6 เดือนแรกจะถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำ (หลังเพิ่มทุน) ร้อยละ 33 เดือนที่ 7–ปีที่ 3 จะถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 25 ปีที่ 4–6 จะถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 19 ส่วนปีที่ 7 ถึงสิ้นสุดสัญญาเช่าหลัก จะถือหน่วยลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 15 และลดลงเหลือร้อยละ 0 ภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าหลัก ทั้งนี้ อัตราส่วนข้างต้นขึ้นกับผลการจองซื้อของผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมในการเพิ่มทุนครั้งนี้
          “การเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 นี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ ที่ต้องการเข้าลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทโทรคมนาคม ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเพื่อเป็นรายได้ให้แก่กองทุนฯ และกองทุนฯ สามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาว” นายพรชลิต กล่าวและว่า
          “ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มและโอกาสขยายตัวของธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังมีอยู่มาก ดังนั้น การลงทุนในทรัพย์สินส่วนเพิ่มดังกล่าว จะทำให้กองทุนฯ มีรายได้และผลตอบแทนเพิ่มขึ้นและสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น สำหรับทรัพย์สินใหม่ที่กองทุนฯ จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable หรือ FOC) จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร ซึ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่พร้อมใช้งานและถูกสร้างขึ้นมาเพียง 1-3 ปี จากอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ปี หากมีการบำรุงรักษาอย่างดี”
          นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า การเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของ JASIF จะทำให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินและมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น จากโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงที่มีพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติมครอบคลุมพื้นที่ 925 อำเภอ 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น
          ทั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีของผู้ถือหน่วยเดิมที่จะลงทุนเพิ่ม เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการเช่าระยะยาวของกลุ่มผู้เช่าหลักอย่าง TTTBB ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รายใหญ่ของไทยที่มีอัตราเติบโตโดดเด่น โดยนับจากปี 2558-2561 TTTBB มีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 12,749 ล้านบาท เป็น 19,409 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% และมี EBITDAR (รายได้ก่อนดอกเบี้ยภาษีค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่ายและค่าเช่า) ในปี 2558-2561 เติบโตเฉลี่ยปีละ 14.9%
          นอกจากนี้ กองทุนฯ จะนำทรัพย์สินส่วนที่เหลือไปจัดหาผลประโยชน์เพิ่มเติมจากผู้ประกอบรายอื่น และในระหว่างการหาผู้เช่าทรัพย์สินส่วนเพิ่มทุนใหม่นี้ TTTBB ยังรับประกันรายได้ค่าเช่าให้แก่กองทุน JASIF อีกด้วย รวมถึงมีการขยายอายุสัญญาเช่าหลักของทรัพย์สินเดิมของกองทุนฯ ได้แก่ เส้นใยแก้วนำแสง จำนวนร้อยละ 80 ของจำนวนเส้นใยแก้วนำแสงเดิม จากเดิมจะสิ้นสุดอายุสัญญาเช่าหลักในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ขยายเป็น 29 มกราคม 2575
          และทำให้กองทุนฯ มีความมั่นคงของกระแสรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินที่กองทุนฯ ลงทุนอยู่ในปัจจุบันได้ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์แก่กองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย