SAMARTยันรายได้ปีนี้1.8หมื่นล้าน "SAMTEL"จ่อประมูลงานหมื่นล้าน ดัน SAV เข้า SET

“SAMART” มั่นใจรายได้ปีนี้ทำได้ใกล้เคียงเป้า 18,000 ล้านบาท เผย SAMTEL จ่อประมูลงานใหม่มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท คาดได้งาน 60-70% รอเซ็นสัญญาอีก 1,000 ล้านบาท ดันแบ็กล็อกสิ้นปีนี้พุ่ง 12,000 ล้านบาท พร้อมปั้น SAV เข้า SET คาดเทรด มี.ค. 63
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้รวมใกล้เคียงเป้าหมายที่วางไว้ 18,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,292.72 ล้านบาท
          โดยรายได้หลักในปี 2562 จะมาจาก บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ SAMTEL เตรียมเข้าประมูลโครงการรวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท เช่น โครงการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท จะประมูลในเดือน พ.ย. 2562 คาดว่าจะทราบผลภายในสิ้นปี 2562, โครงการส่งเสริมความรู้ชุมชนของกระทรวงศึกษาธิการ มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท, โครงการของกระทรวงมหาดไทย และโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้าน Finance Solution ให้กับลูกค้ากลุ่มธนาคาร โดยคาดว่าจะมีโอกาสได้งานประมาณ 60-70% ของมูลค่างานดังกล่าว
          นอกจากนี้ SAMTEL ยังอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญางานใหม่มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการของธนาคารออมสิน, โครงการของกองทัพอากาศ และโครงการของกรุงเทพมหานคร จากในช่วงครึ่งปีแรก SAMTEL ได้เซ็นสัญญาใหม่มูลค่ารวม 6,796 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่าภายในสิ้นปี 2562 จะมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่กว่า 12,000 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกมี Backlog อยู่ที่ 9,274 ล้านบาท
          “แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2562 ของ SAMTEL จะรับรู้รายได้เยอะที่สุดกว่าทุกไตรมาส ส่งผลให้ไตรมาส 4/2562 มีรายได้และกำไรมากที่สุดของปี 2562 ดังนั้นแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,711.12 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 351.39 ล้านบาท” นายวัฒน์ชัย กล่าว
          ขณะที่บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC ในปี 2562 คาดว่าจะยังขาดทุนสุทธิ แต่ลดลงจากปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,596.68 ล้านบาท และเริ่มเห็นรายได้ดีขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ 1,207 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 770 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุด ส่วนปี 2563 คาดว่า SDC จะมีรายได้อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท เนื่องจากมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ทั้งจากการเริ่มทยอยรับรู้รายได้โครงการติดตั้งโครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล และเสาโทรคมนาคม ในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
          รวมถึงโครงการ Digital Trunk Radio หรือบริการวิทยุสื่อสารคมนาคมระบบดิจิทัล ที่ปัจจุบันได้เซ็นสัญญาจำหน่ายเครื่องไปแล้ว 9,000 เครื่อง และในปี 2563 ตั้งเป้าหมายจำหน่ายไว้ประมาณ 60,000 เครื่อง จากกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เช่น กลุ่มผู้ประกอบการเดินเรือ ระบบติดตามเรือนำเที่ยวให้กับเรือในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล
          โดย SDC ยังมีโครงการใหม่ซึ่งจะสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการติดตั้งอุปกรณ์ WiFi ทั่วประเทศ หรือ Google Station ซึ่งร่วมมือกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ในการทำตลาด โดย SDC จะมีรายได้จากการเข้าไปหาพื้นที่และติดตั้งอุปกรณ์ WiFi พร้อมดูแลรักษาตลอด 5 ปีนับจากติดตั้ง โดยตั้งเป้าหมายติดตั้งจำนวน 10,000 จุดภายในปี 2563 ล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงกับกรมอาชีวะในการติดตั้งอุปกรณ์ WiFi ในสถาบันอาชีวะ 428 เห่ง และตั้งเป้าหมายติดตั้งจำนวน 30,000 จุด ภายใน 3 ปี
          ส่วนบริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ จำกัด หรือ SUT ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านพลังงานและสาธารณูปโภค โดยบริษัท เทด้า จำกัด หรือ TEDA ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้มีการเซ็นสัญญาในโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้า และโครงการสายไฟฟ้าลงดิน รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และยังมีโอกาสเข้าประมูลโครงการนำสายไฟฟ้าลงดินอีกหลายเส้นทาง และยังมองหาธุรกิจใหม่ ๆ ด้านการจัดการพลังงานด้วย
          ด้านความคืบหน้าการนำบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปัจจุบันผ่านขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)
          โดยแบ่งเป็นหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน 64 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ และหุ้นสามัญเดิมที่ถือโดยบริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ จำกัด และ/หรือ บริษัท สามารถ อินเตอร์  โฮลดิ้ง จำกัด รวมถึงอาจจะมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินอีก คาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายใน SET ได้ในช่วงเดือน มี.ค. 2563
          “SAV จะเป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET บริษัทที่ 5 ของกลุ่ม SAMART ซึ่ง SAV เป็น Holding company เน้นการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจการจราจรทางอากาศ หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจราจรทางอากาศ โดยปัจจุบันถือหุ้น 100% ในบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด หรือ CATS เพียงบริษัทเดียว โดย CATS ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศทั่วน่านฟ้ากัมพูชาเป็นเวลารวม 39 ปี นับจากปี 2545-2584” นายวัฒน์ชัย กล่าว
          ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อนำไปเงินไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน ลดภาระดอกเบี้ย และรองรับการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ของกลุ่ม SAMART ในอนาคต
          นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า แผนการดำเนินงานปี 2563 ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่กว่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่า SDC จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ และบริษัทมีโอกาสจากการที่องค์กรต่าง ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบไอที เพื่อปรับเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งบริษัทให้ความสำคัญกับกลุ่มธนาคารมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าหมายมีสัดส่วนรายได้ประจำอยู่ที่ 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประจำอยู่ที่ 40% เนื่องจากบริษัทจะเน้นงานบำรุงรักษามากขึ้น โดยมีแผนขยายศูนย์บริการให้ครบทุกจังหวัด จากปัจจุบันมีศูนย์บริการกว่า 50 แห่ง