JASIFจองซื้อหน่วยใหม่7-13พ.ย.นี้ ชูเงินปันส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเป็น 1.0387 บาทต่อหน่วย

กองทุน JASIF เปิดจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ในวันที่ 7-13 พ.ย.62 ที่ราคาหน่วยละ 9 บาท กำหนดอัตราส่วนใช้สิทธิที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ มั่นใจผู้ถือหน่วยเดิมที่ได้รับสิทธิพร้อมจองซื้อชูประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยในปีแรกเพิ่มเป็น 1.0387 บาทต่อหน่วย
          นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ในวันที่ 7-13 พ.ย. 2562 กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF จะเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุน ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุน โดยกำหนดอัตราส่วนจัดสรรหน่วยลงทุนใหม่แก่ผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจองซื้อที่ 2.2 หน่วยลงทุนเดิม ต่อ 1 หน่วยลงทุนใหม่ ที่ราคาเสนอขาย 9 บาทต่อหน่วย
          ทั้งนี้ JASIF จะระดมทุนเพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง เพิ่มเติมครั้งที่ 1 และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะเป็นการเพิ่มพอร์ตทรัพย์สินให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น
          นายพรชลิต พลอยกระจ่าง รองกรรมการผู้จัดการ Head of Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน JASIF ระบุว่า กองทุน JASIF จะเข้าลงทุนในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภททรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Cable) เพิ่มเติมครั้งที่ 1 จำนวนไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จากบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 38,000 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม) โดยกองทุน JASIF จะเพิ่มทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 24,629 ล้านบาท จากเดิมที่มีทุนจดทะเบียน 54,183.8 ล้านบาท จะเพิ่มเป็นไม่เกิน 78,812.8 ล้านบาท
          โดยการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีรายชื่อปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุน และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 18,160 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนส่วนหนึ่งในการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใหม่และใช้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการเข้าซื้อทรัพย์สินครั้งนี้
          ทั้งนี้ ภายหลังกองทุนฯ เข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 จะทำให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (Cash Distribution Per Unit หรือ DPU) สำหรับช่วงเวลา 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2563 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.0387 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 0.9924 บาทต่อหน่วย (บนสมมติฐานที่ออกหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุนฯ จำนวน 2,500 ล้านหน่วย)